- หน้าแรก
- จอมราชันย์อสูรมังกร
- บทที่ 44: ผู้มีความสามารถ
บทที่ 44: ผู้มีความสามารถ
บทที่ 44: ผู้มีความสามารถ
……
หลังจากป้อนโจ๊กพุทราแดงไปได้ครึ่งชามเล็ก จู้หมิงหล่างพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา เขาคิดว่าควรจะบอกเรื่องนี้กับหลีอวิ๋นจือไว้สักหน่อย
“ข้าเจอคนที่น่าจะเป็นน้องสาวของเจ้าที่สถาบัน” จู้หมิงหล่างเอ่ยขึ้น
“ผู้ใดกัน” หลีอวิ๋นจือถาม
“เจ้ามีน้องสาวหลายคนหรือ” จู้หมิงหล่างกลับเป็นฝ่ายงุนงงเสียเอง
“นางพูดอะไรกับเจ้าบ้าง” หลีอวิ๋นจือถามต่อ
“ครั้งแรกเจอที่หัวสะพาน นางกำลังซื้อท้ออยู่ข้างๆ ข้า ข้านึกว่าเป็นเจ้าจึงเข้าไปทักทาย แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก ต่อมาก็เจอที่หอหนังสือ นางปลอมเป็นเจ้า ข้าถูกหลอก” จู้หมิงหล่างเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้นางฟัง
“ข้าไม่เคยไปที่สถาบัน คนที่เจ้าเจอที่นั่นย่อมไม่ใช่ข้า” หลีอวิ๋นจือเตือน
“เจอครบแล้วสินะ” ดูเหมือนหลีอวิ๋นจือจะเข้าใจบางสิ่ง นางพยักหน้า ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น “พวกนางไม่น่าจะมีส่วนร่วมด้วยกระมัง…”
มีส่วนร่วม?
จู้หมิงหล่างยังไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของหลีอวิ๋นจือในทันที
“เจ้าสงสัยว่าน้องสาวของเจ้าและตระกูลหนานคือคนที่ใส่ร้ายเจ้าด้วยหรือ” จู้หมิงหล่างถามอย่างประหลาดใจ
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ ดูเหมือนหลีอวิ๋นจือเองก็สับสนเล็กน้อย หว่างคิ้วของนางฉายแววเศร้าหมองขึ้นหลายส่วน
ความสัมพันธ์ไม่สู้ดีนักหรือ
โดยทั่วไปแล้วพี่น้องฝาแฝดหญิงมักจะร่วมรุ่งเรือง ร่วมตกต่ำ เป็นเพราะทั้งสองเติบโตมาในสองตระกูลที่แตกต่างกัน หรือเป็นเพราะในอดีตเคยเกิดเรื่องบาดหมางใจขึ้นระหว่างพวกนางกันแน่
ตอนนี้จู้หมิงหล่างไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ของตระกูลหลีอวิ๋นจือมากนัก ย่อมไม่สามารถช่วยนางวิเคราะห์ได้ แต่สตรีเจ้าเล่ห์ที่เรียกหลีอวิ๋นจือว่า ‘พี่สาว’ ในคุกใต้ดินเมื่อครั้งนั้น...
ดูเหมือนนางจะถูกหลัวเซี่ยวสังหารไปแล้ว เช่นนั้นตัวตนที่แท้จริงของนางคืออะไรกันแน่ ดูออกว่าเมื่อก่อนนางเป็นคนที่ค่อนข้างสนิทสนมกับหลีอวิ๋นจือ และคนผู้นั้นน่าจะเป็นเพียงผู้ลงมือ แล้วใครคือผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังกันเล่า
“ระวังคนที่เจ้าเจอที่หัวสะพานให้ดี นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” หลีอวิ๋นจือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงกำชับจู้หมิงหล่างอีกครั้ง
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?
ในขณะนี้ จู้หมิงหล่างนึกถึงคำพูดที่หนานหลิงซาเคยกล่าวไว้
เช่นนั้นการพบกันที่หัวสะพาน ก็คือการหยั่งเชิงครั้งแรกของนาง
จากนั้นก็มาพบกันอีกครั้งที่หอหนังสือ...
เมื่อลองคิดดูให้ดี เดิมทีหลีอวิ๋นจือมีผู้ใต้บังคับบัญชามากมาย ทั้งยังมีกองกำลังทหารของตนเอง และยังมีพลังเทวะที่ไม่ธรรมดาอีก จะกลายเป็นนักโทษของสตรีธรรมดาๆ คนหนึ่งได้อย่างไร เรื่องราวย่อมซับซ้อนกว่าที่เขาเห็นมากนัก
“ศัตรูของข้ามีมากมาย” หลีอวิ๋นจือเอ่ย
ศัตรูมากมาย... หมายความว่าตอนที่นางถูกโค่นล้มและใส่ร้ายในดินแดนรกร้างอู๋ มีคนจำนวนมากเข้ามาพัวพันด้วยอย่างนั้นหรือ ทั้งญาติสนิทมิตรสหาย ศัตรูคู่แค้น หรือแม้แต่ศัตรูที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
หลีอวิ๋นจือให้เขาระวังหนานหลิงซา เป็นเพราะกังวลว่าเขาจะแยกแยะพวกนางไม่ออกแล้วถูกหลอกถามข้อมูลอีกครั้ง หรือเป็นเพราะนางคิดว่าหนานหลิงซายังคงเป็นผู้ต้องสงสัยกันแน่ ไม่รู้เหตุใด จู้หมิงหล่างกลับรู้สึกว่าหลีอวิ๋นจือค่อนข้างเกรงกลัวหนานหลิงซาอยู่บ้าง
“ข้าจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง” จู้หมิงหล่างเอ่ยถาม
“ดูแลตัวเองให้ดี” หลีอวิ๋นจือกล่าว
สถานการณ์ของหลีอวิ๋นจือในตระกูลน่าจะดีขึ้นแล้ว แต่กลับเป็นเขาเองที่อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนของนาง
เห็นได้ชัดว่าหลัวเซี่ยวรู้แล้วว่าชายที่อยู่ในคุกใต้ดินกับหลีอวิ๋นจือคือใคร สำหรับเขาแล้ว นี่คือภัยใหญ่หลวง และคนเหล่านั้นที่ไม่ต้องการให้หลีอวิ๋นจือกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง ย่อมฉวยโอกาสนี้สร้างปัญหาไม่หยุดหย่อนเป็นแน่!
“ศัตรูของข้าบางส่วนยังคงอยู่ในเงามืด พวกเขาน่าจะใช้เจ้าเป็นเครื่องมือ ต่อจากนี้ไปเจ้าต้องระวังตัวให้มากขึ้น” หลีอวิ๋นจือกล่าวกับจู้หมิงหล่างอย่างจริงจัง
จู้หมิงหล่างพยักหน้า
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าจะรับมือได้เอง ส่วนเจ้า ต่อไปเรื่องทำร้ายตัวเองเช่นนี้ทำให้น้อยลงหน่อยก็ดี หากสลบไปแล้วข้างกายไม่มีคนซื่อสัตย์ภักดีอย่างข้าคอยดูแล จะอันตรายมาก” จู้หมิงหล่างไม่ลืมที่จะกำชับหลีอวิ๋นจือ
หลีอวิ๋นจือเคี้ยวเนื้อพุทราแดงในโจ๊กอย่างเชื่องช้า นัยน์ตางดงามของนางมองไปทางอื่น บางทีอาจเป็นเพราะรู้สึกว่าคำพูดของจู้หมิงหล่างนั้นแฝงไปด้วยความโอ้อวดอยู่บ้าง
จู้หมิงหล่างเกาศีรษะอย่างเก้อเขิน
สำหรับหลีอวิ๋นจือแล้ว วิธีรักษาบาดแผลของนางคือการทำร้ายตนเอง
ดูท่าแล้ว เขาคงจะเพ้อฝันไปหน่อย
จู้หมิงหล่างเกาศีรษะ ไม่รู้ว่าหลีอวิ๋นจือกำลังโกรธเรื่องที่เขาจำคนผิด หรือเป็นเพราะนางไม่มีวันมาหาเขาด้วยตนเองกันแน่
ตอนที่กล่าวลา จู่ๆ จู้หมิงหล่างก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาหลายส่วน
“เช่นนั้นข้าก็จะกลับสถาบันแล้ว” จู้หมิงหล่างกล่าว
“????” จู้หมิงหล่างยังคิดจะถามต่อ แต่หลีอวิ๋นจือได้เหยียบขึ้นไปบนกระบี่บินที่ถักทอจากเส้นไหมเงินมากมาย ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังอันงดงามให้เขามองตาม...
จู้หมิงหล่างมองนางจากไป ไม่นานก็จมดิ่งสู่ภวังค์ความคิด
อันที่จริง ตอนแรกจู้หมิงหล่างยังเคยสงสัยว่าหลีอวิ๋นจืออาจมีสองบุคลิก สตรีที่เขาพบบริเวณหัวสะพานและหอหนังสือนั้นช่างเหมือนนางราวกับคนคนเดียวกัน อีกทั้งเขามาที่นครรัฐบรรพมังกรได้พักหนึ่งแล้ว ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าหลีอวิ๋นจือและหนานหลิงซาเป็นพี่น้องฝาแฝด
และในโรงตีเหล็กกับย่านตลาดใกล้เคียง คนที่รู้จักหนานหลิงซาก็มีไม่มากนัก ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาของนางเลย มีเพียงครั้งเดียวที่จู้หมิงหล่างลองหยั่งเชิงหนานเย่ อีกฝ่ายจึงทำท่าทีเหมือนเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี
หนานเย่ย่อมเป็นศิษย์ในตระกูลหนาน และน่าจะมีตำแหน่งไม่ต่ำ ราวกับว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างหลีอวิ๋นจือและหนานหลิงซา
ภายหลังจู้หมิงหล่างได้ไปสืบมาเล็กน้อย คนทางฝั่งสถาบันฝึกมังกรต่างก็รู้จักหนานหลิงซา แต่คนที่เคยพบนางจริงๆ กลับมีไม่มากนัก เพียงแต่มีหลายคนล่ำลือกันว่านางมีความงามล่มเมือง
ทว่าความสงบสุขนี้ช่างสั้นนัก
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากในลานบ้าน
คือเจิ้งอวี๋ อันที่จริงเมื่อครู่เขามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าคนทั้งสองต้องการพื้นที่ส่วนตัว จึงตั้งใจออกไปเดินตรวจตราบนถนนเพื่อปลอบขวัญชาวเมืองหรงกู่เสียรอบหนึ่ง
“สหายจู้”
เจิ้งอวี๋ยังคงรักษามารยาทของบัณฑิต และทุกครั้งก็ทำอย่างพิถีพิถันไม่มีขาดตกบกพร่อง
“สหายเจิ้ง มีเรื่องอันใดหรือ” จู้หมิงหล่างคารวะตอบอย่างเป็นกันเอง อย่างไรเสียเขาก็ไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นบัณฑิตอยู่แล้ว
“จอมทัพหญิง”
เจิ้งอวี๋เองก็รู้ว่าหลีอวิ๋นจือต้องการพักผ่อนให้มาก จึงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องหยุมหยิมอื่นๆ เรื่องหยุมหยิมเหล่านั้นย่อมเป็นหน้าที่ของขุนนางอย่างพวกเขาที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย
“ครั้งนี้เสบียงที่จอมทัพหญิงนำมานั้นมีอย่างเหลือเฟือ แม้จะยังแจกจ่ายไม่หมด แต่ข้าคาดการณ์ว่ายังเพียงพอให้แปดพันครัวเรือนใช้ชีวิตได้หนึ่งฤดู ผู้นำจางทั่วเองก็เป็นคนมีความคิด เขาปรึกษากับข้าว่าอาหารและเสื้อผ้าที่เหลือไม่ควรแจกจ่ายให้ชาวดินแดนรกร้างอู๋โดยตรง การมอบเบ็ดตกปลาให้ย่อมดีกว่าการให้ปลา อาศัยจังหวะที่พวกเขายังมีการจัดระเบียบและยังรู้สึกถึงวิกฤต สามารถจ้างคนส่วนหนึ่งมาขุดเหมืองแร่เหล็กบนภูเขาทางเหนือของเมืองป้อมปราการตงซวี่ให้พวกเรา แล้วค่อยจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน” เจิ้งอวี๋กล่าว
เจิ้งอวี๋รู้สึกว่า ในเมื่อจอมทัพหญิงมองพวกเขาเป็นประชากรของตน ประชากรก็ไม่ควรรับเพียงความช่วยเหลือ แต่ควรจะทำงานด้วย
เสบียงอาหารย่อมมีวันหมดไป
หากปีหน้าผลผลิตไม่ดีอีกเล่า
หากฤดูร้อนปีหน้าเกิดภัยแล้ง ฤดูหนาวเล่าจะหนาวเย็นยิ่งกว่าเดิมหรือไม่
แร่เหล็กเป็นที่ต้องการของทุกนครรัฐใหญ่ๆ การนำแร่เหล็กเหล่านี้ไปขายแล้วแลกเป็นอาหารและเสื้อผ้า ก็เท่ากับว่าดินแดนรกร้างอู๋จะมีความมั่นคงเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
เชื่อว่าชาวดินแดนรกร้างอู๋ทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ย่อมเข้าใจดีว่า การที่สามารถทำงาน มีผลผลิต และได้รับค่าตอบแทนนั้นเป็นเรื่องล้ำค่าเพียงใด
“อืม เป็นข้อเสนอที่ดีมาก แต่ไม่จำเป็นต้องไปขุดเหมืองแร่เหล็กราคาถูกเหล่านั้น ในมือข้ามีแผนที่สายแร่ของดินแดนรกร้างอู๋อยู่ฉบับหนึ่ง ข้าจะให้คนส่งไปให้เจ้า เจ้ากับจางทั่วจงไปดำเนินการเรื่องนี้ต่อ” หลีอวิ๋นจือพยักหน้าแล้วกล่าว
“ก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาว่าดินแดนรกร้างอู๋มีแร่หายาก ที่แท้จอมทัพหญิงก็ได้คิดหนทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ดินแดนรกร้างอู๋ไว้แล้ว!” เจิ้งอวี๋คารวะอีกครั้งเพื่อแสดงความเคารพและชื่นชม
“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว!” เจิ้งอวี๋พยักหน้า เขากำลังจะเสนอเรื่องนี้กับหลีอวิ๋นจือพอดี ไม่คาดว่านางจะคิดเรื่องนี้ไว้แล้วเช่นกัน
เรื่องที่เจิ้งอวี๋กักเก็บน้ำเพื่อสกัดกั้นศัตรูนั้น จู้หมิงหล่างได้เล่าให้หลีอวิ๋นจือฟังระหว่างทางแล้ว และคำพูดของหลีอวิ๋นจือเมื่อครู่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะมอบหมายตำแหน่งสำคัญให้เจิ้งอวี๋
“เจิ้งอวี๋เป็นผู้มีความสามารถ” จู้หมิงหล่างกล่าวกับหลีอวิ๋นจือ
ทั้งเข้าใจกลยุทธ์การทหาร ทั้งรู้วิธีปกครองเมือง ทั้งยังมองการณ์ไกลแต่ก็ไม่ละเลยเรื่องเล็กน้อย หลีอวิ๋นจืออาจจะหยุดยั้งการจลาจลได้ แต่การที่ราษฎรจะอยู่อย่างสงบสุขและประกอบอาชีพได้อย่างแท้จริงนั้น ยังคงต้องพึ่งพาคนอย่างเจิ้งอวี๋
“อืม เขาปกป้องนครหรงกู่ไว้ได้ ขัดขวางโศกนาฏกรรมที่ราษฎรฆ่าฟันกันเอง ทำให้ทุกอย่างยังมีหนทางแก้ไข หากเรื่องที่ข้ามอบหมายให้เขาทำได้ดี เก้าเมืองแห่งดินแดนรกร้างอู๋ก็ให้เขาเป็นผู้ดูแลเถิด” หลีอวิ๋นจือพยักหน้า
หลังจากผ่านการจลาจลครั้งนี้ ดินแดนรกร้างอู๋ก็ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย จำเป็นต้องจัดระเบียบใหม่ และที่สำคัญกว่านั้นคือต้องฟื้นฟู
“อีกไม่นานกองพันวิหคบินจะถอนกำลังออกจากที่นี่ ให้จางทั่วคัดเลือกคนที่นิสัยดีบางส่วนไว้ในกองทัพ ดินแดนรกร้างอู๋จำเป็นต้องมีกองทัพของตนเอง เงินเดือนของคนเหล่านี้ ภายในครึ่งปีข้าจะเป็นคนจ่ายให้ หลังจากครึ่งปีให้ใช้รายได้จากสายแร่มาเป็นค่าใช้จ่าย เก้าเมืองแห่งดินแดนรกร้างอู๋ให้ยกเว้นภาษีแรงงานของปีหน้าไปก่อน” หลีอวิ๋นจือกล่าวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
โชคดีที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี เจิ้งอวี๋รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ผลลัพธ์ในตอนนี้ ถือเป็นโชคดีในโชคร้ายแล้ว!
ตราบใดที่ไม่ใช่ภาพศพเกลื่อนกลาด ผู้คนล้มตายอย่างน่าเวทนา ตราบใดที่ทหาร ขุนนาง และราษฎรต่างร่วมมือร่วมใจกัน ในที่สุดพวกเขาก็จะไม่ถูกภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้ทำลายจนสูญสิ้นความเป็นมนุษย์!
นอกจากนี้ การที่ราษฎรฆ่าฟันกันเองเป็นเรื่องที่โชคร้ายอย่างยิ่ง หลีอวิ๋นจือเป็นหนึ่งในผู้ปกครองของนครรัฐบรรพมังกร หากชาวเมืองหรงกู่ถูกสังหารหมู่ แล้วนางกลับปล่อยฆาตกรไป ก็ยากที่จะอธิบายให้ชาวนครรัฐบรรพมังกรเข้าใจได้
จู้หมิงหล่างก็รู้สึกยินดีเช่นกัน อย่างน้อยก็ยังสามารถดื่มด่ำกับความอบอุ่นและลิ้มรสความสงบสุขนี้ในลานบ้านที่เต็มไปด้วยดอกเหมยร่วงหล่นได้ หากผลลัพธ์ออกมาเป็นอีกแบบหนึ่ง คงจะทำให้ผู้คนชาชินจนสิ้นหวังไปแล้ว