- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนเถื่อน: จากลอร์ดแดนเหนือสู่บัลลังก์จักรพรรดิ
- บทที่ 22 ธนูเจาะเกราะ
บทที่ 22 ธนูเจาะเกราะ
บทที่ 22 ธนูเจาะเกราะ
ไรอันได้นำกลุ่มนายพรานออกเดินทางเข้าไปยังป่าเขารอบๆ เพื่อวางกับดักรับมือกับเหล่าสัตว์ป่าที่คุกคามพืชผล
ส่วนดูแรนต์ก็พาองครักษ์คนหนึ่งมุ่งหน้าไปยังเมืองชายแดน เพื่อค้นหาตำราที่เกี่ยวข้องกับไวเวิร์นสองขา
โรดส์ยังคงปักหลักอยู่ในเมืองเพื่อดูแลงานเกษตร
ปุ๋ยหมักบางส่วนได้ถูกขนส่งไปยังพื้นที่เพาะปลูกที่ไถพรวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
การโรยปุ๋ยนั้นเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ ไม่สามารถโปรยปรายไปทั่วอย่างสะเปะสะปะตามอำเภอใจได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่ปริมาณปุ๋ยอาจไม่เพียงพอ โรดส์ยิ่งต้องควบคุมปริมาณการใช้ให้ดี
ตามแผนเดิมคือหนึ่งหมู่ต่อปุ๋ยหนึ่งตัน แต่ในการปฏิบัติจริงตอนนี้ โรดส์ตัดสินใจให้เริ่มโรยเพียงครึ่งตันก่อน
หากในภายหลังยังมีปุ๋ยเหลือ ก็ค่อยนำมาเพิ่มเติมได้
หลังจากที่เหล่าชาวนาขนปุ๋ยมากองไว้ตามที่ต่างๆ ในแปลงนาแล้ว โรดส์จึงลงมือสาธิตด้วยตนเอง
"ตักปุ๋ยขึ้นมาครึ่งพลั่ว แล้วสาดออกไปตามร่องดินอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องใช้แรงมากนัก ปุ๋ยก็จะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในร่องดิน"
"หากมีส่วนไหนที่ควบคุมปริมาณการใช้ได้ไม่ดี ก็แค่ใช้มือเกลี่ยปรับให้เท่ากันก็พอ"
"ใช้พลั่ว ไม่ใช่ใช้มือจก"
โรดส์กลัวว่าตนเองจะอธิบายไม่ชัดเจนพอ จึงเน้นย้ำประโยคนี้อยู่หลายครั้ง
กลิ่นของปุ๋มหมักที่ผ่านการหมักมาอย่างดีนั้นลดลงไปมากแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่กลิ่นที่หอมหวานอยู่ดี
หลังจากใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการสอนชาวนาให้รู้จักวิธีโรยปุ๋ย โรดส์ก็มุ่งหน้าไปยังโรงตีเหล็กด้วยตนเอง และสั่งให้ช่างตีเหล็กทั้งสองคนเริ่มสร้างเตาหลอมเพื่อถลุงเหล็ก
——ก่อนที่โรดส์จะกลับมา เขาได้กำชับดูแรนต์เป็นพิเศษว่าห้ามแตะต้องแร่เหล็กโดยเด็ดขาด
หากเป็นเพราะเขาไม่ได้สั่งการด้วยตัวเองจนทำให้การ 'มีส่วนร่วม' ไม่สำเร็จ และการเสริมพลังไม่แสดงผล นั่นคงเป็นการขาดทุนครั้งใหญ่หลวง
ปริมาณงานในการถลุงแร่เหล็กหลายพันจินนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย เหล่าชาวนาก็กำลังยุ่งอยู่กับการพลิกดินจนไม่มีเวลามาช่วยงาน
การถลุงเหล็กและตีเหล็กถือเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ทักษะ คนที่อายุมากหน่อยก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะเรียนรู้การตีเหล็กแล้ว ถึงให้มาช่วยก็ทำได้เพียงงานเล็กๆ น้อยๆ อย่างการผสมดินเท่านั้น
ในอนาคต โรงตีเหล็กของเมืองฟรอสต์ลีฟจะต้องขยายใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นโรดส์จึงให้โอทัวร์ไปรวบรวมเด็กอายุระหว่างสิบสองถึงสิบเจ็ดปีในเมืองมา เพื่อให้ฮามอร์รับเป็นลูกศิษย์
การคัดเลือกลูกศิษย์ช่างตีเหล็กจำเป็นต้องทำก่อนที่กระดูกของเด็กจะหยุดการเจริญเติบโต เพื่อที่ร่างกายของพวกเขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานซ้ำๆ ได้ง่ายกว่า
ผ่านการฝึกฝนเป็นเวลานานในแต่ละวัน จะทำให้เกิดความทรงจำของกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกระดูกในส่วนต่างๆ ที่ใช้งานเป็นประจำ เช่น กระดูกฝ่ามือ ข้อต่อ และกระดูกสันหลังส่วนเอว เป็นต้น
กระบวนการตีเหล็กอาจดูเรียบง่าย แต่เหล่าลูกศิษย์ยังต้องผ่านการทดสอบที่เข้มงวด
การคัดเลือกลูกศิษย์ไม่มีการแบ่งแยกเพศ แต่ฝ่ามือต้องใหญ่พอ อย่างน้อยที่สุดต้องกำค้อนเหล็กได้มั่นคง
แน่นอนว่าพละกำลังก็ต้องมีมากพอที่จะเหวี่ยงค้อนเหล็กได้ ขณะยืนต้องสามารถยกหินบดหนักสี่สิบจินในแนวราบค้างไว้เป็นเวลาสองนาทีได้
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ตาบอดสี เพื่อที่จะสามารถแยกแยะการเปลี่ยนแปลงของสีโลหะในระหว่างการตีเหล็กได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะทำให้ตัดสินใจช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตีเหล็กได้
นอกจากนี้ ในเมืองอื่นๆ ยังมีกฎเกณฑ์หยุมหยิมอีกมากมาย เช่น ต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม, การทดสอบความคอแข็ง (ดื่มเบียร์ข้าวสาลีหนึ่งลิตรแล้วไม่เมา), หรือให้สิทธิ์แก่ญาติของช่างตีเหล็กภายในสามรุ่นก่อน เป็นต้น
ทว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นมีไว้เพื่อผูกขาดทักษะช่างตีเหล็ก ซึ่งในตอนนี้โรดส์ที่ต้องการจะพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็วไม่สนใจเรื่องพวกนั้น
เมื่อได้ยินว่ามีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ช่างตีเหล็กโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ชาวเมืองต่างก็แย่งกันส่งลูกหลานของตนมา
บางคนที่อายุไม่ถึงเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ไปแล้ว ถึงกับนำธัญพืชไปมอบให้โอทัวร์เพื่อหวังว่าเขาจะช่วยพูดจาดีๆ ต่อหน้าท่านลอร์ดให้
แต่โอทัวร์ไม่กล้ารับมันไว้
ในอดีต โอทัวร์คิดว่าท่านลอร์ดจะน่ากลัวก็ต่อเมื่อทรงพระพิโรธเท่านั้น แต่หลังจากที่ได้เห็นการสังหารไวเวิร์นสองขากลับมา โอทัวร์กลับรู้สึกว่าเพียงแค่ท่านลอร์ดไม่ยิ้มก็น่าเกรงขามแล้ว
เด็กๆ ที่ชาวเมืองส่งมามีทั้งหมดสี่สิบห้าคน แต่สุดท้ายผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ช่างตีเหล็กมีเพียงเจ็ดคนเท่านั้น และในจำนวนนี้มีสามคนที่ยังเด็กเกินไปจนไม่ผ่านการทดสอบพละกำลัง
ผู้คนในเมืองฟรอสต์ลีฟเพิ่งจะผ่านพ้นเส้นความยากจนมาได้ไม่นาน เด็กจำนวนมากจึงมีภาวะขาดสารอาหาร ภาวะตาบอดสีและมองเห็นสีผิดปกติจึงเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป
โรดส์สั่งให้ฮามอร์สอนเด็กเหล่านี้อย่างเต็มที่โดยไม่ปิดบังความรู้ใดๆ พร้อมกันนั้นก็ได้ตั้งกฎเกณฑ์การประเมินขึ้นมา:
ผู้ใดที่สามารถตีดาบยาวได้สำเร็จด้วยตนเอง จะถือว่าสำเร็จการศึกษา ครอบครัวจะได้รับการลดหย่อนภาษีที่ดินลงสองส่วน และยังได้รับเงินเดือนเป็นข้าวไรย์สามร้อยจินต่อปีอีกด้วย
ลูกศิษย์ทุกคนต่างตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น อยากจะกลายเป็นช่างตีเหล็กที่แท้จริงในวันพรุ่งนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
เพื่อให้ได้เป็นช่างตีเหล็กโดยเร็วที่สุด เหล่าลูกศิษย์ต่างให้ความเคารพฮามอร์ผู้เป็นอาจารย์อย่างสูง และมักจะหาโอกาสเอาอกเอาใจอยู่เสมอ ซึ่งนั่นกลับทำให้ฮามอร์ทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
โรดส์อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ ไม่ว่าจะที่ไหนก็หนีไม่พ้นเรื่องความสัมพันธ์ของผู้คน
ลูกศิษย์เหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระของฮามอร์ไปได้มาก
งานถลุงแร่เหล็กนั้นค่อนข้างเรียบง่าย เริ่มตั้งแต่การทำถ่านไม้ เพียงสองสามวันเหล่าลูกศิษย์ก็เรียนรู้จนทำเป็นหมดแล้ว
ฮามอร์จึงมีเวลาว่างพอที่จะสร้างชุดเกราะที่โรดส์ต้องการ และบางครั้งก็ต้องซ่อมแซมเครื่องมือการเกษตรด้วย
โรดส์เองก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาเลือกเหล็กชิ้นที่เหมาะสมมาตีเป็นมีดสั้นเล่มหนึ่งให้แก่ไรอัน เพื่อใช้สำหรับชำแหละซากของไวเวิร์นสองขาโดยเฉพาะ
ยิ่งทำชุดเกราะหนังเสร็จเร็วเท่าไหร่ โรดส์ก็ยิ่งสบายใจขึ้นเท่านั้น
"ลองดูสิ"
ภายในโรงตีเหล็ก โรดส์ยื่นมีดสั้นที่ยังไม่มีด้ามจับส่งให้ไรอัน
"พะย่ะค่ะ ท่านลอร์ด"
ไรอันรับมาด้วยสองมืออย่างนอบน้อม
เมื่อได้เห็นอานุภาพของดาบใหญ่เหล็กกล้าชั้นเลิศมาแล้ว ไรอันจึงไม่กล้าประมาท เขานำแท่งเหล็กดิบก้อนหนึ่งมาวางบนหิน ก่อนจะฟันลงไปสุดแรง
แคว่ก
แท่งเหล็กดิบถูกตัดออกเป็นสองท่อน แม้กระทั่งหินที่อยู่ด้านล่างก็ยังมีรอยบากปรากฏให้เห็น
"นี่...นี่ท่านเป็นคนตีมันขึ้นมาจริงๆ หรือพะย่ะค่ะ!"
ไรอันมองมีดสั้นในมืออย่างไม่อยากจะเชื่อ ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักว่าตนเองพูดจาผิดพลาดไป
"ขออภัยพะย่ะค่ะท่านลอร์ด ข้าหมายความว่า...มันยากที่จะเชื่อจริงๆ พะย่ะค่ะ!"
โรดส์เพียงยิ้มและไม่ได้ใส่ใจ
เรื่องการเสริมพลังจากนามบัญญัติเช่นนี้ หากไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของมันแล้ว ก็ย่อมเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ
"มันมีชื่อหรือไม่พะย่ะค่ะ?" ไรอันเอ่ยถาม
"ไม่มี"
ในอนาคตโรดส์จะตีอาวุธคมกริบเช่นนี้อีกมากมาย มันไม่ได้เป็นของหายากอะไร เขาจึงไม่สนใจที่จะตั้งชื่อให้มัน
แต่ไรอันไม่รู้เรื่องนั้น เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า "เช่นนั้นข้าขอเรียกมันว่า 'ผู้ผ่ามังกร' ได้หรือไม่พะย่ะค่ะ?"
"ตามใจเจ้าเถอะ"
โรดส์ไม่ได้ใส่ใจ เขาหยิบกล่องไม้ที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาส่งให้ไรอันอีกครั้ง
"ในนี้คือหัวธนูเจาะเกราะสี่ดอก ข้ามอบให้เจ้า แต่ส่วนก้านธนูกับหางธนู เจ้าต้องไปทำเองนะ"
ไรอันรับกล่องไม้มาเปิดดู หัวธนูที่อยู่ข้างในมีรูปร่างคล้ายกับหัวธนูทั่วไป เป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแบนๆ ไม่ใช่หัวธนูเจาะเกราะทรงกรวยสามเหลี่ยมเรียวยาวแบบที่คุ้นเคย
หัวธนูเจาะเกราะ?
ไรอันรู้สึกสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจในทันที เขาเบิกตากว้าง
"ท่าน...ท่านหมายความว่า หัวธนูพวกนี้คมกริบเหมือนกับมีดสั้นเล่มนี้หรือพะย่ะค่ะ?"
"อืม"
โรดส์พยักหน้าอย่างใจเย็น
ไรอันรีบปิดฝากล่อง แล้วเก็บมันเข้าไปในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
กล่องหัวธนูนี้มีมูลค่ามหาศาลเพียงใดกัน?
หากมีมัน ไรอันจะสามารถสังหารไวเวิร์นสองขาได้ในธนูดอกเดียว
อย่างมากก็แค่สองดอก
"ขอบพระทัยสำหรับความไว้วางใจของท่าน!"
ไรอันโค้งคำนับด้วยความยินดีอย่างบ้าคลั่ง
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าการยอมสวามิภักดิ์ต่อท่านลอร์ดจะได้รับผลประโยชน์เช่นนี้!
ถ้ารู้ว่ามีของล้ำค่าเช่นนี้ ตั้งแต่แรกข้าไม่ต่อต้านแล้ว!
ทรัพย์สินทั้งหมดของข้าเมื่อเทียบกับลูกธนูอันล้ำค่าพวกนี้แล้ว ช่างไร้ค่าโดยสิ้นเชิง!
"โปรดวางใจ ข้าจะใช้วัสดุที่ดีที่สุดในการสร้างมันขึ้นมาอย่างแน่นอนพะย่ะค่ะ!"
ในฐานะนายพรานที่พึ่งพาตนเองได้ ไรอันสามารถสร้างลูกธนูให้เสร็จสมบูรณ์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้ใด
"ทำเสร็จแล้วก็อย่าลืมนำไปทดลองดู หากได้ผลดี ข้าจะให้พวกเจ้าเพิ่มอีก" โรดส์เตือน
"พะ...พะย่ะค่ะ!"
นายพรานวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปีตื่นเต้นจนมือสั่น เขากอดกล่องไม้ไว้แน่นแล้วโค้งคำนับอีกครั้ง
ยังมีอีกหรือ?
"ขอบพระทัยสำหรับของประทาน!"
ไรอันโค้งคำนับเป็นครั้งที่สามเพื่อแสดงความขอบคุณ จากนั้นก็หันหลังวิ่งออกไปเพื่อตามหาวัสดุที่เหมาะสมสำหรับทำก้านธนู
ลูกธนูสังหารที่สามารถช่วยชีวิตในยามคับขันได้เช่นนี้ ต้องรีบสร้างขึ้นมาให้เร็วที่สุด!
โรดส์เริ่มตีเหล็กชิ้นต่อไป นั่นคือดาบมือเดียวของดูแรนต์
ในตอนนั้นเอง โอทัวร์ก็ได้นำคนแบกเครื่องมือการเกษตรที่ชำรุดอีกจำนวนมากเข้ามา มีราวๆ ยี่สิบสามสิบชิ้นได้
พังเร็วจริงๆ
โรดส์มองโอทัวร์แล้วถามว่า "ตอนนี้ไถพรวนที่ดินไปได้กี่หมู่แล้ว?"
"ประมาณเจ็ดร้อยหมู่พะย่ะค่ะ ท่านลอร์ด"
"ช้าเกินไป"
โรดส์ส่ายหน้า "ด้วยความเร็วระดับนี้ ในหนึ่งเดือนก็ได้แค่สองพันหมู่ ไม่ได้การ"
"ท่านลอร์ด พวกเราไม่ได้อู้งานนะพะย่ะค่ะ..."
โรดส์โบกมือเป็นสัญญาณให้โอทัวร์ไม่ต้องอธิบายต่อ เพราะเขารู้ดีว่านี่คือขีดจำกัดกำลังของมนุษย์แล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง โรดส์ก็หยิบถ่านไม้ก้อนหนึ่งขึ้นมา แล้ววาดเขียนลงบนแผ่นไม้
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของโรดส์ โอทัวร์ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าเข้าไปดู
แต่เขากลับมองไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย จึงเอ่ยถามเสียงเบา "ท่านลอร์ด นี่คืออะไรหรือพะย่ะค่ะ..."
"แผนผังโครงสร้างของคันไถแบบโค้ง"
หลังจากวาดเสร็จ โรดส์ก็ลุกขึ้นยืน
"ไป เรียกช่างไม้มาให้ข้าเดี๋ยวนี้"
ถึงเวลาแล้วที่พวกเจ้า...คนยุคโบราณ จะได้สัมผัสกับภูมิปัญญาโบราณของชาติมหาอำนาจด้านการเกษตรเสียที
(จบตอน)