- หน้าแรก
- มหาศึกไททันล้างโลก
- บทที่ 165: ชื่อของเขาจะถูกจารึกไปตลอดกาล
บทที่ 165: ชื่อของเขาจะถูกจารึกไปตลอดกาล
บทที่ 165: ชื่อของเขาจะถูกจารึกไปตลอดกาล
หลี่หวงเหยียนที่สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากออร่ารอบตัวของฉู่อวี้ก็เบิกตากว้าง
เขาไม่คาดคิดเลยว่าการหลอมรวมกับมรดกไททันจะช่วยเพิ่มพลังให้กับฉู่อวี้ได้มากขนาดนี้
แม้แต่หลินหยวนเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเหมือนกัน
เขาเดินเข้าไปหาเด็กสาวแล้วถามเบา ๆ ว่า “พลังของเธออัปเกรดขึ้นเหรอ?”
ฉู่อวี้ยิ้มกว้างพยักหน้ารับ “ใช่!”
เธอย่อมดีใจเป็นธรรมดาที่พลังของตัวเองเพิ่มขึ้น เพราะมีแต่วิธีนี้เท่านั้นถึงจะทำให้เธอสามารถขยับไปยืนใกล้หลินหยวนได้มากขึ้น
“การอัปเกรดพลังมันสำคัญมาก เพียงแค่ดูดซับมรดกไททันเพียงชิ้นเดียวก็ทำให้พลังของเธอข้ามผ่านแรงก์ SS ไปเป็นแรงก์ SSS ได้” เด็กหนุ่มกล่าว “ถ้าอย่างนั้นขอแค่ฉันตามล่าผู้สืบทอดมรดกไททันมาให้เธอสัก 2-3 คน แบบนี้พลังของเธอก็จะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยใช่ไหม?”
ทันใดนั้นดวงตาของฉู่อวี้ก็เป็นประกายดีใจ ในขณะที่เธอพยักหน้ารับอย่างมีความสุข “อื้ม!”
ทางด้านหลี่หวงเหยียนที่ได้ยินคำพูดของหลินหยวน มุมปากของเขาก็กระตุกอย่างแรง
ที่หมอนี่พูดมันคือคำพูดของคนทั่วไปจริง ๆ เรอะ?
แค่อยากจะช่วยให้แฟนตัวเองมีพลังเพิ่มขึ้น นายถึงขั้นต้องไล่ฆ่าผู้สืบทอดมรดกไททันเลยหรือไง?
อีกอย่าง ฟังจากน้ำเสียงของเจ้าเด็กนี่แล้ว มันเหมือนกับว่าการฆ่าผู้สืบทอดมรดกไททันนั้นเป็นเรื่องง่ายมาก
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของหลินหยวน การจัดการผู้สืบทอดมรดกไททันไม่กี่คนมันก็ง่ายอย่างที่เจ้าตัวว่ามาจริง ๆ
ในขณะนั้นเด็กหนุ่มเองก็คิดขึ้นมาได้ทันทีว่า ในเมื่อผู้สืบทอดมรดกไททันทุกคนล้วนแต่มีมรดกไททัน แล้วทำไมตอนที่เขาฆ่าฉู่เซียว มันถึงไม่มีมรดกของไททันพยากรณ์ออกมาจากร่างของอีกฝ่าย?
เรื่องที่หลินหยวนไม่รู้ก็คือ วิธีการสืบทอดมรดกของฉู่เซียวนั้นแตกต่างจากการสืบทอดของผู้สืบทอดมรดกไททันคนอื่น ๆ
เป็นเพราะเขาได้รับมรดกจากไททันพยากรณ์โดยตรงภายในวิหารไททัน
ด้วยเหตุนี้เอง ตอนที่เขาตายจึงไม่ได้ทิ้งมรดกอะไรเอาไว้
หลังจากที่สังหารคุโรคาวะ ชินโซไปเรียบร้อยแล้ว หลินหยวนจึงหันกลับไปสนใจภายในสนามรบอีกครั้ง
ปัจจุบันสถานการณ์ในแนวหน้าของกองทัพไม่ค่อยสู้ดีนัก
เมื่อพวกตงหยิงเข้าร่วมการต่อสู้ การบุกโจมตีของไททันก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น
และสิ่งที่กองทัพหัวเซี่ยทำได้ก็คือการยืนหยัดปกป้องจุดยุทธศาสตร์ และต้านทานการโจมตีของศัตรูที่เข้ามาเป็นระลอก
แม้ว่ากองทัพจะมีผู้มีพลังระดับสูงอย่างหลินเทียนเชวี่ย แต่มนุษย์กึ่งเทพเพียงคนเดียวก็ยังไม่สามารถพลิกกระแสการต่อสู้ได้ทั้งหมดอยู่ดี
เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในปัจจุบันของกองทัพ จะต้องมีใครสักคนก้าวออกมา!
ทันทีที่คิดถึงเรื่องนี้หลินหยวนจึงหันไปพูดกับหลี่หวงเหยียนว่า “ไหน ๆ คุณก็บาดเจ็บแล้ว คุณกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
ชายหนุ่มที่ได้ยินดังนี้ก็โต้กลับอย่างเป็นกังวล “ฉันยังมีแรงสู้อยู่!”
และเพื่อเป็นการพิสูจน์คำพูดของตัวเอง เขาก็ใช้พลังไฟทันที แต่การกระทำนั้นมันไปกระทบกับบาดแผลภายในของเขา ทำให้เขามีสีหน้าซีดเผือด
“คุณอย่าพยายามฝืนตัวเองอีกเลยค่ะ” ฉู่อวี้รีบเข้าไปห้ามนายพลหลี่ “คุณยังไม่หายดีเลย”
หลี่หวงเหยียนกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่สงครามนี้ยังไม่จบ… ถ้าฉันถอยออกไป กองทัพก็จะสูญเสียกำลังพลไปหลายหมื่นคน”
“ไม่หรอกค่ะ” เด็กสาวส่ายหน้าตอบกลับไปว่า “คุณไม่คิดบ้างเหรอคะว่าทำไมพวกเราถึงรีบมาที่นี่?”
“คุณเชื่อใจหลินหยวนเถอะ เขามีพลังมากพอที่จะหยุดยั้งเรื่องนี้ได้แน่ แล้วก็… เขามาที่นี่เพื่อหยุดยั้งสงครามในครั้งนี้”
คำพูดของฉู่อวี้ฟังดูเด็ดเดี่ยวมากจนหลี่หวงเหยียนยังรู้สึกลังเล
เขารู้ว่าหลินหยวนแข็งแกร่ง ทว่าแม้แต่คนที่แข็งแกร่งอย่างหลินเทียนเชวี่ยก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนกระแสสงครามได้ไม่ใช่หรือไง?
ลำพังเพียงหลินหยวนคนเดียวจะทำแบบนั้นได้จริงหรือเปล่า?
ฉู่อวี้ที่สังเกตถึงความสงสัยของอีกฝ่าย เธอจึงยิ้มกว้างพูดว่า “เอาเป็นว่ารอดูด้วยตาของตัวเองดีกว่าค่ะ ขอแค่หลินหยวนอยู่ที่นี่ แนวป้องกันของหัวเซี่ยไม่มีวันพังทลายแน่”
หลังสงครามครั้งนี้ทุกคนจะรู้จักชื่อของหลินหยวน!
เธอพูดประโยคสุดท้ายนี้ในใจ
เมื่อถึงเวลานั้นทุกคนจะเข้าใจว่าใครที่คอยปกป้องพวกเขาอยู่ในเงามืด
ถึงเวลานั้นชื่อของหลินหยวนก็จะถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ให้ทุกคนจดจำไปอีกหลายชั่วอายุคน!!
ขณะที่ฉู่อวี้กับหลี่หวงเหยียนกำลังพูดคุยกัน หลินหยวนก็ลอยพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศ
เขากวาดตาที่ไร้อารมณ์มองไปรอบ ๆ เบื้องหน้าของเขาคือทหารหัวเซี่ยกำลังต่อสู้อยู่ในสงครามอย่างเต็มกำลัง
อีกฝั่งคือทหารตงหยิงที่กำลังโรมรันเข้าใส่ศัตรูเหมือนฝูงหมาป่า
นอกเหนือจากนั้นก็คือไททันป่าเถื่อนนับแสน
เพื่อต้านทานการโจมตีจากเผ่าไททัน ทหารหัวเซี่ยทุกคนต่างเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องดินแดนของตัวเอง
พวกเขาใช้เลือดเนื้อก่อกำแพงเพื่อป้องกันศัตรูที่มารุกราน!
ในความเป็นจริง ผู้ที่อยู่ในแนวหลังก็เห็นเหตุการณ์นี้เช่นกัน เพราะในสนามรบมีนักข่าวสงครามมาเข้าร่วมมากมาย
คนพวกนี้แบกกล้องเอาไว้บนบ่าเดินฝ่าสมรภูมิที่นองเลือดเพียงเพื่อถ่ายทอดภาพกลับไปยังแนวหลัง
ความตายมันน่ากลัวตรงไหนกัน?
ขอเพียงคนในแนวหลังสามารถจดจำวีรบุรุษพวกนี้เอาไว้ได้ ถึงต้องตายพวกเขาก็ไม่เสียดายเลย
เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเขาช่วยประเทศชาติได้จริง ๆ
ฉากแล้วฉากเล่าถูกส่งไปยังแนวหลังของสนามรบ ในขณะนั้นชาวหัวเซี่ยกว่าพันล้านคนกำลังเฝ้าดูศึกชี้ชะตาที่แนวป้องกันในด่านแรก
“ฮีโร่ทั้งหลายกำลังปกป้องพวกเรา!”
“เหตุปะทะในแนวหน้า ทหารของเราจะต้องเป็นฝ่ายชนะ มนุษย์จะต้องชนะ หัวเซี่ยจะต้องชนะ!”
“ขอให้ทุกคนนำชัยชนะกลับมา!!”
ตอนนี้ประชาชนในแนวหลังทุกคนเกาะติดสถานการณ์และได้แต่ภาวนาขอให้ทหารทุกคนปลอดภัย
ปัจจุบันแทบจะในทุกแพลตฟอร์มกำลังถ่ายทอดสดสงครามในครั้งนี้ เพราะสำหรับหัวเซี่ยแล้ว นี่คือการต่อสู้เพื่อชะตากรรมของตัวเองอย่างแท้จริง
ในมุมหนึ่ง ผู้คนนับร้อยหรือบางทีอาจจะนับพันมารวมตัวกันที่จัตุรัส ขณะที่ดวงตาแดงก่ำของพวกเขาจ้องมองฉากในสนามรบที่ฉายบนจอขนาดใหญ่
มีผู้หญิงบางคนถึงขั้นมีน้ำตาไหลรินอาบแก้ม
เมื่อมองดูทหารที่ตายในสนามรบ ความโศกเศร้าและความสิ้นหวังก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
ต้องบอกว่าอารมณ์พวกนี้มันน่าหดหู่จนเกินจะบรรยาย
“ไอ้สารเลวไททันพวกนั้น อีกไม่นานพวกเราจะต้องฆ่าพวกมันให้หมด!”
“รอก่อนเถอะ อีก 1 ปีฉันก็จะโตพอที่จะเข้าร่วมกองทัพได้แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นฉันจะไปสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทุกคน!”
แต่ทันใดนั้นจู่ ๆ ก็มีร่างของผู้ชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นที่จอใหญ่
เขาคือเด็กหนุ่มผมดำที่มีดวงตาสีดำโดยที่แผ่นหลังของเขาตั้งตรงไม่หวั่นเกรงต่อศัตรู
ทันใดนั้นเขาที่ลอยอยู่กลางอากาศก็พุ่งทะยานเข้าใส่กองทัพไททันเบื้องหน้าเพียงลำพัง
ภาพนี้ทำให้ทหารหัวเซี่ยต่างพากันตกตะลึง
แม้แต่พลเรือนที่กำลังเฝ้าดูสถานการณ์การรบบนจอก็ได้แต่มองภาพนั้นตาค้าง
“นี่เขาอยากตายนักหรือไง ตรงนั้นมีไททันอยู่เต็มไปหมด!!”
“ไอ้หมอนี่มันคิดจะทำอะไรกันแน่? กองทัพส่งเขาไปงั้นเหรอ?”
“โอ๊ย อย่าไปตรงนั้นสิโว้ย เดี๋ยวก็ตายหรอก!”
“มันเป็นบ้าอะไรเนี่ย? คิดจะบุกเข้าไปกลางวงล้อมไททันเพียงลำพังเนี่ยนะ!”
พวกเขารู้ถึงเจตนาของชายผมดำคนนั้นทันที
อีกฝ่ายกำลังมุ่งหน้าไปยังบริเวณที่มีไททันรวมตัวกันมากที่สุด
ผู้ชายคนนั้นคิดจะทำอะไร?!
ทันใดนั้นทหารตงหยิงก็สังเกตเห็นผู้มาใหม่เช่นกัน
“ฮ่า ๆๆ ไอ้พวกหัวเซี่ยสมองหมู มันโง่ถึงขั้นนั้นแล้วเหรอ มันเอาความกล้าที่ไหนถึงคิดจะมาตายอยู่ที่นี่คนเดียว?!”
“ใครก็ได้ฆ่ามันหน่อย ให้มันรู้สำนึกว่าพวกเราแข็งแกร่งกันแค่ไหน!”
“โธ่ ไอ้โง่นั่นไม่จำเป็นจะต้องให้เราเปลืองแรงหรอก เดี๋ยวไททันพวกนั้นก็ฆ่ามันเองแหละ”
ในสายตาของทหารตงหยิงทุกคนนั้นมีเพียงการดูถูกเหยียดหยาม
มันบ่งบอกว่าสำหรับพวกเขาผู้ชายคนนั้นเป็นแค่คนโง่ที่เข้ามารนหาที่ตายท่ามกลางวงล้อมของศัตรู
แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าในขณะนั้นสีหน้าของหลินหยวนเฉยเมยไร้ความรู้สึกใด ๆ
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วกระซิบว่า “อันตัวข้ามีไข่มุกส่องสว่าง กลับถูกวางอ้างว้างไร้จุดหมาย…”
ทันทีที่พวกตงหยิงได้ยินเสียงของเด็กหนุ่ม พวกเขาต่างก็พากันขมวดคิ้ว
“บากะ! ไอ้หัวเซี่ยนี่มันพูดบ้าอะไรวะเนี่ย?”
“เหมือนมันกำลังท่องบทกวีอยู่เลย ฮ่า ๆๆ ในเวลาแบบนี้ยังมีอารมณ์มาท่องบทกวีอยู่อีกเรอะ!”
“พวกหัวเซี่ยนี่มันโง่เง่าสิ้นดี!”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทหารตงหยิง หลินหยวนก็ยังคงท่องบทกวีต่อไปอย่างใจเย็น “ถูกไอดินธุลีมากล้ำกราย สิ้นประกายดับแสงแลหม่นหมอง”
“เมื่อถึงกาลเห็นทีต้องเก็บกวาด พลันสะอาดผ่องใสเป็นใยยอง ถือกำเนิดเกิดแสงน่าพิศมอง สะท้อนต้องคีรีและธารา”
เมื่อเด็กหนุ่มกล่าวจบ ก็มีรัศมีแผ่ออกมาจากร่างของเขา
ทันใดนั้นเขาเป็นเหมือนจักรพรรดิที่อยู่เหนือทุกสิ่ง ขณะที่เขาแผ่แรงกดดันที่ไม่มีใครต้านทานได้ออกมารอบตัว
เปิดใช้งานร่างอาชูร่า!!
ในตอนนี้กลิ่นคาวเลือดพวยพุ่งออกมาจากร่างของหลินหยวนอย่างต่อเนื่อง ก่อตัวเป็นหมอกโลหิตที่ขยายออกไปบนท้องฟ้า
ภาพที่ปรากฏตอนนี้เป็นภาพที่น่าทึ่งมาก มันทั้งน่าสะพรึงกลัว และน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
ทำให้ทุกคนต่างเกิดคำถามในใจพร้อมกันว่า
นั่นคือ… ผู้ชายคนนี้จะต้องคร่าชีวิตไปเท่าไหร่ถึงจะสะสมจิตสังหารขนาดนี้เอาไว้ในตัว?!
*******************************************
SkySaffron: ขำหลี่หวงเหยียน เหม็นฟามรักล่ะสิ 55555 ฉู่อวี้พบหนทางอัปเกรดพลังแล้ววว