เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 417 ปิกนิกกลางแจ้ง

บทที่ 417 ปิกนิกกลางแจ้ง

บทที่ 417 ปิกนิกกลางแจ้ง


ไม่นานนักโจวอี้หมินก็ขี่มอเตอร์ไซค์พาจางเอี้ยนมาถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง

สวนแห่งนี้คึกคักมีชีวิตชีวาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความครื้นเครง ร่มไม้เขียวขจีแผ่เงาทั่วพื้นที่ ทางเดินคดเคี้ยวทอดยาวเป็นทางเดินชมธรรมชาติอย่างรื่นรมย์

ผู้เฒ่าหลายคนนั่งล้อมโต๊ะหินเล่นหมากรุก เสียงหมากกระทบกระดานดังก้องใสสะอาดในอากาศ

ข้างศาลาไม้มีกลุ่มคนรักงิ้วยืนร้องเพลงอยู่ เสียงร้องชัดถ้อยชัดคำ สำเนียงถูกต้อง ลีลาจังหวะเปี่ยมไปด้วยอารมณ์จนคนที่เดินผ่านต้องหยุดฟังและปรบมือชมเชย

เด็กๆวิ่งเล่นกันอยู่บนสนามหญ้าเสียงหัวเราะดังลั่น บางคนถือว่าววิ่งไล่สายลม ว่าวลอยล่องอยู่บนท้องฟ้าสีครามอย่างอิสระ

โจวอี้หมินเห็นภาพตรงหน้านั้นก็รู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก จากนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า

“งั้นเราพักตรงนี้กันเลยดีไหม!”

จางเอี้ยนพยักหน้ารับแบบไม่คิดมาก

“ได้เลย! ฉันว่าบรรยากาศที่นี่ก็ดีมากเลยนะ!”

เธอพูดเสริมด้วยน้ำเสียงเสียดายนิดๆ

“เสียดายจัง ถ้ารู้ก่อนว่าจะมาที่นี่ก็น่าจะเตรียมอะไรมากินด้วย ได้ปิกนิกกันตรงนี้คงจะดีมากเลย!”

แค่ได้กินข้าวกับโจวอี้หมินที่นี่แล้วนอนเหยียดยาวลงบนพื้นหญ้า มองดูท้องฟ้าใสๆกับก้อนเมฆขาวๆ แค่นึกภาพก็รู้สึกว่ามันต้องเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษแน่นอน

แต่โจวอี้หมินกลับไม่ถือสาอะไรเลย

“แค่เรื่องเล็กๆแบบนี้ ปล่อยให้ฉันจัดการเอง!”

สำหรับโจวอี้หมินแล้ว เรื่องเสบียงกับอาหารนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย

“เธอรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปไม่นานก็กลับมาแล้ว”

จางเอี้ยนเชื่อมั่นในตัวโจวอี้หมินเต็มร้อย เธอพยักหน้าอย่างว่าง่ายแสดงให้เห็นว่าเธอจะรอเขาอยู่ตรงนี้อย่างเรียบร้อย

โจวอี้หมินบิดรถกลับตัวอย่างหล่อเหลา แถมยังโชว์ท่าทางพลิกหัวรถอย่างคล่องแคล่วอีกชุดใหญ่

เสียงมอเตอร์ไซค์ของเขาดึงดูดสายตาของคนรอบข้างอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ที่เขาโชว์เทคนิคกลับรถได้เนียนกริบก็ยิ่งทำให้ทุกคนตกตะลึงมากขึ้นไปอีก

เด็กหลายคนถึงกับปรบมือกันเกรียวกราวเหมือนกับได้ชมการแสดงโชว์เจ๋งๆสักชุดหนึ่ง

ส่วนโจวอี้หมินนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว เพราะเจอเหตุการณ์แบบนี้มาจนชินตา ของแบบนี้พอเห็นบ่อยเข้ามันก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีก

ช่วงหลังๆมานี้แค่เขาขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ไหนสถานที่นั้นก็จะกลายเป็นจุดสนใจทันที ไม่ว่าไปที่ไหนคนแถวนั้นก็จะหันมามองเขากันหมด ก็ช่วยไม่ได้ มอเตอร์ไซค์มันสะดุดตาเกินไปจริงๆ

โจวอี้หมินขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดที่ไม่มีผู้คนอยู่ก่อนอย่างรวดเร็ว อันดับแรกเขาหยิบถังน้ำมันออกมาเติมให้เต็ม เพราะหากขับไปแล้วน้ำมันหมดกลางทาง จะไม่สามารถหยิบถังน้ำมันออกมาเติมตรง ๆ ได้ทันที

เพื่อไม่ให้เป็นการเปิดเผยความลับของร้านค้าในสมอง เขาจึงต้องทำแบบนี้

จากนั้นเขาเปิดร้านค้าในสมองขึ้นมา ซื้อ “ตะกร้าหวาย” ใบหนึ่ง แล้วค่อย ๆ เลือกของกินต่าง ๆ ใส่ลงไปในนั้น ถ้าไม่มีอะไรมาปกปิด ของที่หยิบออกมาจะดูแปลกเกินไป หากมีใครมาเห็นเข้าอาจจะไม่ดี เขาจึงจัดแจงให้ดูเรียบร้อยก่อนขี่รถกลับไป

เมื่อกลับมาถึงสวนสาธารณะ เขาเห็นจางเอี้ยนยังคงยืนรออยู่ที่เดิมอย่างเงียบ ๆ ไม่ไปไหนเลย

โจวอี้หมินขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดข้าง ๆ เธออย่างนุ่มนวล พร้อมกับเบรกอย่างแม่นยำ

เขาหยิบตะกร้าหวายลงจากรถ แล้วจับมือจางเอี้ยนเดินเล่นไปด้วยกันในสวน เพื่อมองหาทำเลเหมาะ ๆ สำหรับปิกนิก

สุดท้ายพวกเขาก็มาหยุดอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ริมทะเลสาบ

โจวอี้หมินหยิบผ้าปูโต๊ะลายตารางออกจากตะกร้า ปูลงกับพื้นอย่างประณีต แล้วก็ค่อย ๆ จัดเรียงอาหารที่เตรียมไว้ออกมาทีละอย่าง

จางเอี้ยนเห็นแล้วก็พูดขึ้นว่า

“อี้หมิน แบบนี้มันดูสิ้นเปลืองไปหน่อยหรือเปล่า?”

ต้องเข้าใจก่อนว่าช่วงเวลานี้ ผ้าถือว่าเป็นของหายากไม่อย่างนั้นผู้คนคงไม่ต้องใส่เสื้อผ้าที่มีแต่รอยปะซ่อมเต็มตัว เพราะในแต่ละปี แต่ละคนจะได้สิทธิ์ซื้อผ้าในปริมาณจำกัดมาก แค่จะตัดเสื้อสักตัวก็ต้องเก็บสะสมคูปองผ้าอยู่หลายปีถึงจะมีพอใช้

โจวอี้หมินพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ช่างคนอื่นจะพูดยังไงเถอะ ขอแค่เรามีชีวิตที่ดีของเราเองก็พอแล้ว”

จางเอี้ยนไม่รู้จะพูดอะไรกลับไปก็ได้แต่พยักหน้าอย่างจำยอม ก่อนจะนั่งลงเบาๆแล้วเอ่ยถามว่า “อี้หมิน มีอะไรน่ากินบ้าง?”

โจวอี้หมินไม่ได้ตอบ แต่ค่อยๆหยิบของจากตะกร้าหวายออกมา เริ่มจากแป้งแผ่นย่างสีเหลืองทองน่ากิน แป้งดูกรอบนอกนุ่มใน ตามด้วยผักดองรสเค็มหอมที่หมักไว้อย่างดี กลิ่นหอมชวนกิน ต่อด้วยแอปเปิ้ลแดงสดวางเรียงอยู่หลายลูก เปลือกสีแวววาวส่งกลิ่นหอมหวานชื่นใจ

และไฮไลต์ของมื้อนี้ก็คือ เนื้อวัวต้มซีอิ๊วชิ้นโตๆปรุงรสกลมกล่อม แล้วก็ยังหยิบน้ำอัดลมเป่ยปิ่งหยางออกมาอีกสองขวด

ของทั้งหมดทำเอาจางเอี้ยนถึงกับตาค้าง “อี้หมิน แค่ปิกนิกธรรมดาๆไม่ต้องเตรียมอะไรเยอะขนาดนี้ก็ได้นี่นา”

โจวอี้หมินยิ้มตอบ “นี่มันก็แค่ของกินง่ายๆ แบบธรรมดานี่แหละ”

จางเอี้ยนได้แต่พูดไม่ออก คิดในใจว่า คนที่พูดอะไรแบบนี้ได้ก็คงมีแต่โจวอี้หมินคนเดียวเท่านั้นแหละ

ตอนนั้นเองโจวอี้หมินก็พูดขึ้นว่า “ดูสิ เดี๋ยวฉันจะโชว์อะไรเด็ดๆให้ดูอย่างหนึ่ง”

จางเอี้ยนได้ยินเข้าก็สนใจขึ้นมาทันที “อะไรเด็ดเหรอ?”

โจวอี้หมินหยิบน้ำอัดลมเป่ยปิ่งหยางขึ้นมาขวดหนึ่ง เขาใช้นิ้วหัวแม่มือดีดฝาขวดเบาๆเท่านั้นก็ได้ยินเสียง “ฟู่ววว” ดังขึ้น

ฝาขวดกระเด็นออกไปอย่างพริ้วไหวราวกับมีเวทมนตร์

จางเอี้ยนถึงกับตาโตอ้าปากค้าง “สุดยอดเลย! อี้หมิน นายทำแบบนั้นได้ยังไงกัน?”

เธอเริ่มรู้สึกว่า เหมือนจะไม่มีอะไรที่โจวอี้หมินทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้เชิงวิชาการหรือเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ สำหรับเขาแล้วล้วนดูง่ายดายไปหมด

นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า “โลกของอัจฉริยะ”?

โจวอี้หมินแค่ยิ้มเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร ความจริงแล้วฝาขวดของน้ำอัดลมทั้งสองขวดเขาเปิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพียงแค่ปิดไว้อย่างแนบเนียน เพื่อจะได้สร้างเอฟเฟกต์ให้ดูเท่แบบนี้

เขายื่นขวดน้ำอัดลมให้จางเอี้ยน ส่วนขวดที่สองก็ใช้วิธีเดียวกันเปิดออกมาอีกครั้ง

ความรู้สึกชื่นชมในตัวโจวอี้หมินของจางเอี้ยนยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอีกนิด คนดีขนาดนี้ ใครจะไม่รักได้ลงล่ะ?

“ยั่นจื่อ ลองกินนี่ดูสิ” โจวอี้หมินหยิบแผ่นแป้งขึ้นมาชิ้นหนึ่ง คีบผักดองไว้ตรงกลางแล้วยื่นไปใกล้ปากของจางเอี้ยน

จางเอี้ยนยิ้มก่อนจะกัดเข้าไปหนึ่งคำ ดวงตาของเธอหรี่ลงกลายเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์ “อื้ม อร่อยจัง แถมยังให้รสชาติเหมือนที่บ้านเลย”

ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังนั่งกินกันอยู่นั้น จู่ๆก็มีนกตัวเล็กตัวหนึ่งบินลงมาเกาะที่กิ่งไม้ ส่งเสียงเจื้อยแจ้วราวกับถูกกลิ่นอาหารชวนหิวดึงดูดมา

โจวอี้หมินเกิดไอเดียขึ้นมา อยากลองทำเหมือนคนในยุคหลังที่เขาเคยเห็นตามคลิปในโลกออนไลน์เวลาที่พวกเขาให้อาหารนกนางนวล เขาหยิบเศษแป้งแผ่นออกมานิดหนึ่งแล้วโยนขึ้นไปในอากาศเบาๆ

นกตัวนั้นฉลาดมาก มันพุ่งโฉบลงมาอย่างรวดเร็ว งับเอาเศษแป้งแผ่นนั้นไปได้อย่างแม่นยำจากนั้นก็กระพือปีกบินจากไป ทำเอาโจวอี้หมินหัวเราะออกมาอย่างถูกอกถูกใจ

เขาไม่คิดเลยว่าจะทำได้เหมือนที่เห็นในอินเทอร์เน็ตเป๊ะๆแบบนี้ ดูเหมือนว่าในโลกออนไลน์ก็ยังมีอะไรน่าศึกษาไม่น้อยเหมือนกัน

จางเอี้ยนมองภาพนั้นด้วยสีหน้ารู้สึกเสียดาย “อี้หมิน แบบนี้มันเปลืองไปหน่อยไหม? เอาอาหารมาให้นกเนี่ย”

ช่วงนี้อาหารการกินถือว่ามีค่ามาก จะเสียไปนิดหน่อยก็ยังรู้สึกเสียดายแล้วนี่โจวอี้หมินถึงกับเอามาให้นกกิน โชคดีที่ไม่มีใครผ่านมาเห็น ไม่งั้นอาจจะถูกตำหนิเอาได้

สำหรับโจวอี้หมินแล้วมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แต่เพื่อไม่ให้กลายเป็นประเด็นทะเลาะเขาจึงพูดออกมาอย่างอ่อนโยนว่า “รู้แล้วล่ะ คราวหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”

พอได้ยินโจวอี้หมินพูดแบบนั้น จางเอี้ยนก็โล่งใจและวางใจลงทันที

แต่แล้วในจังหวะนั้นเองจางเอี้ยนเผลอทำถุงใส่แอปเปิ้ลหก แอปเปิ้ลลูกหนึ่งกลิ้งหลุดออกมาแล้วไหลลงมาตามทางลาดตรงไปยังริมทะเลสาบ

โจวอี้หมินตาไวและมือเร็ว เขาพุ่งตัวออกไปในชั่วพริบตาก่อนที่แอปเปิ้ลจะตกน้ำก็ยื่นมือคว้ามันไว้ได้ทัน

จางเอี้ยนตบอกตัวเองด้วยความตกใจที่เพิ่งคลาย “โอ๊ย เกือบไปแล้วแน่ะ นั่นมัน ‘ของหวานหลังอาหาร’ ของเรานะ!”

“ไม่เป็นไรหรอก ถึงจะตกน้ำไปจริงๆก็ยังเก็บขึ้นมากินได้อยู่ดี” โจวอี้หมินพูดปลอบ

หลังจากกินเสร็จ ทั้งสองคนนอนเอนกายลงบนพื้นหญ้า มองฟ้าสีครามเหนือหัว เมฆลอยผ่านอย่างช้าๆราวกับเวลาได้หยุดหมุนเพื่อพวกเขาสองคน

จางเอี้ยนเอนตัวนอนเงียบๆอยู่ข้างโจวอี้หมิน แล้วพึมพำเบาๆว่า “อี้หมิน ถ้าอนาคตเราสองคนจะมีความสุขแบบนี้ไปตลอดได้ก็คงดีนะ”

โจวอี้หมินกุมมือเธอไว้แน่น “ต้องได้แน่นอน เรายังมีที่เที่ยวอีกตั้งเยอะที่ยังไม่ได้ไปเลยนะ”

คำพูดนั้นทำให้จางเอี้ยนรู้สึกดีในใจ เธอรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโจวอี้หมินในสองวันนี้สนิทกันมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า พอเข้าใจแล้วว่า การออกมาเดตกันถึงสำคัญขนาดนี้

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 417 ปิกนิกกลางแจ้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว