เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 5

Chapter 5

Chapter 5


I’m Not Interested In The Main Characters (แปลไทย)

Chapter 5

เอลิเซียนอนมองดูแหวนอยู่บนเตียง

เธอไม่อยากจะเชื่อเลย เขาคิดว่าเธออันตรายมากแค่ไหนจึงเตรียมเจ้าสิ่งนี้มาให้

“เห็นฉันเป็นตัวอะไร? สัตว์ประหลาดที่เดินได้งั้นหรือไง?”

สิ่งเดียวที่เธอเข้าใจคือ เขาให้แหวนวงใหญ่และบอกให้เธอไปหาเขาหากเธอต้องการเลือด

ให้เธอดื่มเลือดจากเขาเท่านั้น ห้ามแตะต้องคนอื่น

‘นี่มันสัตว์ประหลาด... ไม่มีผิด’

เธอจ้องมองเข้าไปในหินเวทมนตร์ ดูเหมือนเจ้านี่จะใช้งานง่ายนะ เพียงแค่ปล่อยเวทมนตร์เข้าไปยังหินนี่เท่านั้น

เอลิเซียกระโดดขึ้น

‘ไม่สิ! คุณรู้ได้ยังไงกันว่าฉันสามารถใช้เวทมนตร์ได้’

มีเพียงคนเดียวที่รู้ว่าเธอเป็นนักเวทย์ คือครอบครัวและอาจารย์ของเธอ ราโมท

เอลิเซียคิด พลางใช้นิ้วม้วนผม

“ต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่ ๆ”

นอกจากตัวเธอเองแล้ว แคสเซียนดูเหมือนเป็นคนเดียวที่สามารถใช้แหวนวงนี้ได้

ตอนนี้จะให้คิดเรื่องหินแสนแพงนี้ก็ดูจะเสียเวลาไปเปล่าๆ

“ฉันมั่นใจว่า พ่อเฒ่าคนนั้นต้องมีวิธีรับมือเรื่องนี้ให้ฉันแน่ๆ”

เอลิเซียหัวเราะ เมื่อนึกถึงราโมท อาจารย์ของเธอ

เขาบอกว่า เขาจะมาถึงเมืองหลวงเร็ว ๆ นี้ ดังนั้น เขาอาจจะมาพบเธอ

****

“มิสเตอร์ราโมท มาที่นี่ครับ”

“ให้เขาเข้ามาพบฉันที่ห้องได้เลยค่ะ”

หลังจากเธอคิดถึงเขา ยังไม่ทันขาดคำ เขาก็มาพบเธอในวันรุ่งขึ้น

ตายยากจริง ๆ

เธอเบิกตากว้าง เมื่อเห็นอาจารย์ของตัวเอง ราโมท กำลังย่างกรายเข้ามาในห้อง

เธอเห็นชายผู้หล่อเหลาแต่งตัวต่างจากปกติ

ผมขาวที่เคยรุงรังถูกตัดออกอย่างเรียบร้อย ภาพลักษณ์ของเขาดูเหมือนพ่อมด เพราะเขาเคยไว้หนวดเครายาว แต่ตอนนี้เขามีกรามที่เป็นสันมาแทนที่

“พ่อเฒ่า ทำไมคุณแต่งตัวแบบนี้คะเนี่ย?”

“หยุดเลย เจ้าก็เห็นอยู่ว่าในใบหน้าหล่อเหลานี้มีผู้เฒ่าผู้แก่ที่ไหนกัน?”

“วิธีพูดของคุณก็เหมือนผู้เฒ่า ถ้าจะบอกว่าวัยเท่านี้ไม่ใช่วัยผู้เฒ่า จะให้เรียกว่าวัยอะไรคะ?”

คำพูดและพฤติกรรมของเอลิเซียที่มีต่อราโมท ผู้ซึ่งเป็นจอมเวทย์เพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ของทวีปนั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ข้ารับใช้เตรียมถ้วยชาราวกับว่าพวกเขาคุ้นเคยสิ่งนั้นเป็นอย่างดี

ราโมทเป็นอาจารย์สอนเวทมตร์ของเธอและรู้ว่าเอลิเซียไม่ใช่คนของโลกแห่งนี้

หลังจากเธอได้ครอบครองร่างนี้ไม่นานนัก เธอก็ได้พบกับราโมท

ขณะที่เขากำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชาติพันธุ์ ทั้งสองมีปากเสียงกันเรื่องหนังสือหายากเล่มหนึ่ง

ขณะที่ราโมทละสายตาจากมันเพียงครู่เดียว เอลิเซียก็คว้าหนังสือแล้ววิ่งหนีหายไป

ไม่รู้ว่าเขาตามเธอไปที่คฤหาสถ์ได้อย่างไร หลังจากนั้น

นั่นเป็นช่วงเวลาที่เอลิเซียไม่ได้สังเกตเลยด้วยซ้ำว่าร่างกายเธอกำลังจะกลายเป็นแวมไพร์

แต่ราโมตสังเกตได้ตั้งแต่แรกเห็น ทั้งคู่จึงเริ่มรู้จักกัน

“คุณควรตัดผมโกนหนวดตั้งนานแล้ว แบบนี้ดูดีกว่าเยอะเลย จะว่าไปพ่อเฒ่าของเราก็หล่อเหมือนกันนะเนี่ย”

เอลิเซียหัวเราะอย่างสนุกสนาน ขณะที่เธอสัมผัสผมของราโมท

ราโมทนั่งตรงข้ามกับเอลิเซียด้วยสีหน้าไม่พอใจ

ดวงตาสีฟ้าของเขาจ้องมองไปที่เอลิเซีย ขณะเขาดันแว่นขึ้น

“เจ้า.. เห็นสีหน้าของข้าไหม ระวังหน่อย”

ราโมทขมวดคิ้วและจ้องไปที่ดวงตาสีแดงของเธอ

บรรยากาศเมื่อเขาพบเอลิเซียครั้งล่าสุดกับตอนนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน

“ขอโทษค่ะ ฉันยังไม่ชิน ฉันเลยไม่ระวังตัว”

“ใช่ เพราะเจ้าสบายใจเกินไป สบายใจก็ดีแต่มันก็เอาแค่พอดีได้...”

เอลิเซียยักไหล่ คำว่า “สบายใจ” ไม่เหมาะกับสถานการณ์ของเธอตอนนี้สุดๆ

“พ่อเฒ่า ฉันมีเรื่องจะสารภาพ...”

เอลิเซียเริ่มร้องไห้ เธอกำลังจะสารภาพว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

แต่ยกเว้นไว้เรื่องหนึ่ง นั่นคือการมีค่ำคืนกับแคสเซียน

“เจ้าขี้แงเกินไปแล้วเอลิเซีย.. มันก็แค่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า”

“ฉันควรทำยังไงดี? หรือแค่.. กำจัดเขาทิ้งไปดีไหมคะ พ่อเฒ่า”

ดวงตาของเอลิเซียเป็นประกายด้วยใบหน้าที่น่ากลัว

ราโมทอ้าปากหวอ

“อืม เวทมนตร์ของเจ้าใช้ไม่ได้ผลกับเขางั้นรึ เขาดูเหมือนไม่ใช่คนจริง ๆ เลยนะ”

“พ่อเฒ่าหมายถึงดยุคเอสเตบันน่ะเหรอคะ?”

ราโมทพยักหน้า

ศาสตร์เวทมนตร์ที่เอลิเซียบรรลุในช่วงสามปีที่ผ่านมานั้นยอดเยี่ยมมาก

เดิมทีร่างกายของเธอเป็นร่างกายที่มีความส้มพันธ์กับมานาเป็นอย่างดี

โดยปกติแล้ว หากรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้มีพลังพิเศษ พวกเขาก็จะผันตัวไปเป็นผู้ช่วยของพ่อมด

แต่น้อยคนมากนักที่จะไต่ไปถึงระดับสูง

เอลิเซียเป็นหนึ่งในกลุ่มคนจำนวนน้อยมากกลุ่มนั้น

แต่เมื่อร่างกายของเธอเริ่มกลายเป็นแวมไพร์ในเวลาเดียวกันกับการมีพลังพิเศษนี้

การมีทักษะและความเร็วในการรับมือกับพลังเวทย์ของเธอ ก็ไม่ได้ทำให้เธอก้าวนำคนอื่น ๆ อีกต่อไป

เมื่อไม่นานมานี้ ร่างกายของเธออยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคง ทำให้เกิดปัญหา เช่น เธอเผาคฤหาสถ์ตัวเองตอนที่กำลังฝึกทำลูกไฟขนาดเล็ก

ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้อยู่ในสถาพแบบนั้นแล้ว แต่ราโมทก็คิดว่าเธออาจจะยังไม่สามารถควบคุมพลังได้ดีพอ

ถ้าเทียบหลักสูตรเวทมนตร์กับคณิตศาสตร์ ในสายตาของเขา ความคิดความอ่านของเธอยังคงอยู่แค่ในระดับประถมเท่านั้น

‘ไม่รู้ทำไม... ข้าก็ยังคิดว่าเธอยังไม่พร้อมอยู่ดี’

“ตอนนี้ข้าขึ้นทะเบียนที่หอคอยให้ตามที่เจ้าต้องการแล้ว เจ้าสามารถทำอะไรก็ได้ที่เจ้าต้องการ จะออกปราบปราม หรือจะทำอะไรก็ได้”

“ขอบคุณมากค่ะ พ่อเฒ่า”

ความจริงที่ว่าเขาได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้วิเศษที่หอคอยให้เธอ อาจจะทำให้คนอื่นรู้ว่าเธอมีพลังวิเศษ

ซึ่งเธอไม่ได้ต้องการเปิดเผยหรือทำตัวโดดเด่นมากเกินไป รวมไปถึงการที่เธออยากจะหลีกเลี่ยงการให้ความช่วยเหลือเรวอสให้มากที่สุดอีกด้วย

“ว่าแต่.. คุณต้องเปิดเผยตัวตนว่าเป็นผู้วิเศษไหมคะ?”

“เจ้าไม่รู้เหรอว่าข้าจะไม่แก่อีกต่อไป เพราะงั้นข้าก็ควรต้องบอกให้คนอื่นรู้สิ”

ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์จนถึงระดับหนึ่ง อายุขัยของเขาจะเดินช้ามาก

ยิ่งทักษะดี ยิ่งพลังเวทย์ดี การเดินของอายุขัยยิ่งช้าลงเท่านั้น

อย่างราโมท จริง ๆ เขาอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว แต่เขายังดูหนุ่มเหมือนชายอายุ 20

แน่นอน ตอนนี้เธอได้ไปถึงจุดนั้นแล้ว

เวทมนตร์ของเอลิเซียมีพลังทำลายล้างเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ

“แล้วคุณจะเข้าร่วมการปราบปรามไหม?”

“ข้ายังไม่รู้ เจ้าถามเพราะอยากจะเข้าร่วมการปราบปรามหรือ? เจ้าไม่ต้องอยู่กับดยุกเอสเตบันหรอกรึ?”

สงครามมอนสเตอร์อันยาวนานสิ้นสุดลงแล้วเมื่อไม่นานมานี้ แต่การกวาดล้างตามปกติยังคงดำเนินต่อไป

“ตอนนี้ เจ้าจะเป็นที่รู้จักในฐานะนักเรียนของข้า ดังนั้นเจ้าควรจะไปหาวิชาใส่หัวเพิ่มเสียด้วย”

“พ่อเฒ่าจอมขี้บ่น..”

เอลิเซียทำหน้ามุ่ย แล้วถามต่อ

“ว่าแต่..แล้ววันนี้จะไปไหนต่อเหรอคะ?”

“อาณาจักรดีแลน”

“จริงเหรอ! พ่อกับพี่ชายของฉันอยู่ที่นั่นตอนนี้ ถ้าเจอพวกเขา อย่าลืมทักทายด้วยนะคะ”

เอลิเซียสวมกอดราโมท

ราโมทส่ายหัวและตีหลังเธอด้วยอาการเคอะเขิน

“เจ้า ! ข้าบอกแล้วว่าอย่ามากอดข้าแบบนี้ไม่ใช่รึ?”

“แต่ว่า พ่อเฒ่าก็ออกจะชอบนี่นา คิดซะว่าเป็นการกอดลูกศิษย์ที่เหมือนลูกสาวละกันค่ะ”

“ข้ามีลูกสาว ทั้ง ๆ ที่ข้ายังไม่ได้แต่งงานเนี่ยนะ ฮ่า! .. ในระหว่างนี้เจ้าก็พยายามแก้ปัญหากับดยุคเอสเตบันเข้าล่ะ ข้าไปละ”

เอลิเซียพยักหน้าและเดินไปส่งเขา

เมื่อกลับมาที่ห้อง เอลิเซียเอียงศีรษะดูกล่องที่สาวใช้เกรย์วางไว้บนโต๊ะ มีจดหมายอีก 2 ฉบับวางอยู่ข้างกัน

ฉบับหนึ่งมาจากเรวอส อีกฉบับเป็นซองสีกรม ดูเหมือนว่าจะมาจากแคสเซียน

เอลิเซียฉีกจดหมายของเรวอสทิ้งและหยิบซองสีกรมขึ้นมา

“….?”

ในจดหมายเขียนว่า เธอจะเข้าร่วมงานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ในฐานะคู่ควงของเขา

ในสถานการณ์ตอนนี้ การไปงานเลี้ยงกับแคสเซียนก็เหมือนยอมรับว่าข่าวลือนั่นเป็นเรื่องจริง

มือของเอลิเซียที่ถือจดหมายอยู่กำลังสั่น

เธอวางจดหมายลงแล้วเอื้อมมือไปที่กล่องของขวัญ

กล่องของขวัญก็เป็นสีกรมมันวาวเช่นกัน ราวกับตั้งใจบอกให้เธอรู้ว่าใครส่งมา

เธอเปิดฝากล่องและแกะริบบิ้นที่เป็นสีเดียวกับสีผมของเธอออก

มีกล่องกำมะหยี่ทรงแบนและเสื้อผ้า 1 ชุด ที่ดูเหมือนจะเป็นเดรส

ภายในกล่องกำมะหยี่มีสร้อยคอและสร้อยข้อมือ

สร้อยโชคเกอร์ประดับด้วยเพชรเม็ดเล็กเรียงกันเป็นลายลูกไม้ สร้อยคอมือก็เป็นรูปแบบเช่นเดียวกัน

‘นี่คืออัญมณีชนิดใด...’

อัญมณีสีประหลาดตา มันไม่เชิงเป็นสีม่วงเท่าไหร่ รูปร่างแปลก ๆ และเปล่งแสงสีแดงออกมาจากด้านในเบา ๆ เหมือนว่ามันกำลังสร้างแสงขึ้นด้วยตัวเอง

เธอมองดูอยู่สักพัก สาวใช้เกรย์ก็เดินเข้ามาหาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“นี่มันคืออะไรนะ...”

“อ๊า ! เลดี้ นี่มัน...!”

“ใช่ดวงเนตรของผู้พิทักษ์หรือเปล่า?”

“ใช่ค่ะ ดิฉันว่าใช่”

แต่เธอไม่คิดเช่นนั้น... ใช่มันจริงๆ เหรอ ทำไมถึงเอามาทำเป็นอัญมณีได้ล่ะ?

ดวงเนตรของผู้พิทักษ์ถือว่าเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์

จากที่เธอเคยได้ยินมา มันระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หินดั้งเดิมถูกเก็บรักษาอยู่ที่อาราม

เจ้าอัญมณีนี้เป็นของล้ำค่าอย่างแท้จริง

เพราะงั้นยังไงมันก็คงไม่ใช่ดวงเนตรของผู้พิทักษ์ของจริงแน่ ๆ

เอลิเซียวางสร้อยคอลงและมองไปที่ชุดของเธอ

ชุดเดรสรัดรูปสีดำ คอเป็นรูปตัววีผ่าลึกจนถึงหน้าอก และเผยให้เห็นแผ่นหลัง

ไม่มีการตกแต่งอะไรมาก เป็นแค่เพียงการฝังเพชรเม็ดเล็กไว้รอบเอวให้ดูเหมือนเข็มขัด

มันดูเป็นตัวเลือกอันยอดเยี่ยมที่จะทำให้สร้อยคอที่มีอัญมณีเปล่งแสงสีแดงนั่นโดดเด่นขึ้น

แต่ว่า..ฉันรับของขวัญนี้ได้เหรอ?

เอลิเซียขมวดคิ้วและตกอยู่ในการครุ่นคิด

ฉันรู้ว่าฉันเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่นี่ฉันได้รับของขวัญมากเกินไปไหมนะ?

****

ร่างของเอลิเซียอยู่ใต้ฝ่ามือของสาวใช้เกรย์ทั้งวัน เธอกำลังได้รับการนวดตัว

“เอ๊ะ วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับคุณเกรย์ที่มักจะยุ่งอยู่ตลอดเวลากันนะ?”

“โถ่ เลดี้ของดิฉันนี่ช่างเป็นเด็กน้อยจริงๆ เลย ก็วันนี้เป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรก ของคุณและคนรักใหม่นี่คะ แน่นอนว่าคุณต้องการการจัดแจงอะไรหลายอย่างเชียวแหละ!”

เกรย์ขยิบตาและพาเอลิเซียไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง

คนรักใหม่งั้นเหรอ? นี่ข้ารับใช้ทุกคนคิดแบบนี้ไปแล้วสินะ?

ตอนพบกับแคสเซียนวันนี้ เธออยากจะถามเหมือนกันว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่

วันนี้เธอแต่งหน้าอ่อน ๆ และทาลิปสติกสีแดง

ผมถูกม้วนเป็นลอนเกลียวเล็ก ลอนผมที่ไรหน้าผากและปอยผมเล็ก ๆ ที่ตกอยู่ข้างหูให้ความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม

“อ๊ะ เลดี้ ดิฉันเพิ่งคิดได้ว่า ดิฉันยังไม่ได้เช็คเลยว่าเดรสถูกไซส์ไหม”

เกรย์กล่าวคำขอโทษซ้ำ ๆ

เอลิเซียมองไปที่เดรสแล้วยักไหล่

“ครั้งล่าสุดที่ฉันได้มา ก็ไซส์ถูกนี่ ใช่ไหม?”

“ใช่ ไซส์ถูกแล้วค่ะ! รีบ ๆ ลองเลยค่ะ”

ตามคาด มันพอดีราวกับเป็นชุดที่สั่งตัดขึ้นมาโดยเฉพาะ

ไม่นานมานี้ เธอค้นพบความจริงว่า ช่างตัดเสื้อไม่ได้เป็นคนบอกสัดส่วนของเธอ

หากเป็นเช่นนั้น นั่นหมายความว่า เขาจำสัดส่วนของเธอได้ในชั่วข้ามคืน

พอคิดว่า อาจเป็นเพราะเขาสัมผัสเธอแบบนั้น ใบหน้าของเธอก็เริ่มแดงขึ้น

หลังจากเธอสวมเครื่องประดับเสร็จเรียบร้อย เสียงเคาะประตูของพ่อบ้านก็ดังขึ้น

“เลดี้ ดยุคแห่งเอสเตบันมาถึงแล้วครับ”

*****

.

จบบทที่ Chapter 5

คัดลอกลิงก์แล้ว