เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 4

Chapter 4

Chapter 4


I’m Not Interested In The Main Characters (แปลไทย)

Chapter 4

เอลิเซียยังไม่อยากเข้าไปในห้องนั่งเล่น เธอจึงเดินวนเวียนอยู่หน้าประตู

แคซเซียนมาหาเธอที่คฤหาสถ์

พลังที่เธอใช้ลบความทรงจำเขาจะต้องได้ผลสิ แต่ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นกันนะ?

เธอรู้สึกเป็นกังวล เพราะเธอเพิ่งใช้ความสามารถนั่นเป็นครั้งแรกด้วยร่างนี้

เธอผลักประตูห้องนั่งเล่นเข้าไป จะต้องพยายามมองหารอยเขี้ยวที่คอเขาให้เจอให้ได้

‘ให้ตายสิ กลิ่นขนาดนี้ มันไม่ตลกเลยนะ!’

ทันทีที่เธอเข้าไปในห้องนั่งเล่น เธอต้องพยายามกลั้นหายใจเพื่อไม่ให้จมูกได้กลิ่น

แต่กลิ่นนั่นหอมยั่วยวนทรมารเธอสุดๆ

วันนี้เขาเอาผมหน้าลง

เขาดูหล่อ เมื่อเสยผมเปิดหน้าผาก แต่ก็ดูดีมากเช่นกันเมื่อทำผมปรกหน้าลงมาแบบนั้น

“ในที่สุด ผมก็ได้พบคุณเสียที ยินดีที่ได้พบคุณครับ เลดี้”

เขาพูดขึ้นเพราะจำเธอไม่ได้หรือเปล่านะ?

หรือพวกเขาไม่ได้คุยกันตอนพบกันครั้งแรกงั้นเหรอ?

เอลิเซียได้ยินเหล่าข้ารับใช้ที่ยืนด้านหลังเขากระซิบกระซาบกัน

ที่คุณพูดให้เกียรติฉันเพราะข้ารับใช้จ้องมองอยู่สินะ?

แคสเซียนยื่นมือไปหาเอลิเซีย

“ยินดีที่ได้พบคุณอีกครั้งค่ะ ท่านดยุค”

แคสเซียนยิ้ม ขณะมองไปที่มืออันไร้ที่ติของเธอที่วางอยู่บนฝ่ามือของเขา

เขาก้มหน้าและจูบหลังมือแคสเซียน

แม้ว่าจะเป็นเพียงคำทักทายอย่างเป็นทางการ แต่หลังมือของเธอกลับร้อนผ่าวราวกับกำลังถูกเผาไหม้

‘ทั้งหมดนี้เป็นเพราะกลิ่นของเขาคนเดียว!’

แม้ว่าเธอจะดื่มเลือดก่อนที่จะพบเขา แต่มันก็ควบคุมตัวเองได้ยากมาก

เอลิเซียพยายามจะไม่เครียดเกินไป

ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์ของแคสเซียนทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลง

เธอมองไปที่ใบหน้าของเขาเพื่อดูทีท่าว่าเขาจำจะอะไรได้บ้าง แต่เธอมองไม่ออก

เอลิเซียดึงมือกลับ แต่มันไม่ขยับเขยื้อน

“?!”

แคสเซียนเลื่อนมือและดึงเธอเข้ามาใกล้มากขึ้น

ระยะห่างระหว่างสองคนแคบลง

ยิ่งเขาใกล้เธอมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากสำหรับเธอมากเท่านั้น

‘ฉันพูดอะไรไม่ออก ฉันต้องออกไปข้างนอกให้เร็วที่สุด’

จะบอกว่าเพราะห้องนั่งเล่นแคบก็ไม่ใช่

นั่นเป็นเพราะการอยู่ในพื้นที่ปิดแบบนี้พร้อมกับเขาต่างหาก นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น !

“ฉันอยากจะออกไปเดินเล่นน่ะค่ะ ได้ไหม?”

“แน่นอนครับ”

แคสเซียนดึงมือเอลิเซียเดินออกไป

เธอต้องการออกห่างจากเขาให้มากที่สุด

เขาเดินนำไปโดยไม่พูดอะไรเลย

ในขณะเดียวกันเอลิเซียก็พยายามหาวิธีทำให้ตัวเองสงบด้วยการกัดริมฝีปากล่างของตัวเอง

เธอหันไปมองข้ารับใช้ที่เดินตามมาอยู่ไกล ๆ แล้วหันมามองแคสเซียน

“แค่นี้พอแล้วค่ะ”

แม้จะพูดแค่ประโยคสั้น ๆ แต่ริมฝีปากของเอลิเซียก็สั่น

เธอกล่าวโดยที่พยายามดึงมือตัวเองออกจากมือเขาอย่างขัดขืน

“ทีนี้ก็ปล่อยฉันได้แล้ว”

ทันทีที่เขาปล่อยมือเธอ เอลิเซียก็เขยิบออกห่างจากเขา

“ตัวคุณเย็นง่ายไปทุกส่วนเลยนะครับ นี่แค่จับมือแปปเดียวยังทำเอามือผมเย็นไปหมด”

“ว..ว่ายังไงนะ?”

เอลิเซียหันไปมองหน้าเขา

แคสเซียนหยุดและเริ่มเอ่ยปากพูดอีกครั้ง

“ผมรู้ว่าคุณน่าจะขี้หนาว คืนนั้นผมถึงบอกว่าถ้าหนาว ก็กอดผมไว้สิ..”

โอ้ ! พระเจ้า !

เอลิเซียส่งเสียงร้องวี้ด เมื่อฟังถึงใจความสำคัญของประโยค เธอดึงชายเสื้อโค้ทของตัวเองคลุมตัวแน่น

แคสเซียนยกมุมปากขึ้น

“ให้ตายเถอะ!? นี่คุณจำได้ทุกอย่าง...”

เธอไม่สามารถปล่อยชายเสื้อโค้ทของตัวเองได้ ถึงแม้ว่ามันอาจจะทำให้เธอหายใจลำบากขึ้น

เพราะตอนนี้เขาอยู่ใกล้มากจนสามารถรู้สึกถึงลมหายใจของกันและกันได้

เธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรก่อน

สิ่งที่เธอไม่อยากจะเชื่อ เป็นจริงแล้ว!

“ไหนบอกผมหน่อย ตอนนั้นคุณพยายามทำอะไรกับผม?”

มันยากจะเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร เพราะเธอทำอะไรกับเขาไปตั้งหลายอย่าง (o///o)

“ที่ผมจะบอกคือ เวทมนตร์ใช้ไม่ได้ผลกับผม แม้ว่ามันจะทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปนิดหน่อยก็ตาม”

‘ที่คุณหมายถึง คือเวทมนต์ควบคุมจิตใจหรือหมายถึงพลังของฉันกันนะ?’

แคสเซียนดึงเสื้อคลุมออกจากมือของเอลิเซีย แล้วจับมือของเธอข้างหนึ่งให้โอบไปที่รอบคอของตัวเอง และเอ่ยปาก

“คุณจะต้องการมันอีกแน่นอน เมื่อนั้น.. โปรดจงมาหาผม”

‘คุณจำได้ พลังมันใช้ไม่ได้ผล’

อะไรที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้หรือทำไมพลังของเธอถึงใช้กับเขาไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุหรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป

ดวงตาของเอลิเซียดูเหมือนจะเริ่มสั่น แต่ไม่นานเธอก็สามารถซ่อนสีหน้าได้

เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด

“บอกมาว่าคุณต้องการอะไรจากฉัน?”

เอลิเซียวางแขนไว้รอบไหล่ของเขา แล้วทิ้งน้ำหนักลง

คุณต้องการอะไรกัน? เงินเหรอ? หรือร่างกาย? หรือพยายามจะใช้ประโยชน์จากตระกูลของเธอ?

หากมีสิ่งใดที่เขาต้องการ อย่าอ้อมค้อม แค่บอกมาเท่านั้น

ดยุคเอสเตบันร่ำรวยกว่าตระกูลของเธอมาก

เขาอาจไม่ได้ต้องการเงินหรือการสนับสนุนทางการเมือง เพราะจากจุดยืนของเขาแล้ว เขาไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ เขาดูเป็นคนที่สามารถบรรลุสิ่งที่ตัวเองต้องการได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากตระกูลโลเวลล์

“หรือคุณต้องการแบบนี้?”

เอลิเซียยิ้มแล้วส่งสายตามองเขาอย่างมีนัยยะ

ตึก-ตัก ตึก-ตัก ยากที่จะบอกได้ว่านั่นเป็นเสียงหัวใจเต้นของใคร

เธอรวบรวมพลังที่มือและเริ่มโอบไปที่รอบคอของเขา

แต่แคสเซียนได้จับข้อมือของเธอทั้งสองข้างไว้ก่อนมันจะสำเร็จ

เขากระซิบที่ข้างหูของเธอ

“…!”

“นี่ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่คุณชอบใช้มากที่สุดนะสินะครับเลดี้ แต่ทำยังไงได้ ผมไม่ใช่คนอ่อนแอขนาดนั้น”

“งั้นก็บอกฉันมาสิว่าคุณต้องการอะไร!?”

เอลิเซียพยายามคิดว่าเธออาจจะชนะ หากใช้พลังเวทมนตร์อีกครั้ง แต่ตอนนี้คงต้องใช้กำลังแทน

ขณะที่เธอเริ่มเรียกพลังมาที่มือ แคสเซียนก็ขมวดคิ้ว

“หยุดได้แล้ว ผมไม่ได้ตั้งใจจะบอกใครทั้งนั้นแหละ ตอนนี้คุณช่วยใจเย็นๆ ก่อน”

การได้เห็นท่าทีที่ผ่อนคลายของเขา ยิ่งทำให้เธอรู้สึกแย่ลง

เขาโน้มศีรษะเข้ามาใกล้เธอและพูดขึ้น

“อย่าคิดที่จะหนีผมเลย ไม่ว่ายังไง คุณก็หนีผมไม่พ้นอยู่ดี .. และถ้าหากคุณต้องการเลือดเมื่อไหร่ โปรดจงมาหาผม ..ที่ผมต้องการคือแค่สองอย่างนี้เท่านั้น”

“นี่คุณกำลังข่มขู่ฉันอยู่ใช่ไหม?”

ผู้ชายที่ได้รู้จักตัวตนของเธอ แม้จะเป็นชีวิตที่ก่อนเข้ามาในโลกแห่งนี้ ก็มักจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่สามารถช่วยเธอได้

พวกเขาบอกว่าจะเก็บเป็นความลับ และหากเธอต้องการเลือด ก็ให้ไปหาเขา

สุดท้ายก็มักจะจบแบบเดิมๆ คือเธอต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวและเรื่องราวตัวตนของเธอก็จะรั่วไหลออกไปอยู่ดี

เอลิเซียยิ้มอย่างขมขื่นกับสถานการณ์ที่ทำให้เธอนึกถึงอดีต

“ช่วยไม่ได้ ยังไงผมก็จะทำแบบนั้น”

“ถ้าฉันปฏิเสธล่ะ?”

“ไม่ เลดี้ คุณไม่มีทางเลือก”

เขายกมุมปากเพียงข้างเดียวอย่างเจ้าเล่ห์

เอลิเซียกดริมฝีปากตัวเองแน่น มันคงจะดีกว่านี้ถ้าเขามีสิ่งที่เขาต้องการอย่างชัดเจนจริง ๆ

แบบนี้มันคลุมเครือที่จะบอกว่าเขาต้องการเพียงร่างกายของเธอ

แต่มันก็แปลก ถ้าจะบอกว่านี่เป็นเพียงภารกิจที่คอยจับตาดูเธอเท่านั้น

ไม่ว่ายังไงผลที่ตามมาก็คงเหมือนๆ กัน เธอคงต้องถูกให้ไปทำโน่นนี่ตามอำเภอใจ

เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะความอ่อนแอของตัวเองแท้ ๆ

นี่มันเลวร้ายที่สุด

“คุณอยากจะเล่นเกมรักงั้นหรือไง?”

เอลิเซียกล่าวอย่างประชดประชัน

“ผมจะเรียกมันว่า การเฝ้าระวัง ผมจะคอยจับตาดูคุณอยู่ตลอดเวลา ผมไม่มั่นใจว่าจะสามารถปล่อยคุณให้อยู่ตามลำพังได้อีก”

“อ๋อใช่ แล้วฉันก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อไหร่ที่คุณจะคิดว่ามันปลอดภัยมากพอ”

เขาจะพิสูจน์ยังไงว่าสถานการณ์จะปลอดภัยแล้ว ในเมื่อเธอยังคงดูดเลือดอยู่แบบนี้?

เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกว่าเธอจะกลายเป็นแวมไพร์ตอนไหน

และการพยายามกักบริเวณของเขา ยังไงก็ต้องรบกวนวิถีชีวิตปกติของเธออย่างแน่นอน

แค่คิดก็ปวดหัวจะแย่

‘ทั้งหมดนี้เป็นเพราะตาดยุคนี่คนเดียว’

ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายของเขา ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นคืนนั้น

หรือถ้าเธอกัดคนอื่นที่ไม่ใช่แคสเซียน เธอก็คงจะสามารถแก้ไขอะไร ๆ ได้

“งั้น..แล้วในระว่างนี้ คุณมีอะไรที่อยากทำบ้าง? ออกเดทกับใครสักคน?”

“ไม่ล่ะ... คนอื่นๆ อาจจะชอบเรื่องโรแมนติก แต่ฉันไม่... ฉันเกลียดมัน คุณก็รู้ว่าหลายวันมานี้ ฉันมีแต่ข่าวอื้อฉาวพวกนี้”

เอลิเซียกำลังสงสัยว่าต้องแก้ข่าวลือที่ผิด ๆ นี่ยังไง

ยังไงก็ตาม ถึงแม้ว่าเธออาจจะแก้ข่าวลือนั่นให้ถูกอย่างที่ควรจะเป็นเรียบร้อยแล้ว

แต่หากเธอยังคงนัดเจอกับแคสเซียนเช่นนี้ คำพูดมากมายก็จะตามมาอีก

“หรือเหตุผลเป็นเพราะฉันเกี่ยวข้องกับมกุฏราชกุมาร?”

“ไม่ใช่เลย ก็คุณบอกว่าพวกคุณทั้งคู่เลิกกันแล้วไม่ใช่หรือไง?”

เอลิเซียขมวดคิ้วไม่พอใจ

“งั้นเราต้องเจอกันบ่อยแค่ไหนคะ?”

“ถ้าบอกว่าทุกวัน ผมว่ามันคงจะยากไปหน่อย”

“นี่ท่านดยุค แม้ว่าเราจะต้องเป็นพันธมิตรกันไว้ แต่ฉันไม่ได้คิดว่าจะต้องเจอคุณบ่อยหรอกนะคะ”

“ทุก ๆ สี่วัน”

เอลิเซียลังเลอยู่ครู่หนึ่งและเริ่มเอ่ยปาก

“ทุก ๆ สี่วัน ฉันว่าฉันมีปัญหาแน่ๆ ค่ะ ฉันว่าเดือนละครั้งดีกว่า”

“ทุก ๆ ห้าวัน”

“ทุก 2 สัปดาห์ค่ะ”

“ตกลงที่สัปดาห์ละครั้ง ห้ามต่อรอง”

“ก็ได้.. ค่ะ”

แม้จะแค่สัปดาห์ละครั้ง แต่ก็รู้สึกว่าบ่อยมากอยู่ดี จะต่อรองต่อไปก็ดูยาก

แคสเซียนควานหาของในเสื้อของเขาและหยิบกล่องเล็ก ๆ ออกมา

กล่องแหวนปรากฏต่อหน้าสายตาทุกคน

มือสวยและนิ้วเรียวยาวนั้นบรรจงเปิดกล่อง

ตามคาด มันมีแหวนอยู่ในนั้นจริง ๆ

อัญมณีสีแดงสดฝังอยู่กลางวงแหวนทองคำขาว

เขามองไปที่มือเธอเหมือนตั้งใจว่ากำลังจะสวมแหวนให้ เอลิเซียรีบซ่อนมือไว้ด้านหลังแล้วโพล่งถามด้วยความตกใจ

“นี่มันอะไรกันคะ?”

เขาวางแหวนลงบนฝ่ามือตัวเองคล้ายว่ายอมแพ้ที่จะสวมให้เธอ และให้เอลิเซียลองดูแหวนด้วยตัวเอง

เอลิเซียมองเขาด้วยสายตาสงสัย จากนั้นจึงลดสายตาลงไปที่แหวน

มันไม่ใช่อัญมณีทั่วไป มันคือหินเวทย์

เมื่อมองไปที่เวทมนตร์ที่ถูกสลักอยู่บนหินเวทย์ พลังงานของเวทมนตร์เคลื่อนที่ไปตามที่ที่มันถูกสลักไว้

‘นี่มันเท่าไหร่กันเนี่ย?’

หินเวทย์มีจำนวนน้อยมากและยังถูกสลักด้วยเวทมนตร์ การได้มันมาครอบครองจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก

คุณจะต้องจัดการกับมอนสเตอร์ระดับสูง 1 ตัว เพื่อจะได้รับอัญมณี แถมอัญมณีที่ออกมา มีขนาดเล็กแค่นิ้วก้อยเท่านั้น

เพียงแค่เสี้ยวเล็ก ๆ ของเม็ดอัญมณีที่ถูกฝังลงในแหวนวงนี้ ก็มีมูลค่ามากพอที่สร้างคฤหาสถ์ให้ขุนนางสองสามคนในเมืองหลวงด้วยได้

ไม่สิ ฉันคิดว่าสามารถซื้อถนนได้ทั้งเส้นเลยแหละ

“เจ้านี่ถูกลงเวทมนตร์เอาไว้ให้ไปที่ไหน?”

“ห้องของผมเอง”

“ฮะ ว่าไงนะ?”

เอลิเซียอ้าปากค้างกับคำตอบ

“ห้องที่คุณจะได้พักอยู่ จะไม่มีข้ารับใช้คนใดสามารถเข้าไปได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากผม ดังนั้น คุณจะสามารถพักผ่อนที่นั่นได้อย่างสะดวกสบาย”

ไร้สาระที่สุด ห้องนั่นจะสะดวกสบายได้ยังไง!

“เอาคืนไปเถอะ ฉันไม่รับ”

เขารับแหวนจากเอลิเซียคืนมาและสวมเข้าที่นิ้วก้อยขวาของเธอโดยไม่รอให้เธอยินยอม

แล้วยิ้มอย่างพอใจ เมื่อเห็นแหวนหดตัวจนพอดีเข้ากับนิ้วก้อยนั้น

เนื่องจากเขาเป็นคนทำแหวนนี้ขึ้น จึงไม่มีใครสามารถถอดมันออกได้ นอกจากตัวเขาเอง

“ก็แค่รับไปเถอะ ผมไม่รู้ว่าคุณสามารถควบคุมความต้องการเหล่านั้นได้มากแค่ไหน ...หรือมีอย่างอื่นที่คุณอยากได้อีก?”

“…..”

เอลิเซียไม่สามารถตอบคำถามของเขาได้

เธอจำเป็นที่จะต้องดื่มเลือดมนุษย์เดือนละครั้ง เช่นก่อนหน้านั้น แต่หลังจากนี้ เธอเองก็ไม่แน่ใจ

มิหนำซ้ำ เธอยังทำอย่างอื่นกับเขาอีกต่างหาก

“..โอเค ถ้างั้นพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ ท่านดยุค”

“โปรดติดต่อผมด้วย”

แคสเซียนเดินจากไป เขาบรรลุจุดประสงค์ของการมาเยือนครั้งนี้อย่างน่าพอใจ

****

.

จบบทที่ Chapter 4

คัดลอกลิงก์แล้ว