- หน้าแรก
- จอมราชันย์อสูรมังกร
- บทที่ 25: งานฝีมือแขนงหนึ่ง
บทที่ 25: งานฝีมือแขนงหนึ่ง
บทที่ 25: งานฝีมือแขนงหนึ่ง
เหล่าบุรุษมักชอบสนทนากันเรื่องสงคราม
เมื่อเอ่ยถึงสงคราม ก็ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จลาจลในดินแดนรกร้างอู๋เมื่อไม่นานมานี้
เมื่อเอ่ยถึงดินแดนรกร้างอู๋ ก็ต้องมีนครหย่ง เมื่อมีนครหย่ง ก็ย่อมต้องมีจอมทัพหญิงหลีอวิ๋นจือ แล้วเรื่องราวก็จะยิ่งบานปลายไปกันใหญ่
ในอดีตนางเคยเจิดจรัสเกินใคร เป็นศูนย์รวมแห่งสติปัญญา ความกล้าหาญ และความงดงาม ส่องสว่างไปทั่วดินแดนของนครรัฐบรรพมังกร ทว่าระหว่างการปราบปรามดินแดนรกร้างอู๋ กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
“ชื่อเสียงที่มัวหมองย่อมยากที่จะสร้างบารมี เมื่อไร้บารมีก็ไม่อาจบัญชาการกองทัพได้ เทพีนักรบแห่งนครรัฐบรรพมังกรต้องถูกคนชั้นต่ำผู้หนึ่งฉุดลงจากแท่นบูชาเทพ เฮ้อ” ชายหนุ่มหน้าตาหมดจดผู้หนึ่งที่ถือม้วนตำราอยู่ในมือถอนหายใจเบาๆ พลางส่ายหน้าให้กับกลุ่มนักศึกษาที่กำลังพูดจาหยาบคาย
หนานหลิงซาเห็นว่าผู้คนในหอหนังสือเริ่มหนาตาขึ้น จึงส่งสายตาคมปลาบไปให้จู้หมิงหล่าง ราวกับจะบอกว่า “วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน”
เมื่อนางปิดบังใบหน้า ผู้คนก็เพียงคิดว่านางเป็นหญิงงามคนหนึ่ง
คงมีคนไม่มากนักที่เคยเห็นหลีอวิ๋นจือในระยะใกล้ มิฉะนั้นผ้าคลุมบางๆ นั่นคงยากที่จะต้านทานสายตาของผู้คนรอบข้างได้ ในฐานะที่หนานหลิงซามีรูปโฉมราวกับถอดแบบกันมา เกรงว่าคงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเช่นกัน
จู้หมิงหล่างมองตามหนานหลิงซาที่เดินจากไป แล้วเริ่มครุ่นคิด
ดูเหมือนว่านางจะอยู่ที่สถาบันฝึกมังกรด้วยเช่นกัน ต่อไปข้าจะอยู่ร่วมกับน้องภรรยาผู้นี้อย่างสันติสุขได้อย่างไรกัน
พูดตามตรง การสนทนาในระยะใกล้ชิดเช่นนั้น ทำให้หัวใจของจู้หมิงหล่างเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย พวกนางช่างเหมือนกันเหลือเกิน แม้กระทั่งตอนนี้จู้หมิงหล่างยังสงสัยว่าจะเป็นตัวหลีอวิ๋นจือเองที่ยืมชื่อน้องสาวมาเพื่อทดสอบตนเอง
แต่ท่านจอมทัพหญิงไม่น่าจะทำเรื่องไร้เดียงสาเช่นนี้กระมัง
เฮ้อ เมื่อได้เห็นน้องสาวฝาแฝดของนาง ก็เท่ากับได้เห็นหลีอวิ๋นจือผู้งดงามดุจเทพธิดากลับมายืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ทำให้หวนนึกถึงนางขึ้นมาไม่น้อย
‘แท้จริงแล้วหลีอวิ๋นจือเป็นคนเช่นไรกันแน่ นางไม่ฆ่าข้าเพื่อระบายความแค้น เป็นจริงดังที่หนานหลิงซาพูดเช่นนั้นหรือ’
จู้หมิงหล่างไม่อาจหยั่งถึงความคิดของหลีอวิ๋นจือได้ นางซุกซ่อนทุกสิ่งไว้ลึกเกินไป
แต่ไม่ว่าอย่างไร หากโชคชะตาจะเล่นตลกกับพวกเขาทั้งสองคน ก็ไม่ควรให้นางต้องแบกรับไว้เพียงผู้เดียว ต่อให้นางจะมีบารมีสะท้านสี่ทิศเพียงใด ก็ย่อมมีด้านที่อ่อนแอเช่นกัน
ต้องรีบเป็นผู้ฝึกมังกรที่แข็งแกร่งให้ได้โดยเร็วที่สุด ส่วนจอมทัพหญิงหลีอวิ๋นจือจะต้องการให้ตนรับผิดชอบหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่หากมีวาสนาต่อกัน ตนจะมัวแต่หลบอยู่ข้างหลังนางตลอดไปไม่ได้
ต้องมีความสามารถพอที่จะแบกรับความรับผิดชอบนี้ให้ได้!
…
ลำพังตัวผู้ฝึกมังกรนั้นไม่ได้มีความสามารถมากมายนัก ผู้ฝึกมังกรที่ไม่มีมังกรอยู่ข้างกาย แท้จริงแล้วก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าทหารธรรมดาเท่าใดนัก
มังกร คือหัวใจสำคัญของผู้ฝึกมังกรเสมอ
ไป๋ฉีเติบโตอย่างรวดเร็ว คาดว่าเมื่อถึงปลายฤดูใบไม้ร่วง มันจะก้าวเข้าสู่ช่วงวัยเจริญเติบโต กลายเป็นมังกรแท้จริง และมีพลังอย่างน้อยในระดับบุตรมังกร
แต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอ
มังกรเพลิงปิดทองของหลัวเซี่ยวผู้นั้นก็อยู่ในระดับขุนพลมังกรแล้ว แต่ต่อหน้าประมุขตระกูลหลี มันกลับมีท่าทีหวาดกลัวอย่างยิ่ง
ในนครรัฐบรรพมังกรแห่งนี้จะมีผู้ที่อยู่ในระดับราชันย์มังกรหรือไม่นั้นยังยากจะกล่าว แต่ระดับจ้าวมังกรนั้นต้องมีอยู่บ้างอย่างแน่นอน
“ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ไว้ก่อน ก้าวเข้าสู่ระดับจ้าวมังกรให้ได้!” จู้หมิงหล่างพูดกับตัวเองขณะเดินออกจากหอหนังสือ
ขณะนี้ผู้คนที่เข้าออกหอหนังสือมีจำนวนไม่น้อยแล้ว พวกเขาทอดสายตาแปลกๆ มาทางเขา
“อีกคนที่หลงใหลการเลี้ยงมังกรจนเข้าขั้นงมงาย”
“การเลือกมังกรก็เหมือนการเสี่ยงโชคกับหิน ผู้ที่สิ้นเนื้อประดาตัวไปกับมันมีให้เห็นอยู่ดาษดื่น หวังว่าเพื่อนนักศึกษาคนนี้คงไม่ไปครุ่นคิดถึงชีวิตอยู่บนชายคาตึกสูงนั่นหรอกนะ...”
หากจะคิดการใหญ่ จะยากจนเช่นนี้ต่อไปไม่ได้
อันที่จริง นอกจากปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแล้ว จู้หมิงหล่างยังมีงานฝีมือที่สืบทอดกันมาในตระกูลอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการตีเกราะ!
เกราะ สำหรับคนธรรมดาคือเสื้อเกราะ สำหรับผู้มีอำนาจคือยุทโธปกรณ์ที่สิ้นเปลืองอย่างมหาศาลในสงคราม และสำหรับมังกรแล้ว มันคือเครื่องป้องกันอันทรงพลังยามต่อสู้
สิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอย่างวิญญาณจระเข้น้อย หากสามารถสวมชุดเกราะมังกรที่หนักอึ้งให้มันได้ พลังทำลายล้างจากการพุ่งขวิดด้วยเขาของมันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน และย่อมสามารถทะลวงท้องของปลาดุกดุร้าย สังหารมันได้ด้วยตัวมันเองอย่างง่ายดาย
ชุดเกราะมังกรนั้นมีราคาแพงลิบลิ่ว ผู้ฝึกมังกรส่วนใหญ่เพียงแค่ค่าเลี้ยงดูมังกรก็ใช้เงินไปมหาศาลแล้ว ผู้ที่สามารถหาชุดเกราะมาให้มังกรสวมใส่ได้นั้นยิ่งมีน้อย
แต่ในเมื่อตั้งใจจะเป็นผู้ฝึกมังกรที่ยอดเยี่ยม ชุดเกราะมังกรย่อมขาดไม่ได้
สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง แต่ยังสามารถปกป้องชีวิตของมังกรสัตว์เลี้ยงในยามคับขันได้อีกด้วย
วิชาตีเกราะก็เป็นงานฝีมืออีกแขนงหนึ่งที่สืบทอดกันมาในตระกูลของจู้หมิงหล่าง เคล็ดลับเหล่านั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของเขาไม่เคยลืมเลือน ในฐานะบุรุษแห่งตระกูลจู้ หากในอนาคตยังต้องเสียเงินก้อนโตเพื่อซื้อชุดเกราะให้มังกรสัตว์เลี้ยงของตนเอง คงจะละอายใจต่อบรรพบุรุษเป็นอย่างยิ่ง!
ต้องตีขึ้นมาเอง
และยังสามารถใช้สิ่งนี้แลกเป็นเงินเป็นทองได้อีกด้วย
ในสถาบันฝึกมังกรไม่มีโรงตีเหล็ก ดูเหมือนว่าในเมืองเขื่อนหงส์ก็ไม่มีโรงตีเหล็กดีๆ เช่นกัน คงต้องเข้าไปในกำแพงเมืองที่เจริญรุ่งเรืองของนครรัฐบรรพมังกร
เดินทางแต่เช้าตรู่ กลับมาตอนค่ำมืด เริ่มจากตีชุดเกราะที่เหล่าขุนนางสวมใส่ก่อน ในอนาคตเมื่อวัตถุดิบพร้อม วิชาตีเกราะชำนาญขึ้นแล้ว ค่อยสร้างชุดเกราะหนักมังกรจระเข้ให้เจ้าเขี้ยวดำสักชุด!
…
ตามแผนที่วางไว้ เขาเดินทางไปยังนครรัฐบรรพมังกรแต่เช้าตรู่ และคลานกลับมายังหอพักด้วยความเหนื่อยล้าในยามค่ำคืน
วันแรกของการฝึกตีเหล็ก จู้หมิงหล่างรู้สึกราวกับว่ามือ เท้า และเอวของเขาจะหักเป็นเสี่ยงๆ หลังจากใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาหลายปี พละกำลังก็ลดลงไปมาก การกลับมาจับงานฝีมือของตระกูลอีกครั้งเกือบจะพรากชีวิตน้อยๆ ของเขาไป
จู้หมิงหล่างต้องยอมรับว่า มีชั่วขณะหนึ่งที่เขาคิดถึงข้อเสนอของเด็กสาวขายท้อฟางเนี่ยนเนี่ยน...
นางแอบกระซิบบอกรหัสลับบนเรือสำราญกับเขาว่ากระไรนะ: อาฝู่ ข้าไม่อยากดิ้นรนแล้ว
วันที่สอง จู้หมิงหล่างต้องเลือกระหว่างเรือสำราญหรูหราที่ริมแม่น้ำกับโรงตีเหล็ก สุดท้ายเขาก็ยังคงลากสังขารที่ปวดเมื่อยไปเป็นลูกมือฝึกตีเกราะ
แม้ว่าจู้หมิงหล่างจะเกิดในตระกูลช่างตีเกราะ แต่เขาก็ไม่ได้มีความสนใจในด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก ราวกับว่าคนในครอบครัวคาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาเป็นตัวป่วน จึงได้ยัดเยียดวิชาตีเกราะทั้งหมดเข้ามาในหัวของเขา มาตอนนี้เมื่อนึกย้อนกลับไป ก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่มีสายตาแหลมคมเหล่านั้นจริงๆ
แต่วิชาตีเกราะก็เหมือนกับงานฝีมืออื่นๆ นอกจากจะต้องมีทักษะและเคล็ดวิชาชั้นสูงแล้ว ยังต้องอาศัยทั้งความชำนาญและพละกำลังมหาศาล
จู้หมิงหล่างต้องเริ่มจากการเป็นลูกมือก่อน ค่อยๆ รื้อฟื้นสัญชาตญาณช่างฝีมือกลับมา
และต้องรีบเรียนรู้ที่จะตีชุดเกราะหนักของมังกรให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด เขาไม่มีเวลามากพอที่จะค่อยๆ ฝึกฝน ต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วงกว่าตอนที่เริ่มเรียนวิชาตีเกราะในอดีต
วันที่สาม สู้ต่อไป!
คมกระบี่ได้มาจากการลับฝน กลิ่นหอมของดอกเหมยมาจากความหนาวเหน็บ ต้องยึดมั่นในเกียรติภูมิของตนเอง!
หากไม่ฝึกฝนงานฝีมือแขนงนี้ให้กลับคืนมา ด้วยสถานการณ์ของตนเองในตอนนี้ ก็คงทำได้เพียงขายรูปโฉมอันหล่อเหลาของตนเองเท่านั้น!
…
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเป็นลูกมือตีเกราะได้ครึ่งเดือน จู้หมิงหล่างก็เริ่มจับจังหวะเดิมๆ กลับมาได้บ้างแล้ว
ตอนนี้เขาสามารถตีชุดเกราะที่ทหารสวมใส่ได้สำเร็จหนึ่งชุดแล้ว นั่นหมายความว่าจู้หมิงหล่างสามารถใช้ฝีมือนี้หาเงินได้บ้างแล้ว
แน่นอนว่ากำไรจากชุดเกราะทหารนั้นต่ำเกินไป
ต้องทำเกราะชั้นดี ขายให้กับเหล่าขุนพลและขุนนาง ถึงจะพอมีรายได้มาจุนเจือค่าใช้จ่ายในปัจจุบันได้
ส่วนการสร้างชุดเกราะมังกรได้นั้น ก็คือการเริ่มต้นเดินบนเส้นทางสู่ความร่ำรวย!!
…
ปลายฤดูใบไม้ร่วงใกล้เข้ามาแล้ว สองสามวันนี้จู้หมิงหล่างไม่ได้ไปที่โรงตีเหล็กในนครรัฐ
ไม่ใช่ว่าเขาจงใจเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะเขารับปากอาจารย์ต้วนหลานไว้ว่าจะไปพลิกเมฆาเรียกฝนกับนาง... เอ่อ สร้างเมฆาโปรยฝน!
นี่คือชั้นเรียนทัศนศึกษา ดูเหมือนว่าจะต้องเดินทางไปยังเมืองทางทิศตะวันออก เป็นการเดินทางไกล ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า
ครั้งนี้ผู้เข้าร่วมไม่ใช่เหล่านักศึกษาที่ยังคงวนเวียนอยู่ใต้ประตูมังกร แต่เป็นนักเรียนผู้ฝึกมังกรที่แท้จริง เหล่าผู้ที่ครอบครองมังกรแท้จริงแล้ว