- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 417 ปิกนิกกลางแจ้ง
บทที่ 417 ปิกนิกกลางแจ้ง
บทที่ 417 ปิกนิกกลางแจ้ง
ไม่นานนักโจวอี้หมินก็ขี่มอเตอร์ไซค์พาจางเอี้ยนมาถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
สวนแห่งนี้คึกคักมีชีวิตชีวาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความครื้นเครง ร่มไม้เขียวขจีแผ่เงาทั่วพื้นที่ ทางเดินคดเคี้ยวทอดยาวเป็นทางเดินชมธรรมชาติอย่างรื่นรมย์
ผู้เฒ่าหลายคนนั่งล้อมโต๊ะหินเล่นหมากรุก เสียงหมากกระทบกระดานดังก้องใสสะอาดในอากาศ
ข้างศาลาไม้มีกลุ่มคนรักงิ้วยืนร้องเพลงอยู่ เสียงร้องชัดถ้อยชัดคำ สำเนียงถูกต้อง ลีลาจังหวะเปี่ยมไปด้วยอารมณ์จนคนที่เดินผ่านต้องหยุดฟังและปรบมือชมเชย
เด็กๆวิ่งเล่นกันอยู่บนสนามหญ้าเสียงหัวเราะดังลั่น บางคนถือว่าววิ่งไล่สายลม ว่าวลอยล่องอยู่บนท้องฟ้าสีครามอย่างอิสระ
โจวอี้หมินเห็นภาพตรงหน้านั้นก็รู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก จากนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า
“งั้นเราพักตรงนี้กันเลยดีไหม!”
จางเอี้ยนพยักหน้ารับแบบไม่คิดมาก
“ได้เลย! ฉันว่าบรรยากาศที่นี่ก็ดีมากเลยนะ!”
เธอพูดเสริมด้วยน้ำเสียงเสียดายนิดๆ
“เสียดายจัง ถ้ารู้ก่อนว่าจะมาที่นี่ก็น่าจะเตรียมอะไรมากินด้วย ได้ปิกนิกกันตรงนี้คงจะดีมากเลย!”
แค่ได้กินข้าวกับโจวอี้หมินที่นี่แล้วนอนเหยียดยาวลงบนพื้นหญ้า มองดูท้องฟ้าใสๆกับก้อนเมฆขาวๆ แค่นึกภาพก็รู้สึกว่ามันต้องเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษแน่นอน
แต่โจวอี้หมินกลับไม่ถือสาอะไรเลย
“แค่เรื่องเล็กๆแบบนี้ ปล่อยให้ฉันจัดการเอง!”
สำหรับโจวอี้หมินแล้ว เรื่องเสบียงกับอาหารนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย
“เธอรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปไม่นานก็กลับมาแล้ว”
จางเอี้ยนเชื่อมั่นในตัวโจวอี้หมินเต็มร้อย เธอพยักหน้าอย่างว่าง่ายแสดงให้เห็นว่าเธอจะรอเขาอยู่ตรงนี้อย่างเรียบร้อย
โจวอี้หมินบิดรถกลับตัวอย่างหล่อเหลา แถมยังโชว์ท่าทางพลิกหัวรถอย่างคล่องแคล่วอีกชุดใหญ่
เสียงมอเตอร์ไซค์ของเขาดึงดูดสายตาของคนรอบข้างอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ที่เขาโชว์เทคนิคกลับรถได้เนียนกริบก็ยิ่งทำให้ทุกคนตกตะลึงมากขึ้นไปอีก
เด็กหลายคนถึงกับปรบมือกันเกรียวกราวเหมือนกับได้ชมการแสดงโชว์เจ๋งๆสักชุดหนึ่ง
ส่วนโจวอี้หมินนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว เพราะเจอเหตุการณ์แบบนี้มาจนชินตา ของแบบนี้พอเห็นบ่อยเข้ามันก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีก
ช่วงหลังๆมานี้แค่เขาขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ไหนสถานที่นั้นก็จะกลายเป็นจุดสนใจทันที ไม่ว่าไปที่ไหนคนแถวนั้นก็จะหันมามองเขากันหมด ก็ช่วยไม่ได้ มอเตอร์ไซค์มันสะดุดตาเกินไปจริงๆ
โจวอี้หมินขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดที่ไม่มีผู้คนอยู่ก่อนอย่างรวดเร็ว อันดับแรกเขาหยิบถังน้ำมันออกมาเติมให้เต็ม เพราะหากขับไปแล้วน้ำมันหมดกลางทาง จะไม่สามารถหยิบถังน้ำมันออกมาเติมตรง ๆ ได้ทันที
เพื่อไม่ให้เป็นการเปิดเผยความลับของร้านค้าในสมอง เขาจึงต้องทำแบบนี้
จากนั้นเขาเปิดร้านค้าในสมองขึ้นมา ซื้อ “ตะกร้าหวาย” ใบหนึ่ง แล้วค่อย ๆ เลือกของกินต่าง ๆ ใส่ลงไปในนั้น ถ้าไม่มีอะไรมาปกปิด ของที่หยิบออกมาจะดูแปลกเกินไป หากมีใครมาเห็นเข้าอาจจะไม่ดี เขาจึงจัดแจงให้ดูเรียบร้อยก่อนขี่รถกลับไป
เมื่อกลับมาถึงสวนสาธารณะ เขาเห็นจางเอี้ยนยังคงยืนรออยู่ที่เดิมอย่างเงียบ ๆ ไม่ไปไหนเลย
โจวอี้หมินขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดข้าง ๆ เธออย่างนุ่มนวล พร้อมกับเบรกอย่างแม่นยำ
เขาหยิบตะกร้าหวายลงจากรถ แล้วจับมือจางเอี้ยนเดินเล่นไปด้วยกันในสวน เพื่อมองหาทำเลเหมาะ ๆ สำหรับปิกนิก
สุดท้ายพวกเขาก็มาหยุดอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ริมทะเลสาบ
โจวอี้หมินหยิบผ้าปูโต๊ะลายตารางออกจากตะกร้า ปูลงกับพื้นอย่างประณีต แล้วก็ค่อย ๆ จัดเรียงอาหารที่เตรียมไว้ออกมาทีละอย่าง
จางเอี้ยนเห็นแล้วก็พูดขึ้นว่า
“อี้หมิน แบบนี้มันดูสิ้นเปลืองไปหน่อยหรือเปล่า?”
ต้องเข้าใจก่อนว่าช่วงเวลานี้ ผ้าถือว่าเป็นของหายากไม่อย่างนั้นผู้คนคงไม่ต้องใส่เสื้อผ้าที่มีแต่รอยปะซ่อมเต็มตัว เพราะในแต่ละปี แต่ละคนจะได้สิทธิ์ซื้อผ้าในปริมาณจำกัดมาก แค่จะตัดเสื้อสักตัวก็ต้องเก็บสะสมคูปองผ้าอยู่หลายปีถึงจะมีพอใช้
โจวอี้หมินพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ช่างคนอื่นจะพูดยังไงเถอะ ขอแค่เรามีชีวิตที่ดีของเราเองก็พอแล้ว”
จางเอี้ยนไม่รู้จะพูดอะไรกลับไปก็ได้แต่พยักหน้าอย่างจำยอม ก่อนจะนั่งลงเบาๆแล้วเอ่ยถามว่า “อี้หมิน มีอะไรน่ากินบ้าง?”
โจวอี้หมินไม่ได้ตอบ แต่ค่อยๆหยิบของจากตะกร้าหวายออกมา เริ่มจากแป้งแผ่นย่างสีเหลืองทองน่ากิน แป้งดูกรอบนอกนุ่มใน ตามด้วยผักดองรสเค็มหอมที่หมักไว้อย่างดี กลิ่นหอมชวนกิน ต่อด้วยแอปเปิ้ลแดงสดวางเรียงอยู่หลายลูก เปลือกสีแวววาวส่งกลิ่นหอมหวานชื่นใจ
และไฮไลต์ของมื้อนี้ก็คือ เนื้อวัวต้มซีอิ๊วชิ้นโตๆปรุงรสกลมกล่อม แล้วก็ยังหยิบน้ำอัดลมเป่ยปิ่งหยางออกมาอีกสองขวด
ของทั้งหมดทำเอาจางเอี้ยนถึงกับตาค้าง “อี้หมิน แค่ปิกนิกธรรมดาๆไม่ต้องเตรียมอะไรเยอะขนาดนี้ก็ได้นี่นา”
โจวอี้หมินยิ้มตอบ “นี่มันก็แค่ของกินง่ายๆ แบบธรรมดานี่แหละ”
จางเอี้ยนได้แต่พูดไม่ออก คิดในใจว่า คนที่พูดอะไรแบบนี้ได้ก็คงมีแต่โจวอี้หมินคนเดียวเท่านั้นแหละ
ตอนนั้นเองโจวอี้หมินก็พูดขึ้นว่า “ดูสิ เดี๋ยวฉันจะโชว์อะไรเด็ดๆให้ดูอย่างหนึ่ง”
จางเอี้ยนได้ยินเข้าก็สนใจขึ้นมาทันที “อะไรเด็ดเหรอ?”
โจวอี้หมินหยิบน้ำอัดลมเป่ยปิ่งหยางขึ้นมาขวดหนึ่ง เขาใช้นิ้วหัวแม่มือดีดฝาขวดเบาๆเท่านั้นก็ได้ยินเสียง “ฟู่ววว” ดังขึ้น
ฝาขวดกระเด็นออกไปอย่างพริ้วไหวราวกับมีเวทมนตร์
จางเอี้ยนถึงกับตาโตอ้าปากค้าง “สุดยอดเลย! อี้หมิน นายทำแบบนั้นได้ยังไงกัน?”
เธอเริ่มรู้สึกว่า เหมือนจะไม่มีอะไรที่โจวอี้หมินทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้เชิงวิชาการหรือเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ สำหรับเขาแล้วล้วนดูง่ายดายไปหมด
นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า “โลกของอัจฉริยะ”?
โจวอี้หมินแค่ยิ้มเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร ความจริงแล้วฝาขวดของน้ำอัดลมทั้งสองขวดเขาเปิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพียงแค่ปิดไว้อย่างแนบเนียน เพื่อจะได้สร้างเอฟเฟกต์ให้ดูเท่แบบนี้
เขายื่นขวดน้ำอัดลมให้จางเอี้ยน ส่วนขวดที่สองก็ใช้วิธีเดียวกันเปิดออกมาอีกครั้ง
ความรู้สึกชื่นชมในตัวโจวอี้หมินของจางเอี้ยนยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอีกนิด คนดีขนาดนี้ ใครจะไม่รักได้ลงล่ะ?
“ยั่นจื่อ ลองกินนี่ดูสิ” โจวอี้หมินหยิบแผ่นแป้งขึ้นมาชิ้นหนึ่ง คีบผักดองไว้ตรงกลางแล้วยื่นไปใกล้ปากของจางเอี้ยน
จางเอี้ยนยิ้มก่อนจะกัดเข้าไปหนึ่งคำ ดวงตาของเธอหรี่ลงกลายเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์ “อื้ม อร่อยจัง แถมยังให้รสชาติเหมือนที่บ้านเลย”
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังนั่งกินกันอยู่นั้น จู่ๆก็มีนกตัวเล็กตัวหนึ่งบินลงมาเกาะที่กิ่งไม้ ส่งเสียงเจื้อยแจ้วราวกับถูกกลิ่นอาหารชวนหิวดึงดูดมา
โจวอี้หมินเกิดไอเดียขึ้นมา อยากลองทำเหมือนคนในยุคหลังที่เขาเคยเห็นตามคลิปในโลกออนไลน์เวลาที่พวกเขาให้อาหารนกนางนวล เขาหยิบเศษแป้งแผ่นออกมานิดหนึ่งแล้วโยนขึ้นไปในอากาศเบาๆ
นกตัวนั้นฉลาดมาก มันพุ่งโฉบลงมาอย่างรวดเร็ว งับเอาเศษแป้งแผ่นนั้นไปได้อย่างแม่นยำจากนั้นก็กระพือปีกบินจากไป ทำเอาโจวอี้หมินหัวเราะออกมาอย่างถูกอกถูกใจ
เขาไม่คิดเลยว่าจะทำได้เหมือนที่เห็นในอินเทอร์เน็ตเป๊ะๆแบบนี้ ดูเหมือนว่าในโลกออนไลน์ก็ยังมีอะไรน่าศึกษาไม่น้อยเหมือนกัน
จางเอี้ยนมองภาพนั้นด้วยสีหน้ารู้สึกเสียดาย “อี้หมิน แบบนี้มันเปลืองไปหน่อยไหม? เอาอาหารมาให้นกเนี่ย”
ช่วงนี้อาหารการกินถือว่ามีค่ามาก จะเสียไปนิดหน่อยก็ยังรู้สึกเสียดายแล้วนี่โจวอี้หมินถึงกับเอามาให้นกกิน โชคดีที่ไม่มีใครผ่านมาเห็น ไม่งั้นอาจจะถูกตำหนิเอาได้
สำหรับโจวอี้หมินแล้วมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แต่เพื่อไม่ให้กลายเป็นประเด็นทะเลาะเขาจึงพูดออกมาอย่างอ่อนโยนว่า “รู้แล้วล่ะ คราวหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”
พอได้ยินโจวอี้หมินพูดแบบนั้น จางเอี้ยนก็โล่งใจและวางใจลงทันที
แต่แล้วในจังหวะนั้นเองจางเอี้ยนเผลอทำถุงใส่แอปเปิ้ลหก แอปเปิ้ลลูกหนึ่งกลิ้งหลุดออกมาแล้วไหลลงมาตามทางลาดตรงไปยังริมทะเลสาบ
โจวอี้หมินตาไวและมือเร็ว เขาพุ่งตัวออกไปในชั่วพริบตาก่อนที่แอปเปิ้ลจะตกน้ำก็ยื่นมือคว้ามันไว้ได้ทัน
จางเอี้ยนตบอกตัวเองด้วยความตกใจที่เพิ่งคลาย “โอ๊ย เกือบไปแล้วแน่ะ นั่นมัน ‘ของหวานหลังอาหาร’ ของเรานะ!”
“ไม่เป็นไรหรอก ถึงจะตกน้ำไปจริงๆก็ยังเก็บขึ้นมากินได้อยู่ดี” โจวอี้หมินพูดปลอบ
หลังจากกินเสร็จ ทั้งสองคนนอนเอนกายลงบนพื้นหญ้า มองฟ้าสีครามเหนือหัว เมฆลอยผ่านอย่างช้าๆราวกับเวลาได้หยุดหมุนเพื่อพวกเขาสองคน
จางเอี้ยนเอนตัวนอนเงียบๆอยู่ข้างโจวอี้หมิน แล้วพึมพำเบาๆว่า “อี้หมิน ถ้าอนาคตเราสองคนจะมีความสุขแบบนี้ไปตลอดได้ก็คงดีนะ”
โจวอี้หมินกุมมือเธอไว้แน่น “ต้องได้แน่นอน เรายังมีที่เที่ยวอีกตั้งเยอะที่ยังไม่ได้ไปเลยนะ”
คำพูดนั้นทำให้จางเอี้ยนรู้สึกดีในใจ เธอรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโจวอี้หมินในสองวันนี้สนิทกันมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า พอเข้าใจแล้วว่า การออกมาเดตกันถึงสำคัญขนาดนี้
(จบบท)