- หน้าแรก
- มหาศึกไททันล้างโลก
- บทที่ 169: เขาจะต้องปกป้องลูกชายของตัวเอง
บทที่ 169: เขาจะต้องปกป้องลูกชายของตัวเอง
บทที่ 169: เขาจะต้องปกป้องลูกชายของตัวเอง
ทุกวินาทีที่ไหลผ่านไป ทหารหัวเซี่ยหลายสิบนายจะล้มตายภายใต้คมปีกเซราฟ
และทหารของหัวเซี่ยทุกชีวิตนั้นมีค่า
พวกเขามีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และมิตรสหายเหมือนกับทุก ๆ คน…
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเตรียมตัวตายมาแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ควรถูกฆ่าตายแบบนี้
เพราะเหตุนี้เองหลินหยวนจึงมีความคิดมุ่งมั่นที่จะหยุดยั้งไม่ให้โจวเทียนเต้าล่าสังหารทหารหัวเซี่ยให้ได้โดยที่ไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มจะทันได้เคลื่อนไหว ปีกของไททันมังกรดำก็พุ่งเข้าหาเขาอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงวัตถุแหวกอากาศพุ่งเข้ามาใกล้ เขาก็รีบตวัดดาบสายฟ้าพิฆาตเซียนไปยังทิศทางนั้น
เป๊ง!!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นในระหว่างที่ดาบสายฟ้าพิฆาตเซียนกับปีกมังกรดำปะทะกัน
ต้องยอมรับเลยว่าปีกของไททันมังกรดำนั้นแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่ดาบสายฟ้าพิฆาตเซียนที่เป็นสิ่งประดิษฐ์กึ่งเทพก็ยังตัดปีกฝ่ายตรงข้ามไม่ได้
“ไอ้หนู บังอาจนักที่เมินข้า เจ้าจะต้องชดใช้!” เฮยหลงประกาศก้องไปทั่วท้องฟ้า
ในตอนนี้หลินหยวนเข้าใจจุดมุ่งหมายของอีกฝ่ายชัดเจนแจ่มแจ้ง นั่นก็คือไททันมังกรดำพยายามจะรั้งเขาเอาไว้ มันคิดจะทำให้เขาห่วงหน้าพะวงหลังและยอมเผยจุดอ่อนของตัวเองออกมา
เพื่อที่จะกำจัดหลินหยวนให้สำเร็จ เฮยหลงยินดีที่จะทำทุกวิถีทาง
ทันใดนั้นมังกรสายฟ้าที่บรรจุพลังทำลายล้างก็พุ่งลงมาจากกลางอากาศอย่างกะทันหัน
ตูม!
พลังสายฟ้าหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของไททันมังกรดำ ขณะเดียวกันเสียงเยาะเย้ยก็ดังขึ้น “แกคิดว่าแกเป็นใครถึงกล้ามาแตะต้องลูกชายฉัน!”
เจ้าของเสียงนั้นก็คือหลินเทียนเชวี่ยนั่นเอง
ในตอนนี้เขาได้มาถึงบริเวณที่หลินหยวนอยู่แล้ว!
ทางด้านเฮยหลงที่ชะงักไปเพราะถูกสายฟ้าฟาดก็เหมือนจะได้สติกลับคืนมา ก่อนที่มันจะมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
“ไอ้บัดซบ ข้าจะฆ่าเจ้า!!” ถัดมา มันกางปีกมังกรขนาดมหึมาแล้วพุ่งเข้าใส่หลินเทียนเชวี่ย ในเวลาเดียวกัน สายฟ้าก็พุ่งออกจากร่างของหลินเทียนเชวี่ยและควบแน่นเปลี่ยนกลายเป็นยักษ์สายฟ้าขนาดมหึมา
จากนั้นยักษ์สายฟ้าก็คว้าจับปีกมังกรเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว
ส่วนอีกมือหนึ่งก็พุ่งออกไปคว้าคอของอีกฝ่ายเต็มแรง
“กล้าดียังไงถึงมาเห่าหอนต่อหน้าลูกชายฉัน!” บัดนี้แม่ทัพมังกรมีสีหน้าถมึงทึง “แกหน้าแก่เหมือนฉันหรือไง ลูกฉันถึงต้องเคารพแกน่ะ?!”
พลังที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้นมหาศาลมาก แม้เฮยหลงจะพยายามดิ้นรนจนสุดกำลัง แต่มันก็ดิ้นไม่หลุด
“ช่วยด้วย… ช่วยข้าด้วย!” เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ไททันมังกรดำไม่สนใจศักดิ์ศรีของตัวเองและรีบตะโกนขอความช่วยเหลือจากไททันจิตวิญญาณ
“ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ” ไททันจิตวิญญาณหันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ถัดมาแสงสีน้ำเงินเข้ม 2 สายก็ฉายวาบมาจากดวงตา
ในตอนนั้นสีหน้าของหลินเทียนเชวี่ยแข็งค้างไป จากนั้นเขาก็ถอยกลับตามคำสั่งของอีกฝ่ายอย่างเชื่อฟัง
ตูม!
แสงสีน้ำเงินเข้ม 2 สายนั้นได้พุ่งลงสู่พื้นดินจนเกิดหลุมขนาดใหญ่บนนั้น
หลังจากเฮยหลงหลุดพ้นจากการถูกพันธนาการ มันก็มองหลินเทียนเชวี่ยด้วยสายตาหวาดหวั่น
ในตอนนี้มันเพิ่งเข้าใจคำเตือนของไททันเทพปีศาจ อาซาก่อนหน้านี้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร
มนุษย์คนนี้ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ!
“ไททันโลกาวินาศ 2 ตัวอย่างนั้นเหรอ?” แม่ทัพมังกรเลิกคิ้วในขณะที่หันไปสบตากับหลินหยวนแล้วพูดว่า “ฉันจะจัดการไอ้พวกนี้เอง แกไปจัดการไอ้หมอนั่นซะ ถ้าเป็นไปได้ก็จัดมันหนัก ๆ แล้วค่อยถามมันว่าทำไมถึงเลือกไปรับใช้เผ่าไททัน!”
ด้วยประสบการณ์การรบของหลินเทียนเชวี่ย เขาจึงรู้จักโจวเทียนเต้าเป็นอย่างดี
ทั้ง 2 เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาหลายศึก แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมชายคนนั้นถึงเลือกไปอยู่ฝ่ายไททัน และสังหารพวกเดียวกันอย่างไม่สะทกสะท้านแบบนี้
หลินหยวนที่ได้ยินดังนั้นก็ยืนนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะถามอย่างไม่แน่ใจว่า “พ่อจะจัดการกับไททันโลกาวินาศ 2 ตัวไหวเหรอครับ?”
“อะไร?” หลินเทียนเชวี่ยสวนขึ้นทันควัน “นี่แกดูถูกฉันอยู่หรือไง? ขอบอกไว้เลยนะ ถึงฉันอาจจะแก่ แต่ฉันก็ยังเตะปี๊บดังอยู่นะโว้ย พวกมันก็แค่ไททัน 2 ตัวเอง ฉันจัดการได้สบาย”
ชายวัยกลางคนพูดจบแล้วก็ก้าวขาไปข้างหน้าพร้อมกับพลังสายฟ้าที่ขยายออกมาจากตัวและพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
ในขณะที่เขาเงยหน้าหัวเราะร่าแบบคนอารมณ์ดี “ใครเล่าจะกล้าถาม เหลียนโปแก่แล้ว แต่ยังกินข้าวได้ไหม?”
*ใครเล่าจะกล้าถาม เหลียนโปแก่แล้ว แต่ยังกินข้าวได้ไหม? ประโยคนี้มาจากกวีจีนโบราณ หมายถึง การถามถึงความสามารถของตัวเองที่ยังคงอยู่ แม้จะอายุมากแล้วก็ตาม
“ไอ้ขี้แพ้ 2 ตัวนี้มีหรือจะสู้ฉันได้!”
โอหัง! อวดดี! นี่แหละคือหลินเทียนเชวี่ย! นี่คือแม่ทัพมังกร!
หลินหยวนหันไปมองคนเป็นพ่อที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตนเอง แล้วเขาก็เข้าใจว่าผู้ชายคนนี้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘แม่ทัพมังกร’ ยามที่อยู่ในสนามรบ เขาช่างเย่อหยิ่งมากจริง ๆ
แล้วคนคนนี้ก็เป็นพ่อของเขา พ่อที่ปกป้องเขามาโดยตลอด
เขารู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับไททันโลกาวินาศเพียงลำพังนั้นมันอันตรายมากแค่ไหน แต่หลินเทียนเชวี่ยก็ยังออกหน้าโดยไม่ลังเล นั่นเป็นเพราะหลินหยวนคือลูกชายของเขา
เขาจะต้องปกป้องลูกชายของตัวเอง!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลินหยวนก็รู้สึกซาบซึ้งในใจ เขากำหมัดแน่นในขณะที่พูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณครับ”
จากนั้นหลินหยวนก็หันหลังพุ่งตรงไปหาโจวเทียนเต้าที่กำลังทำการสังหารหมู่ทหารหัวเซี่ย
เขาไม่หลั่งน้ำตาเพราะหัวใจของเขานั้นแข็งกระด้างเหมือนเหล็กกล้ามานานแล้ว
หัวใจที่มุ่งมั่นแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้านี้จะต้องกอบกู้มาตุภูมิให้จงได้!!
ขณะนี้รอบตัวโจวเทียนเต้าได้เปลี่ยนเป็นสีแดงชาดไปแล้ว พร้อมกันนั้นก็มีทหารหัวเซี่ยผู้กล้าล้มตายไปทีละคน แต่สีหน้าของเขาก็ยังคงไร้ความรู้สึกเช่นเคย เขาเป็นเหมือนเครื่องจักรสังหารที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังทหารหนุ่มคนหนึ่ง ท่าทางของอีกฝ่ายยังคงมีความไร้เดียงสาของเด็กหลงเหลืออยู่ ดูเหมือนเขาเพิ่งจะผ่านเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นมาได้ไม่นาน
เพียงแค่การสะบัดดาบเพียงครั้งเดียว มันก็จะทำให้หัวของทหารหนุ่มคนนั้นขาดสะบั้นร่วงลงสู่พื้น ทำลายความหวังในการมีชีวิตวัยเยาว์ทั้งหมดลงในดาบเดียว
ทว่าในขณะที่โจวเทียนเต้ากำลังจะโจมตี ทหารหนุ่มตรงหน้าก็ยกดาบขึ้นพร้อมกับตะโกนสุดเสียง “เข้ามา! ฉันไม่กลัวแกหรอก!”
ถึงจะเผชิญหน้ากับอันตราย แต่ทหารหนุ่มคนนั้นก็ยังมีความกล้าไม่ปรากฏร่องรอยของความหวาดกลัวเลยสักนิด
โจวเทียนเต้าที่สบตากับอีกฝ่ายจู่ ๆ ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปประหนึ่งว่าเขากำลังต่อสู้กับจิตใจของตัวเองอย่างหนัก แต่ในไม่ช้าความสับสนก็ถูกแทนที่ด้วยความเฉยเมยเย็นชาเช่นเคย
และการโจมตีของเขาเพียงครั้งเดียว มันก็จะช่วงชิงชีวิตของทหารหนุ่มมาได้ทันที
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ฟันดาบออกไป จู่ ๆ ก็มีร่างหนึ่งโฉบมาคว้าต้นขาของเขาเอาไว้
ขณะเดียวกัน ทหารวัยกลางคนที่มีหนวดเคราตรงคางก็ตะโกนเสียงดังว่า “วิ่ง! หนีไป! รักษาชีวิตเอาไว้ หนีไปให้ไกลที่สุดซะ!”
เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจึงทำให้ทหารหนุ่มได้แต่ยืนงงอยู่กับที่ “หัวหน้าหมู่…”
เขาจำได้ดีว่าตอนที่เขาเข้าร่วมกองทัพใหม่ ๆ ชายวัยกลางคนที่หนวดเครารุงรังคนนี้มักจะสั่งลงโทษเขาอยู่บ่อยครั้ง
เพียงแค่พับผ้าห่มไม่เรียบร้อยก็จะถูกลงโทษ
ถ้าฝึกไม่เสร็จก็จะถูกลงโทษ
ถ้าจำกฎทหารไม่ได้ก็จะถูกลงโทษ
6 เดือนที่ผ่านมานั้นเขารู้สึกเหมือนตัวเองตกนรกทั้งเป็น
ตาแก่นี่เป็นเหมือนทหารรุ่นพี่อันธพาลคนหนึ่งที่ไม่น่าเคารพเลยสักนิด
เขารังแกคนที่อ่อนแอและนอบน้อมกับคนที่แข็งแกร่ง คอยประจบสอพลอผู้บัญชาการ และทำตัวเข้มงวดกับพวกทหารใหม่ เขามักจะไม่อาบน้ำเป็นเวลาหลายวัน แถมตอนกลางคืนยังนอนกรนเสียงดังกว่าใครเพื่อนอีกต่างหาก เรื่องนี้ทำให้ทหารหนุ่มรู้สึกขุ่นข้องหมองใจกับอีกฝ่ายอย่างถึงที่สุด
คนนิสัยแบบนี้ไม่รู้ว่าจับพลัดจับผลูมาเป็นหัวหน้าหมู่ได้ยังไงกัน?!
แต่ในวินาทีนี้คนนิสัยไม่ดีที่เขาเคยรังเกียจมาตลอดกลับกอดรัดต้นขาของโจวเทียนเต้าเอาไว้แน่น เขายอมแลกชีวิตของตัวเองเพื่อให้ตนได้มีโอกาสหลบหนี
จู่ ๆ น้ำตามันก็ไหลเอ่อออกมา แล้วเขาก็อดพึมพำไม่ได้ว่า “ทำไม…”
“มัวแต่ยืนบื้ออะไรอยู่ได้! รีบหนีไปเซ่!” หัวหน้าหมู่ตะโกนลั่น “เก็บน้ำตาของแกไว้ซะ แล้วค่อยเอาไปร้องตอนงานศพฉันโน่น!”
ในเวลาเดียวกัน โจวเทียนเต้าก็ใช้มือขวาวางลงบนหัวของชายวัยกลางคน เพียงแค่เขาออกแรงผลักเบา ๆ หัวของชายคนนี้ก็จะระเบิดเหมือนกับลูกแตงโม แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ดวงตาของหัวหน้าหมู่กลับไม่ได้แสดงความกลัวใด ๆ ออกมาเลย
“โชคดีที่ฉันไม่กลัวจนฉี่ราดกางเกง อารมณ์แบบนี้ถ้าได้สูบบุหรี่สักมวนน่าจะช่วยได้ ช่างเถอะ… ต่อให้มีบุหรี่ ฉันก็คงสูบไม่ลงหรอก”
หัวหน้าหมู่หลับตาลงแล้วครุ่นคิดกับตัวเองเงียบ ๆ ขณะนี้ในใจเขามีความหวังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือขอให้ทหารใหม่คนนั้นหนีไปได้อย่างปลอดภัย