- หน้าแรก
- จุดเริ่มต้นแห่งโลกจินตนาการ
- 26/1 - แกะอ้วนยางเสวียนจ้าน
26/1 - แกะอ้วนยางเสวียนจ้าน
26/1 - แกะอ้วนยางเสวียนจ้าน
“เจ้าบรรลุถึงขั้น ระดับแห่งการหลอมรวมกับสรรพสิ่ง อย่างสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงครึ่งก้าวเท่านั้นก็จะได้ขึ้นสู่ความเป็นนักบุญ หากเจ้ามาขอให้ข้าชี้ทางก็คงเกี่ยวข้องกับเรื่องการบรรลุขั้นนักบุญกระมัง?”
ชายชราเผยอริมฝีปากที่แห้งแตก กล่าวพลาง ฝุ่นหนาที่เกาะทั่วร่างร่วงหล่นลงมาเป็นสาย ลอยคว้างอยู่ในอากาศเย็นชื้น
เขานั่งสมาธิอยู่นิ่ง ๆ ในถ้ำนี้มากว่าสองร้อยปีแล้ว มิได้ขยับแม้แต่ครึ่งก้าว ร่างกายจึงปกคลุมด้วยฝุ่นหนา กลิ่นเก่าอับราวกับกาลเวลาพรากความมีชีวิตไปนานแล้ว
“ทั้งใช่และไม่ใช่ขอรับ” เจ้าสำนักเสวียนฝูเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ “ท่านอาจารย์ปิดด่านบำเพ็ญเพียรมาสองร้อยปี คงยังไม่ทราบว่าที่ดินแดนหนานหวงได้ปรากฏบุรุษผู้หนึ่งขึ้นนามว่า ‘เจ้าแห่งหอเทียนจี’ ผู้ที่อ้างว่ามีความสามารถทำนายฟ้าและดิน รู้แจ้งอดีตอนาคต และสามารถชี้ชะตาแห่งสรรพสิ่งได้”
เขาค่อย ๆ เล่าเรื่องทั้งหมดออกมาอย่างละเอียด
“ฆ่าศิษย์ของสำนักเราอย่างนั้นหรือ?” เสียงชายชราแปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่นขึ้นทันใด ฝุ่นร่วงกราวจากบ่าของเขา ดวงตาแก่ชราฉายแววโกรธดั่งเปลวเพลิง
“ถูกต้องขอรับ” เจ้าสำนักเสวียนฝูพยักหน้าช้า ๆ “ข้าได้ส่งท่านผู้พิทักษ์หนิงไปยังหอเทียนจีแล้ว แต่เมื่อครึ่งก้านธูปก่อน ท่านหนิงส่งข่าวกลับมาว่า...”
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาชายชรา น้ำเสียงแผ่วแต่หนักแน่น “ในมือของเจ้าหอเทียนจี มีวาสนาแห่งการบรรลุขั้นนักบุญอยู่ขอรับ”
ลมหายใจของชายชรากระชั้นขึ้นทันที แววตาฉายประกายเร่าร้อนเกินพรรณนา จนแม้แต่เจ้าสำนักเสวียนฝูก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมา
“เสวียนจ้าน...” ชายชราเรียกเสียงแผ่ว
“ศิษย์อยู่ที่นี่ขอรับ” หยางเสวียนจ้าน(เจ้าสำนักเสวียนฝู)โขกศีรษะลงพื้นหนัก ๆ “ขอรับคำสั่งจากอาจารย์”
“สำนักเสวียนฝูของเรายืนหยัดอยู่บนผืนดินหนานหวงมาได้ไม่เคยล่มสลาย เพราะแต่ละยุคสมัยต่างมีนักบุญเกิดขึ้นสืบต่อไม่ขาด”
“ครานี้...คือโอกาสของเจ้า เจ้าต้องไขว่คว้ามันไว้ให้มั่น”
ดวงตาของชายชราจ้องมองเสวียนจ้านราวจะมองทะลุเข้าไปในจิต “หากเจ้าสามารถคว้าวาสนาแห่งการบรรลุได้ สำนักของเราจะมีนักบุญถึงสามคน ครานั้น...ก็ถึงเวลารวมแผ่นดินหนานหวงให้เป็นหนึ่งเดียว!”
“รวม...หนานหวง?” หยางเสวียนจ้านถึงกับอึ้งไป สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“พวกสำนักอื่น แม้จะเรียกว่ามหาอำนาจเช่นเดียวกัน แต่ดูอย่างสำนักเทียนซิน สิ—ไม่มีแม้แต่นักบุญสักคนหนึ่ง สมควรหรือที่จะเทียบชั้นกับเรา?” ชายชราเอ่ยเสียงเยาะ “หากเรามีสามนักบุญประจำสำนัก ต่อให้รวมหนานหวงทั้งผืนก็ไม่เกินมือเรา”
หัวใจของหยางเสวียนจ้านพลันเต้นแรงขึ้น ความทะเยอทะยานในใจเริ่มลุกโชน
ในดินแดนหนานหวงทั้งมวล มีเพียงสำนักมารหงเฉินเท่านั้นที่มีนักบุญประจำอยู่ และยังมีเพียงหนึ่งเดียว
หากเขาสามารถช่วงชิงวาสนานั้นมาได้จนบรรลุเป็นนักบุญจริง ๆ สำนักเสวียนฝูจะกลายเป็นอำนาจสูงสุดเหนือทุกสิ่งในหนานหวงอย่างแท้จริง
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ”
“จงจำไว้...ต่อให้มีความแค้นฝังใจเพียงใด ก็ให้วางลงก่อนความเป็นนักบุญ” ชายชรากล่าวช้า ๆ “จงนำ เม็ดยาเทียนตี้จ้าวฮวาไปด้วย แล้วมุ่งหน้าไปยังหอเทียนจี”
“ยาเทียนตี้จ้าวฮวา...ของล้ำค่าขนาดนั้น จะไม่มากเกินไปหรือขอรับ?” หยางเสวียนจ้านกล่าวลังเล
ยาเม็ดนั้นคือเม็ดยาศักดิ์สิทธิ์ระดับนักบุญ แม้แต่ผู้มีพลังระดับเทพราชา หากยังมีลมหายใจเพียงเสี้ยวก็สามารถฟื้นคืนชีพได้ภายในสิบลมหายใจ — ยานี้เป็นของวิเศษที่ฟื้นคืนคนตายได้จริง
“เมื่อเทียบกับการให้เจ้าบรรลุนักบุญ มันก็เพียงเศษทราย”
ชายชรากล่าวเสียงเรียบ “เจ้าจงจำไว้ การบรรลุของเจ้าไม่ใช่เพียงเรื่องของตนเอง แต่มันคือเหตุการณ์สำคัญที่สุดของสำนักเสวียนฝู”
ได้ฟังเช่นนั้น หัวใจของหยางเสวียนจ้านเต็มไปด้วยความสำนึก “ศิษย์จะไม่มีวันลืมพระคุณของอาจารย์ตราบชีวิตจะหาไม่”
“ท่านอาจารย์ โปรดพักผ่อนให้ดี คราใดที่ศิษย์กลับมาจะต้องเป็นในฐานะนักบุญ!”
“ไปเถิด”
หยางเสวียนจ้านโขกศีรษะอีกสามครั้งอย่างแรง ก่อนจะถอยออกจากศาลา
“หนึ่งแสนปีที่รอคอย... ในที่สุดข้าก็เห็นแสงแห่งความหวังแล้ว...”
ชายชรามองตามหลังศิษย์ พลันเผยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวบนใบหน้าเหี่ยวย่น—รอยยิ้มที่ทั้งชั่วร้ายและบ้าคลั่ง
เขาค่อย ๆ หลับตาลงอีกครั้ง...
ในศาลา แสงจากตะเกียงน้ำมันดวงสุดท้ายพลันริบหรี่ลง
หยางเสวียนจ้านมุ่งหน้าไปยังคลังสมบัติ หยิบเอาเม็ดยาเทียนตี้จ้าวฮวาพร้อมของล้ำค่าอีกหลายชิ้น แล้วออกเดินทางสู่เมืองหลิงหลง
เขากำยาเม็ดนั้นไว้แน่นในมือ หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
เพียงหนึ่งชั่วยามต่อมา เขาก็มาถึงหน้าหอเทียนจี
เพียงก้าวเดียวร่างของเขาก็ปรากฏอยู่หน้าหอสูงใหญ่
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย ยกเท้าก้าวเข้าไปในหอ
ปัง!
ทันทีที่ก้าวผ่านธรณีประตู พลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดขึ้น จับตรึงพลังวิญญาณและทะเลจิตของหยางเสวียนจ้านไว้แน่นราวกับฟ้าถล่ม
จากนั้นเขาก็เห็นหลัวเทียนเฟิงที่บาดเจ็บสาหัสใกล้สิ้นใจ และ ท่านผู้พิทักษ์หนิง ที่ขาทั้งสองข้างแตกละเอียด ต้องคุกเข่าอยู่กลางพื้น
สุดท้าย...เขาเห็น เย่ซวี
“เจ้าสำนักเสวียนฝู...ช่างห่างหายกันไปนานนัก” เย่ซวีกล่าวเสียงเย็น
“ท่านเจ้าสำนัก โปรดช่วยข้าด้วย!”
ทั้งหลัวเทียนเฟิงและผู้พิทักษ์หนิงรีบร้องวิงวอน แม้พวกเขาจะรู้ดีว่าเจ้านายของตนมาเพื่อแย่งชิงวาสนาแห่งการบรรลุ ไม่ใช่มาช่วยก็ตาม
“ผู้น้อยขอคารวะท่านผู้อาวุโส”
เจ้าสำนักเสวียนฝูคุกเข่าลงครึ่งตัว แสดงท่าทีเคารพสูงสุด พร้อมยื่นหีบไม้แกะสลักออกไป “ก่อนหน้านี้สำนักของข้าได้ล่วงเกินท่านไว้มากมาย ผู้น้อยจึงนำของขวัญชิ้นเล็กมาขออภัย โปรดรับไว้ด้วยความเมตตา”
เย่เซียนเอ๋อที่ยืนข้าง ๆ ถึงกับงุนงง — นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? เขาไม่ได้มาทวงแค้นหรอกหรือ?
เย่ซวีเองก็แปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกข้อมูลของชายตรงหน้าออกมาดูด้วยพลังแห่งเทียนจี
เดิมทีเขาไม่คิดจะเสียเวลา แต่เพราะอีกฝ่ายแสดงความนอบน้อมอย่างยิ่ง จึงทำให้เขาเกิดความสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
อย่างไรเสีย เมื่ออยู่ในของหอเทียนจีแล้ว ต่อให้มีแผนร้ายอย่างไรก็ไม่มีทางรอดพ้นสายตาเขาได้
เพียงคิดในใจ ข้อมูลก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ชื่อ: หยางเสวียนจ้าน
พลังฝึกตน: ขั้นเทพราชาสูงสุด
สังกัด: สำนักเสวียนฝู (เจ้าสำนัก)
คัมภีร์หลัก: คัมภีร์เนี่ยฮวาเก้ารอบ — มีข้อบกพร่องที่ถึงแก่ความตายได้
วิชาทักษะ: เนตรเทพไท่จี๋, มหาอาคมทั้งเจ็ดแห่งสัญลักษณ์...
“มีข้อบกพร่องถึงขั้นความตายได้... น่าสนใจดีนี่” เย่ซวีแค่นยิ้ม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย แผนการบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
การสั่งสอนสำนักเสวียนฝู คงไม่จำเป็นต้องลงมือเองเสียแล้ว...
เขาเก็บความคิดไว้แล้วเหลือบมองหีบในมือของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง “เม็ดยาเทียนตี้จ้าวฮวา...ของล้ำค่าระดับนักบุญ ช่างเป็นของดีนัก”
“ในเมื่อเจ้ามีความจริงใจเช่นนี้ ข้าก็จะยกเลิกความบาดหมางระหว่างกันไว้ก่อนก็แล้วกัน”
คำพูดยังไม่ทันจบ หีบไม้ก็ลอยมาหยุดตรงหน้าของเย่ซวี
หยางเสวียนจ้านเหลือบตาขึ้นเพียงนิด ก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเห็นทะลุทุกสิ่ง — แม้เขาจะวางคาถาผนึกไว้บนหีบ แต่เย่ซวีกลับเปิดมันได้อย่างง่ายดาย นี่มิใช่พลังของผู้ฝึกทั่วไป แต่คือระดับนักบุญโดยแท้
“ขอแสดงความยินดีท่านผู้สืบทอดระบบ ท่านได้รับแต้มเทียนจีจำนวน 8,000 แต้ม”
หัวใจของเย่ซวีพลันพองโต — เพียงแค่เจ้าสำนักเสวียนฝูผู้นี้มาปรากฏตัว ก็ทำให้เขาได้แต้มเทียนจีถึงแปดพัน! นี่มันแกะอ้วนชั้นดีแท้ ๆ โชคดีที่เขาไม่รีบร้อนลงมือ
“ดูท่าคงมาจริงจังสินะ...” เขาคิดในใจอย่างขบขัน
หยางเสวียนจ้านมานี้เพื่อคว้าวาสนาแห่งการบรรลุเป็นแน่แท้ มิฉะนั้นคงไม่ทุ่มเทของล้ำค่าเช่นนี้ออกมา
หากยังมีการซื้อขายต่อไปอีกหน่อย...เขาก็คงจะเชือด “แกะอ้วนตัวนี้” ได้อีกหลายครั้งแน่
เย่เซียนเอ๋อได้แต่กลอกตาในใจ — สำหรับเย่ซวี “ความจริงใจ” ของอีกฝ่ายคงหมายถึง “เงินถึงมือ” เท่านั้นกระมัง...
นางหันไปมองและก็พบว่าเย่ซวีกำลังจ้องนางอยู่พอดี
นางแลบลิ้นออกมาเบา ๆ แล้วรีบก้มหน้าลงอย่างว่าง่าย