- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 360 ฝูงปลา
บทที่ 360 ฝูงปลา
บทที่ 360 ฝูงปลา
โจวต้าหรงเดินไปข้างหน้ามองดูสัตว์สองตัวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆก็พบว่ามันคือตัวหมูหริ่ง หมูหริ่งหรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แบดเจอร์หรือแบดเจอร์แปดขา เป็นสัตว์ที่มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างเป็นทรงลิ่ม ขนบนหลังและด้านข้างลำตัวมีลักษณะหยาบ ประกอบด้วยขนแข็งและเส้นขนชั้นล่างที่สั้นบาง ขนมักมีสีเทาน้ำตาล ขนด้านข้างลำตัวจะมีสีอ่อนกว่าด้านหลัง ส่วนขนที่ท้องจะสั้นและละเอียดกว่ามาก ขนหางหนาและยาว มีสีเดียวกับขนบนหลัง
โจวต้าหรงใช้มือข้างละตัวหิ้วหมูหริ่งขึ้นมาแล้วเดินกลับไปหาโจวอี้หมินและพวก
“ได้หมูหริ่งมาสองตัว”
เมื่อทุกคนเห็นสิ่งที่ล่าได้ก็รู้สึกผิดหวังไปเล็กน้อยพวกเขาหวังว่าจะเป็นสัตว์ชนิดอื่นที่มีคุณค่ามากกว่านี้แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอย่างน้อยมันก็เป็นเนื้อสัตว์ก็นับว่าดีกว่าไม่ได้อะไรเลยความผิดหวังเมื่อครู่จึงหายไปทันที
โจวต้าหมิงเอ่ยขึ้นว่า “ตอนนี้ก็ดึกแล้ว พวกเราวางกรงดักสัตว์กับกับดักไว้ก่อน จากนั้นก็กลับหมู่บ้านกันเถอะ”
ในช่วงฤดูหนาวเวลากลางวันสั้นมากพอถึงห้าโมงเย็นหรือหกโมงเย็นฟ้าก็มืดลงแล้วและการอยู่บนภูเขาในความมืดนั้นเป็นเรื่องอันตรายมาก
โดยเฉพาะตอนนี้ที่อากาศหนาวจัดหากใครเกิดภาวะตัวเย็นเกินไปขึ้นมาก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายๆ
โจวต้าหรงและพวกพ้องไม่มีใครคัดค้านแผนนี้
จากนั้น ทุกคนก็ทำตามที่โจวต้าหมิงบอก วางกรงดักสัตว์และกับดักในจุดที่เหมาะสม
เมื่อวางกรงและกับดักทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงบ่ายสามโมงกว่าได้เวลาออกเดินทางกลับ
พวกเขาจึงเริ่มทยอยเดินออกจากป่าและถึงแม้ว่าการล่าสัตว์ครั้งนี้จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนักแต่ก็ไม่ถึงกับมือเปล่า อย่างน้อยก็ยังมีตัวหมูหริ่งที่ล่ามาได้ติดมือกลับไป
ระหว่างทางกลับพวกเขาผ่านอ่างเก็บน้ำด้านหลังหมู่บ้าน เห็นเด็กๆหลายคนกำลังเล่นกันอยู่บนน้ำแข็งที่ปกคลุมผิวน้ำ
น้ำแข็งที่นี่หนามากมีความหนาถึง 20 กว่าซม. เพียงพอที่จะรองรับน้ำหนักของผู้ใหญ่ได้ดังนั้นผู้ใหญ่ในหมู่บ้านจึงไม่ห้ามเด็กๆที่มาเล่นบนน้ำแข็งเพราะไม่มีความเสี่ยงที่จะตกน้ำ แต่ถ้าน้ำแข็งบางกว่านี้เด็กๆเล่นน้ำกันไปอาจเป็นอันตรายได้
โจวอี้หมินเห็นไลฝูและพี่น้องของเขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ตอนนี้ก็เย็นแล้ว กลับบ้านกันได้แล้ว!”
“แล้วคืนนี้มากินข้าวที่บ้านพี่ด้วยนะ!”
เมื่อได้ยินคำเชิญของโจวอี้หมิน ไลฝูและพี่น้องของเขาก็พยักหน้ารับอย่างแรง ทุกครั้งที่ไปบ้านโจวอี้หมินพวกเขาได้กินเนื้อเยอะมากพอได้ยินว่าจะได้ไปบ้านเขาพวกเด็กๆก็ดีใจจนลืมพวกเพื่อนๆของตัวเองไปเลย
เพราะยังไงเพื่อนๆก็ไม่มีเนื้อให้กิน
เมื่อคนอื่นๆเห็นพี่น้องไลฝูตัดสินใจอย่างรวดเร็วขนาดนั้นพวกเขาก็พากันตะลึงไปชั่วขณะแต่ความรู้สึกที่ตามมามากกว่าคือ ความอิจฉา เพราะในหมู่บ้านนี้ไม่มีใครไม่รู้ว่าบ้านของโจวอี้หมินเป็นบ้านที่มีอาหารดีที่สุด
มีบ้านไหนบ้างที่ไม่อยากไปกินข้าวที่บ้านโจวอี้หมิน? เพียงแต่เขาไม่ได้เชิญพวกเขาเท่านั้น ทุกคนก็เลยทำอะไรไม่ได้
ถ้าเกิดโจวอี้หมินเชิญพวกเขาขึ้นมาจริงๆ มีหวังว่าท่าทีของพวกเขาอาจจะเวอร์กว่าพี่น้องไลฝูเสียอีก
หลังจากนั้นพี่น้องไลฝูก็รีบกลับไปบอกข่าวดีนี้กับพ่อแม่ของพวกเขาทันที
ในขณะเดียวกัน โจวอี้หมินที่สายตาเฉียบคมสังเกตเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง
“พวกนายดูสิ เหมือนจะมีฝูงปลาอยู่ตรงนั้น”
เมื่อได้ยินดังนั้นโจวต้าหมิงและพวกพ้องก็รีบมองตามไปในทิศทางที่โจวอี้หมินชี้และพวกเขาก็ได้เห็นฝูงปลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทุกคนต่างตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“เป็นฝูงปลาจริงๆ! แล้วตัวมันก็ไม่เล็กเลยนะ!”
“ต้าหรง สายตานายดีขนาดนั้นเลยเหรอ? แค่เห็นแวบเดียวนายก็ดูออกเลยว่าปลาตัวใหญ่แค่ไหน?”
“ใช่เลย! หรือว่านายจะโม้เกินไปหน่อย?”
เพราะการมองฝูงปลาผ่านชั้นน้ำแข็งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยความโปร่งแสงของน้ำแข็งแม้จะสามารถมองเห็นได้แต่พื้นผิวของน้ำแข็งมักจะไม่เรียบสนิทมีรอยขรุขระและรอยแตกร้าวเล็กๆอยู่ทั่วไป ซึ่งทำให้แสงเกิดการหักเหและกระจายตัวส่งผลให้ภาพที่เห็นผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงได้ง่าย
เนื่องจากการมองผ่านพื้นน้ำแข็งทำให้สิ่งที่เห็นดูเล็กลงกว่าความเป็นจริง นั่นเป็นเพราะความโปร่งใสของน้ำแข็งได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความไม่เรียบของผิวน้ำแข็งและการหักเหของแสงซึ่งส่งผลให้ทัศนวิสัยพร่ามัวและทำให้วัตถุที่มองเห็นดูเล็กลงกว่าความเป็นจริง
"ฉันเห็นด้วยกับที่โจวต้าหรงพูดนะ เมื่อกี้ฉันก็เห็นแล้วว่าฝูงปลาตัวไม่เล็กจริงๆ" โจวอี้หมินกล่าวสนับสนุนความคิดเห็นของโจวต้าหรง
เมื่อคนอื่นๆได้ยินเช่นนั้นพวกเขาก็รีบเปลี่ยนท่าที
"ไม่เสียแรงที่เป็นคนที่สายตาดีที่สุดในหมู่บ้าน เกือบเทียบได้กับลุงสิบหกแล้วนะ!"
"สุดยอดไปเลย!"
โจวต้าหรงไม่คาดคิดว่ามีเพียงโจวอี้หมินเท่านั้นที่สามารถมองเห็นขนาดของฝูงปลาได้เหมือนกันกับเขา ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับการพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้พูดเกินจริง
"ลุงสิบหก เรื่องนี้เราควรแจ้งให้หัวหน้าหมู่บ้านรู้ไหม?" โจวต้าหมิงถามขึ้นมา
เพราะถ้าเป็นเขาที่ไปแจ้งเองแล้วสุดท้ายกลับไม่พบฝูงปลาก็อาจจะถูกคนในหมู่บ้านกล่าวหาว่าปล่อยข่าวลือไปทั่วหรือถูกมองว่าชอบอวดดีโดยที่ยังไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน
โจวอี้หมินคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า "แจ้งหัวหน้าหมู่บ้านเถอะ แล้วให้เขาเป็นคนตัดสินใจ"
ถ้าหัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนตัดสินใจก็เป็นไปได้สูงว่าจะจัดให้มีการจับปลาในฤดูหนาว ซึ่งอย่างมากก็แค่เสียกำลังคนในการจัดเตรียมเท่านั้นโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม
การจับปลาในฤดูหนาวหรือ "ฤดูตกปลาหน้าหนาว" นั้นมีต้นกำเนิดตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหลียวคำว่า "น่าป๋อ" มาจากการถอดเสียงจากภาษาชี่ตัน ซึ่งหมายถึงค่ายพักแรมของจักรพรรดิราชวงศ์เหลียว เนื่องจากจักรพรรดิยังคงรักษาวิถีชีวิตของชนเผ่าเร่ร่อนและออกล่าสัตว์ตามฤดูกาล ดังนั้น "น่าป๋อ" จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "สี่ฤดูน่าป๋อ"
ฤดูจับปลาในฤดูหนาวไม่เพียงแต่เป็นวิธีการผลิตอาหารแบบดั้งเดิมแต่ยังถือเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมการจับปลาและล่าสัตว์ในภาคเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศกาลจับปลาที่ทะเลสาบฉากัน ซึ่งมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหลียวและจิน จนถึงปัจจุบันยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
เทศกาลจับปลาที่ทะเลสาบฉากันเป็นที่รู้จักจากพิธีกรรมพิเศษ "พิธีบูชาทะเลสาบและปลุกแห" ซึ่งทำให้เทศกาลนี้กลายเป็นหนึ่งในแปดสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของมณฑลจี๋หลินและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมณฑลจี๋หลิน
เพื่อสืบทอดวิถีการจับปลาแบบโบราณนี้และส่งเสริมการท่องเที่ยวเขตพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทะเลสาบฉากันจึงจัด เทศกาลวัฒนธรรมประมงน้ำแข็งและล่าสัตว์หิมะเป็นประจำทุกปี
โจวต้าหมิงพยักหน้ารับรู้จากนั้นก็ไม่ได้รั้งรออีกต่อไปรีบเดินกลับหมู่บ้านทันที
ทางด้านพี่น้องไลฝูทั้งสามคนรีบวิ่งกลับบ้านไปอย่างกระตือรือร้น เมื่อถึงบ้านพวกเขาเห็นป้าสามกำลังชงนมผงให้เชี่ยนเชี่ยนดื่ม
ไลฝูบอกแม่อย่างตรงไปตรงมา “แม่ครับ พี่ใหญ่เรียกพวกเราไปกินข้าวเย็นที่บ้านเขาคืนนี้!”
ป้าสามได้ยินแล้วตอนแรกก็คิดจะปฏิเสธแต่สุดท้ายก็ต้านทานพลังของสามตัวแสบที่จับมือกันอ้อนวอนไม่ไหว พวกเขาพูดเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุด สุดท้ายเธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องตอบตกลง
เมื่อได้ยินว่าแม่อนุญาตให้ไปพี่น้องไลฝูก็ดีใจกันสุดๆ จริงๆ แล้วพวกเขาคิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหากพ่อแม่ไม่ไปอย่างไรก็ต้องไปกันเองอยู่ดี
ต้องบอกเลยว่า เรื่องกินพวกเขาเอาจริงเสมอ
ป้าสามชงนมเสร็จแล้วก็ให้ไลฝูช่วยป้อนเพราะเธอจะต้องรีบไปช่วยงานที่บ้านโจวอี้หมิน
การที่ทั้งครอบครัวจะไปกินข้าวที่บ้านคนอื่นโดยไม่ได้ช่วยอะไรเลยมันก็รู้สึกเกรงใจเกินไป ถ้าไม่ไปช่วยงานด้วยก็คงไม่สบายใจ
ไลฝูไม่ได้ปฏิเสธเขาอุ้มเชี่ยนเชี่ยนขึ้นมาอย่างระมัดระวังแล้วทำตามที่ป้าสามเคยทำ
เขาตบก้นเชี่ยนเชี่ยนเบาๆ แล้วค่อยๆเอาจุกนมสอดเข้าปากของเธอ
เชี่ยนเชี่ยนคุ้นเคยกับสิ่งนี้เป็นอย่างดีเธออ้าปากรับจุกนมทันทีและเริ่มดูดนม
ป้าสามเห็นแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ ไลฝูเลียนแบบได้เหมือนจริงๆนี่ทำให้เธอสบายใจขึ้นมากจากนั้นเธอก็ออกเดินทางไปบ้านโจวอี้หมิน
“พวกเธอรอเดี๋ยวนะ ไปตามพ่อมาก่อน เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว!” ไลไฉตอบกลับเสียงดัง
(จบบท)