- หน้าแรก
- มหาศึกไททันล้างโลก
- บทที่ 182: เหตุการณ์ในอดีต หลินเทียนเชวี่ยหลั่งน้ำตา
บทที่ 182: เหตุการณ์ในอดีต หลินเทียนเชวี่ยหลั่งน้ำตา
บทที่ 182: เหตุการณ์ในอดีต หลินเทียนเชวี่ยหลั่งน้ำตา
หลินหยวนนับนิ้วและเริ่มร่ายความผิดของคนเป็นพ่อออกมา
ในตอนนั้นหลินเทียนเชวี่ยรู้สึกอับอายไม่น้อย เขายกมือเกาหัวพลางกล่าวว่า “เอ่อ… เป็นเหตุสุดวิสัยน่ะ เอ่อ… จริง ๆ แล้วงานในกองทัพของฉันยุ่งมากก็เลยมีเบลอ ๆ กันบ้าง ที่จริงแล้วฉันเป็นคนที่เอาใจใส่ทุกคนมากนะ”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับเบา ๆ “พ่ออยากจะพูดอะไรก็พูดเถอะ ถึงยังไงพ่อก็เป็นพ่อผมอยู่ดี”
“เอาล่ะ เลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า” ชายวัยกลางคนโบกมือปัดแล้วพูดว่า “เข้าไปนั่งคุยกันด้านในดี ๆ เถอะ ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก”
หลินหยวนที่ได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงมาหาเขาดึก ๆ ดื่น ๆ แบบนี้
แต่ในฐานะลูก ถ้าพ่อของตัวเองอยากมาหา เขาก็ไม่มีทางไล่อีกฝ่ายกลับไปได้อยู่แล้ว
ทันทีที่ทั้งคู่เข้ามาในห้อง พวกเขาก็ไปนั่งลงที่โต๊ะรับแขกตรงข้ามกันทันที
ในขณะเดียวกัน บนโต๊ะก็เต็มไปด้วยเบียร์ที่หลินเทียนเชวี่ยนำมา
“มาสิ มาดื่มกันสักขวดก่อน”
ผู้เป็นพ่อเปิดเบียร์ก่อน 2 ขวดแล้วยื่นขวดหนึ่งให้กับลูกชาย “วันนี้ไม่เมาไม่กลับ เอ้า ชน!”
หลินหยวนรับขวดเบียร์มาชนกับหลินเทียนเชวี่ยก่อนจะยกดื่มจนหมดรวดเดียว
จากนั้นเขาก็ยกมือเช็ดปากแล้วพูดว่า “พวกเราแข็งแกร่งกันขนาดนี้ แค่เบียร์ไม่กี่ขวดคงไม่ทำให้เราเมาหรอกครับ วันนี้คงไม่ได้กลับกันแล้วมั้ง”
อันที่จริงเบียร์ก็ไม่ได้มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงอยู่แล้ว ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ต่ำขนาดนี้พลังปราณในร่างกายพวกเขาคงจะทำลายมันก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังสมองเสียอีก
สำหรับผู้มีพลังในระดับของ 2 พ่อลูกนี้ ไม่มีทางที่พวกเขาจะเมาได้ง่าย ๆ แน่
ถึงแม้ว่าทั้ง 2 คนจะดื่มสุราที่มีเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์สูงแทนน้ำเปล่า พวกเขาก็อาจจะไม่เมาด้วยซ้ำ
หลินเทียนเชวี่ยหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าแกไม่เมาก็เมาดิบไปเถอะ บางครั้งฉันก็อยากจะเมาจริง ๆ อยู่สักครั้งเพื่อจะได้ลืมความกังวลทั้งหมดที่มีไปชั่วคราว ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ฉันคงไม่ต้องใช้ชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยขนาดนี้หรอก”
พอชายวัยกลางคนพูดจบ หลินหยวนก็รู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาอ่อนลงแบบแปลก ๆ
มันดูเหมือนกับว่าพ่อมีอะไรในใจ
ทางด้านหลินหยวนเองก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาทำแค่เปิดเบียร์อีกขวดแล้วยื่นให้กับพ่อของเขา “ดื่มสิครับ”
แล้วพ่อลูกทั้ง 2 ก็นั่งดื่มกันเงียบ ๆ ขวดแล้วขวดเล่า เวลาผ่านไปไม่นานก็มีขวดเปล่ามากมายกองอยู่บนพื้น
ผู้ชายทั้ง 2 ได้สื่อสารกันผ่านการดื่ม แม้หลินหยวนจะไม่รู้ว่าพ่อของเขามีเรื่องอะไรในใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าคนที่ไม่อยากพูดถึงถามไปก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดี เขาจึงไม่ถาม
ถ้าอีกฝ่ายอยากจะคุยจริง ๆ เดี๋ยวก็เล่าให้เขาฟังเอง
ในที่สุดหลังจากดื่มเบียร์ไปจนหมด หลินเทียนเชวี่ยก็เปิดปากอีกครั้ง “หยวนเอ๋อร์ อีกไม่กี่วันฉันจะต้องเข้าไปในดินแดนไททัน”
พอหลินหยวนได้ยินแบบนี้ เขาก็ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “ทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วยครับ พ่อก็รู้ว่าตอนนี้มันอันตรายแค่ไหน ทั้งผมและพ่อต่างก็เป็นหนามยอกอกของไททัน พวกมันไม่มีทางปล่อยเราไปง่าย ๆ แน่”
เด็กหนุ่มไม่คาดคิดว่าผู้เป็นพ่อคิดจะก้าวเข้าไปในดินแดนไททันด้วยตัวเองทั้งที่รู้สถานการณ์อยู่แก่ใจ
ถ้าตัวตนของเขาถูกเปิดเผย เขาก็จะถูกไททันโลกาวินาศไล่ล่า และมีโอกาสสูงที่พวกมันจะมีมากกว่า 1 ตัว
ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของหลินเทียนเชวี่ย การเผชิญหน้ากับไททันโลกาวินาศ 2 ตัวพร้อมกันถือว่าเป็นขีดจำกัดของเขาแล้ว
ถ้าฝั่งนั้นส่งไททันหรือโลกาวินาศมาถึง 3 ตัว นั่นหมายความว่าเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน นี่ยังไม่ได้นับรวมถึงความเป็นไปได้ที่จำนวนไททันโลกาวินาศที่อยู่ในเขตแดนของพวกมันจะมีอย่างน้อย 100 ตัวอีก
หลินหยวนรู้สึกสับสนไม่น้อยว่าทำไมพ่อถึงยอมเสี่ยงเพียงแค่จะเข้าไปในดินแดนไททัน?
เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หลินเทียนเชวี่ยก็ตอบกลับว่า “แกยังจำแม่ของแกได้หรือเปล่า?”
หลินหยวนตกใจเล็กน้อยที่จู่ ๆ พ่อของเขาก็ถามถึงแม่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน “แม่ไม่ได้ตายตั้งแต่ผมคลอดเหรอครับ?”
เขาไม่เคยเห็นหน้าแม่ของตัวเองเลยสักครั้งตั้งแต่ยังเด็ก
หลินเทียนเชวี่ยบอกว่าแม่ของเขาเสียชีวิตระหว่างที่คลอดเขา
ด้วยเหตุนี้เองเด็กหนุ่มจึงรู้สึกผิดต่อแม่มาทั้งชีวิต
แต่ชายวัยกลางคนกลับพูดว่า “ฉันขอโทษที่โกหกแก แม่ของแกไม่ได้ตายเพราะคลอดแกหรอก”
หลินหยวนที่ได้ยินดังนี้ก็เบิกตากว้าง และร่างกายของเขาก็สั่นน้อย ๆ ในขณะที่เขาจ้องมองคนเป็นพ่อด้วยสายตาว่างเปล่า
แล้วเขาก็ถามอีกฝ่ายออกมาทีละคำว่า “ถ้าแม่ไม่ได้ตายในระหว่างที่คลอดผม แล้วแม่ตายได้ยังไงครับ?”
หลินเทียนเชวี่ยไม่ได้ตอบคำถามนี้ทันที พร้อมกันนั้นท่าทางของเขาก็ดูห่อเหี่ยวลงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เวลาผ่านไปหลายวินาที เขาก็ยิ้มมุมปากจาง ๆ “ฉันยังจำครั้งแรกที่พบแม่แกได้ขึ้นใจ ตอนนั้นฉันสาบานในใจเลยว่าจะทำให้เธอมาเป็นภรรยาของฉันให้ได้ ต่อมาฉันก็ได้รู้ว่าเธอมีชื่อว่าเย่ชิงเสวี่ย”
“เป็นชื่อที่ไพเราะ ดูดีไม่แพ้กับตัวเธอเลย ในตอนนั้นสิ่งที่ฉันรู้สึกขอบคุณมากที่สุดก็คือพรสวรรค์ของตัวเอง มันทำให้ฉันมีชื่อเสียง เป็นคนที่โดดเด่นกว่าใคร ๆ แล้วเอาชนะใจแม่แกมาได้”
“ในตอนที่ฉันได้ใจแม่แกมาครอง เพื่อนฝูงฉันต่างก็รู้สึกอิจฉา ในสายตาของพวกเขา การที่ได้แต่งงานกับเย่ชิงเสวี่ยมันถือว่าเป็นความสำเร็จในชีวิต”
“อีกอย่าง แม่แกเองก็เป็นผู้มีพลังที่มีพรสวรรค์มากเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น พลังพิเศษของแกก็เหมือนกับของเธอก็คือพลังรักษา ดังนั้นทุกครั้งที่ฉันเห็นแก ฉันก็จะนึกถึงเธอ”
“ถึงแม้ว่าแกจะไม่เคยเห็นแม่แกมาก่อนเลยในชีวิตนี้ แต่เธอก็อยู่เคียงข้างแกมาโดยตลอด พลังรักษาของแกก็คือของขวัญชิ้นสุดท้ายและเป็นชิ้นเดียวที่เธอทิ้งไว้ให้แก”
“แกคือผลผลิตจากเรา 2 คน ฉันเคยคิดว่าพลังของเธอจะช่วยปกป้องให้เธอมีชีวิตยืนยาว แต่น่าเสียดาย… ตอนนั้นฉันไร้เดียงสาเกินไป”
“และตอนนั้นก็เหมือนกับในตอนนี้ สถานการณ์การรบในแนวหน้ารุนแรงและยากลำบากมาก ดังนั้นฉันกับเย่ชิงเสวี่ยจึงตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพ เพราะพลังสายฟ้าของฉันเหมาะในการต่อสู้ ฉันจึงสร้างผลงานโดดเด่นมากมายในสนามรบ”
“ตอนนั้นในหัวของฉันมีความคิดว่าตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ ฉันเชื่อว่าขอเพียงแค่ฉันแข็งแกร่งมากพอ สักวันหนึ่งฉันจะสามารถขับไล่ไททันทั้งหมดออกไปจากโลกนี้ด้วยพลังของฉันเอง”
ทันทีที่หลินหยวนได้ยินแบบนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเม้มปากแน่น
ใช่ เขาเองก็เคยมีความคิดที่คล้าย ๆ กับพ่อมาก่อน
ทุกสิ่งที่เขาทำล้วนแต่มุ่งไปสู่เป้าหมายนี้
พวกเขาต่อสู้อย่างหนักเพียงเพื่อคืนแสงสว่างให้กับโลกใบนี้!
จากนั้นหลินเทียนเชวี่ยก็ส่ายหัวอีกครั้ง และยิ้มเยาะตัวเอง “หึ ฉันนี่มันเหลวไหลแล้วก็ลำพองในตัวเองมากเกินไป ฉันมัน… โง่มากจริง ๆ”
“หยวนเอ๋อร์ แกฉลาด ฉลาดกว่าฉันมาก อย่างน้อยแกก็รู้จักอดทนเก็บตัวจนแข็งแกร่ง”
“เมื่อก่อนฉันที่ไม่รู้อะไรเลยเพียงแค่อยากจะแข็งแกร่งมากขึ้นจึงพยายามเปิดเผยทุกอย่างออกมาจนหมด”
“ใช่ ฉันทำมันสำเร็จ ฉันกลายเป็นนายพลที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพนับตั้งแต่ตอนที่อายุไม่เท่าไหร่ และด้วยเหตุนี้เองฉันก็ตกเป็นเป้าของเผ่าไททัน พวกมันเริ่มใช้ทุกวิถีทางเพื่อกำจัดฉันในสนามรบ”
“ไม่ว่าจะเป็นการล้อมสังหาร ลอบสังหาร วางกับดัก… ไอ้พวกไททันมันพยายามทำทุกวิถีทางจริง ๆ แถมพวกมันยังเคยยื่นข้อเสนอที่สูงลิ่วให้กับฉัน และขอให้ฉันทรยศกองทัพไปเข้าร่วมกับฝ่ายนั้น”
“แต่ใจของฉันไม่เคยหวั่นไหวเลย ฉันปฏิเสธพวกมันมาโดยตลอด ซึ่งการปฏิเสธของฉันก็ทำให้พวกมันยิ่งโกรธแค้น” พอพูดมาถึงจุดนี้ หลินเทียนเชวี่ยก็เงียบลงในขณะที่เริ่มมีน้ำตาคลอหน่วย
ก่อนหน้านี้หลินหยวนไม่เคยเห็นพ่อของตัวเองเป็นแบบนี้มาก่อน
ในสนามรบเขาเป็นผู้บัญชาการที่เด็ดเดี่ยวและแข็งกร้าวมาตลอด และในสายตาของเขา พ่อเป็นพ่อที่ทั้งสง่างามและเก่งกาจเสมอมา
แต่ตอนนี้ผู้ชายที่แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวคนนี้ก็ได้เผยด้านที่เปราะบางที่สุดออกมาให้เด็กหนุ่มเห็น “หลังจากที่ฉันปฏิเสธข้อเสนอของพวกไททัน พวกมันก็ระดมคนของลัทธิไททันมาลักพาตัวครอบครัวและเพื่อนฝูงของฉันไปจนหมด”
“เพราะในสายตาของพวกมัน การมีอยู่ของฉันเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อพวกมัน จำเป็นจะต้องกำจัดให้สิ้นซากไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม และในระหว่างนั้น เย่ชิงเสวี่ยแม่ของแกก็ถูกไอ้พวกลัทธิไททันลักพาตัวไป”
หลังจากหลินหยวนได้ยินคำบอกเล่าของหลินเทียนเชวี่ย แม้แต่เขาก็หายใจสะดุด ในตอนนี้หัวใจของเขาปวดแปลบเหมือนมีคนมาบีบมันไว้แน่น
เขาไม่เคยคิดเลยว่าแม่ของเขาไม่ได้ตายในขณะที่คลอดเขา แต่ถูกพวกไททันลักพาตัวไป
พอคิดถึงเรื่องนี้เด็กหนุ่มก็กัดฟันถามว่า “ในเมื่อพวกเขารู้ว่าไททันคิดจะโจมตีเธอ ทำไมกองทัพถึงไม่ส่งคนมาคุ้มกันเธอล่ะครับ?”
หลังจากชายวัยกลางคนเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นอีกครั้งว่า “กองทัพได้ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเธอแล้ว แต่ไอ้ลัทธิไททันชั่วพวกนั้นมันสารเลวยิ่งกว่าที่พวกเราคิดไว้เสียอีก พวกมันแทรกซึมเข้ามาจากแนวหลังของหัวเซี่ยเพียงแค่จะลักพาตัวเย่ชิงเสวี่ยแม่ของแก ตอนนั้นแม่แกเพิ่งจะคลอดแกและกำลังพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล”
“พวกมันได้วางระเบิดหลายลูกในเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจทหารที่คอยคุ้มกันแม่แก การระเบิดในครั้งนั้นแต่ละพื้นที่ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตหลายพันคน ในนั้นมีทั้งผู้สูงอายุ คนไร้พลัง ผู้หญิงและเด็กมากมาย”