- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนเถื่อน: จากลอร์ดแดนเหนือสู่บัลลังก์จักรพรรดิ
- บทที่ 12 ข้าคือลอร์ด ไม่ใช่โจร
บทที่ 12 ข้าคือลอร์ด ไม่ใช่โจร
บทที่ 12 ข้าคือลอร์ด ไม่ใช่โจร
การหมักปุ๋ยคือการนำเศษพืช ขยะจากครัวเรือน และมูลสัตว์มาผสมรวมกันแล้วหมัก
หญ้าแห้ง ใบไม้ร่วง เปลือกผลไม้ น้ำล้างจาน มูลสัตว์ และกระดูกที่บดแล้วจะถูกใส่ลงในหลุมเป็นชั้น ๆ โดยแต่ละชั้นจะโรยดินบาง ๆ ทับไว้
การหมักแบบนี้ต้องมีการคนเป็นประจำเพื่อให้อากาศถ่ายเทและย่อยสลายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะใช้เวลาสี่ถึงห้าเดือนจึงจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์
ทว่านามบัญญัติปรมาจารย์แห่งฮิวมัสของโรดส์สามารถทำให้ปุ๋ยเหล่านี้หมักเสร็จได้ในสองสัปดาห์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าชาวเมืองต้องมาคนปุ๋ยทุกวัน
ในสัปดาห์แรก กลิ่นจากหลุมหมักปุ๋ยนั้นช่างรุนแรงจนแทบคลั่ง ทุกครั้งที่โรดส์ไปตรวจดู เขาจะปิดจมูกปิดปากอย่างแน่นหนา ตักขึ้นมาดูเพียงช้อนเดียวแล้วรีบจากไปทันที
หากอยู่นานกว่านั้นอีกเพียงวินาทีเดียว โรดส์ก็กลัวว่ากลิ่นจะติดตัวเขาไป
โอทัวร์รับหน้าที่เป็นผู้ควบคุมงาน ส่วนงานคนปุ๋ยที่เหลือนั้น มีชาวนาห้าคนรับผิดชอบ
"โอทัวร์ เจ้าช่วยเปลี่ยนงานให้ข้าได้หรือไม่?"
ชาวนาที่ตัวเหม็นอับอยู่ข้างหลุมมูลสัตว์ใช้ผ้าลินินอุดจมไว้ พูดด้วยเสียงอู้อี้ "เมื่อคืนกลับไป ภรรยาข้าไม่ยอมให้ข้าเข้าบ้านเลย"
โอทัวร์ถอนหายใจ พลางชี้ไปที่เด็กหนุ่มร่างเตี้ยอ้วนที่อยู่ไม่ไกล "ลูกชายคนเล็กของข้าอยู่หลุมข้าง ๆ เจ้า ข้าให้เจ้าสลับกับเขาได้เท่านั้น"
ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าการหมักปุ๋ยคือการใช้ไม้คนในหลุมมูลสัตว์ทุกวัน ไม่มีใครอยากมาทำอีกแล้ว
ทำงานทั้งวันได้ข้าวแค่สองมื้อ ใครจะยอมทุ่มเทขนาดนั้น? "แล้วถ้าพวกเราจะย้ายไปอีกกลุ่มล่ะ?"
เนื่องจากมูลสัตว์ไม่เพียงพอ หลุมหมักปุ๋ยบางหลุมจึงใส่โคลนและขี้เถ้าเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับวัชพืช มอส ใบไม้ และมูลนกเล็กน้อย ในขณะที่ต้องพลิกกองเป็นประจำ ก็ยังต้องเติมน้ำเล็กน้อยเพื่อรักษาความชื้น
ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดนี้หมักได้เร็วกว่า และด้วยพลังของนามบัญญัติปรมาจารย์แห่งฮิวมัสของโรดส์ คาดว่าจะใช้เวลาหมักเพียงหนึ่งสัปดาห์ อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการปลูกธัญพืชอย่างมาก
เนื่องจากมีโคลนอยู่ด้วย กลิ่นของหลุมหมักปุ๋ยชนิดนี้ก็ไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อเทียบกับหลุมมูลสัตว์แล้ว ก็นับว่าเป็นสวรรค์เลยทีเดียว
โอทัวร์ถอนหายใจอีกครั้ง ชาวนาที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งหมดหวังไปแล้วกล่าวอย่างสงบ "ลอฟ เจ้าเลิกคิดเรื่องเพ้อฝันแบบนี้เสียเถอะ ไม่มีใครยอมสลับกับพวกเราหรอก"
"แต่ก็มีข่าวดีอยู่"
ทันใดนั้นโอทัวร์ก็ลดเสียงลง "ท่านลอร์ดให้ข้ามาบอกพวกเจ้าว่า หลังจากทำงานนี้เสร็จ พวกเจ้าห้าคนจะได้เนื้อเพิ่มคนละสองจิน แถมเสื้อผ้าอีกคนละหนึ่งชุด"
ดวงตาของเหล่าชาวนาเป็นประกาย ลอฟใช้ไม้เท้ายันตัวแล้วโน้มเข้าไปหาโอทัวร์ "ไม่ใช่คะแนนแรงงานรึ?"
"เป็นเนื้อสด ๆ เลย พอเสร็จงานก็แจกทันที!"
"เยี่ยมไปเลย... โอ๊ะ!"
ลอฟที่กำลังตื่นเต้นพลันมือลื่น ไม้ค้ำยันไม่มั่นคง ทำให้ทั้งร่างของเขาพลัดตกลงไปในหลุมมูลสัตว์!
"ช่วยด้วย!"
...
...
"แล้วพวกเจ้าช่วยเขารึเปล่า?"
โรดส์ที่กำลังตีเหล็กอยู่ในโรงตีเหล็ก ถามขึ้นหลังจากฟังรายงานของโอทัวร์จบ เขาพยายามกลั้นหัวเราะอย่างเต็มที่
เมื่องานทั้งหมดถูกแจกจ่ายออกไปแล้ว โรดส์ก็ว่างพอดี จึงได้โอกาสตีดาบมือเดียวที่เคยรับปากดูแรนต์ไว้
โรดส์เองก็อยากรู้เช่นกันว่าวัตถุดิบที่เพิ่มความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ประกอบกับการร่ายมนตร์ [คมดาบเหล็กกล้า] แล้ว ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร
"ช่วยสิขอรับ"
โอทัวร์ยิ้มขื่น "เพียงแต่ว่าเนื้อตัวของลอฟเปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวสีดำสีเหลือง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เลยได้แต่ยื่นไม้คนมูลสัตว์ให้เขาจับแล้วดึงตัวขึ้นมา จริง ๆ แล้วเขาก็ปีนขึ้นมาเองได้ เพียงแต่รอบ ๆ มันมีแต่... เขาคงทำอะไรไม่ถูกกระมัง"
"แต่คราวนี้คงจะเข้าเนื้อเต็มที่แล้วล่ะ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
เมื่อโรดส์พูดจบทุกคนก็เริ่มหัวเราะเสียงดัง โรดส์เองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามไปด้วย
หลังจากหัวเราะกันเสร็จ โรดส์ก็กล่าวอย่างจริงจังว่า "แต่ก็ดีเหมือนกัน ต่อไปเรื่องหมักปุ๋ยคงต้องยกให้เขาจัดการทั้งหมดแล้ว"
คำพูดนี้ทำเอาทุกคนอดที่จะหัวเราะออกมาอีกครั้งไม่ได้
จนกระทั่งดูแรนต์เดินเข้ามา แล้วรายงานต่อโรดส์ว่า "ท่านบารอน มีคาราวานสินค้ามาจากทางใต้ขอรับ"
ทุกคนหยุดหัวเราะทันที กังเลอร์กำขวานรบแน่น "เดี๋ยวข้าไปบอกพวกพี่น้องเอง"
"เดี๋ยวก่อน!"
โรดส์เรียกกังเลอร์ไว้ แล้วถาม "เจ้าจะทำอะไร?"
"ครั้งนี้เราจะไม่ปล้นพวกเขาหรือขอรับ?"
"...ข้าคือลอร์ด ไม่ใช่โจร"
โรดส์กลอกตา
แต่ละช่วงเวลาก็มีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป ย่อมมีวิธีการจัดการที่สอดคล้องกัน
เช่น ตอนที่อดอยากหิวโหยก็ต้องหาของกินก่อน แต่เมื่อปากท้องอิ่มแล้วก็ต้องคิดถึงการพัฒนาในระยะยาว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยปล้นใครเลยสักครั้ง!
ทางเลือกที่เลวร้ายที่สุดในตอนนั้นก็ยังเป็นไปตามกฎหมาย! ตอนนี้เสบียงไม่ได้ขาดแคลนมากนัก ก็ควรจะทำการค้าขายตามปกติ
"ให้คาราวานเข้ามาในเมืองได้ แล้วแจ้งให้ลอว์เรนซ์ไปต้อนรับ"
"ขอรับ ท่านบารอน"
ดูแรนต์หันหลังกลับไปจัดการ
โรดส์เองก็ไม่เหมาะที่จะตีเหล็กอยู่ที่นี่ต่อไป เขาเก็บของคร่าว ๆ แล้วกลับไปยังคฤหาสน์
ไม่นานนัก ลอว์เรนซ์ก็พาชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปีมาพบโรดส์
ชายหนุ่มมีรอยยิ้มบนใบหน้า โค้งคำนับเก้าสิบองศา
"อรุณสวัสดิ์ ท่านบารอนผู้สูงศักดิ์ ขอให้แสงแห่งจ้าวแห่งรุ่งอรุณส่องสว่างนำทางท่าน"
โรดส์เลิกคิ้ว ที่แท้ก็เป็นผู้ศรัทธา
ยุคสมัยที่ล้าหลังมักจะเต็มไปด้วยการเทิดทูนบูชาเทพเจ้า โลกนี้ก็เช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่หิวโหยและหนาวเหน็บ ผู้คนมักจะมองหาความเชื่อบางอย่างเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้ก้าวต่อไป
จ้าวแห่งรุ่งอรุณเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้
แม้แต่ในจักรวรรดิแชตเตอร์ร็อคที่เต็มไปด้วยความเชื่ออันหลากหลายก็ยังมีโบสถ์อยู่หลายแห่ง ในอาณาเขตของเอิร์ลทิวลิปก็มีเช่นกัน
แต่โรดส์ไม่เชื่อ
เหตุผลหลักคือมันไม่มีประโยชน์
ในฐานะผู้ข้ามมิติ ตัวตนของเขาเองก็คือพวกนอกรีตอยู่แล้ว
เว้นแต่ว่าจะมีผลประโยชน์ให้
"ข้าคือแมนซัส ซิลเวอร์ดัฟ มาจากเมืองโอ๊ควู้ด ด้วยความเคารพ ข้ามาที่นี่โดยหวังว่าจะได้ทำการค้ากับท่านและประชากรของท่าน"
"ยินดีต้อนรับ ซิลเวอร์ดัฟหนุ่มรูปงามแห่งเมืองโอ๊ควู้ด เจ้าคงเห็นแล้วว่าตอนนี้แบล็คไพน์ริดจ์มีลอร์ดแล้ว ดังนั้นเมื่อคาราวานของเจ้าก้าวเข้ามาที่นี่ เจ้าก็ต้องจ่ายภาษี"
น้ำเสียงของแมนซัสอ่อนโยน ท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้โรดส์รู้สึกดีกับเขาอยู่บ้าง
แต่ภาษีจะขาดไม่ได้
"แน่นอนขอรับ"
แมนซัสหยิบถุงหนังใบเล็กที่ประณีตออกมาจากอกเสื้ออย่างกระตือรือร้น แล้วยื่นให้ด้วยสองมือ
"นี่คือเหรียญทองสามเหรียญ เป็นค่าผ่านทางของคาราวานข้า ขอบคุณท่านที่อนุญาตให้ข้าทำการค้าที่นี่"
บนถุงหนังปักเป็นรูปนกพิราบที่เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง ข้าง ๆ เป็นลายรวงข้าวสาลีและใบไม้ประดับ
ดูเหมือนว่าตระกูลซิลเวอร์ดัฟนี้จะไม่ธรรมดา
โรดส์รับถุงหนังมา เปิดดูข้างในเป็นเหรียญทองใหม่เอี่ยมสวยงามสามเหรียญ
เหรียญทองแทบจะไม่ถูกใช้ในหมู่สามัญชน พวกขุนนางมีทรัพย์สินมากมาย เหรียญทองในมือย่อมได้รับการดูแลอย่างดี
โรดส์เก็บถุงหนังไว้ แล้วยื่นเหรียญทองสามเหรียญคืนให้แมนซัสพลางกล่าว "ถุงใบนี้สวยงาม ข้าขอเก็บไว้เป็นที่ระลึก ส่วนค่าภาษีข้าไม่ต้องการเหรียญทอง แต่ต้องการสินค้าของเจ้ามากกว่า ในคาราวานของเจ้ามีเครื่องมือการเกษตรหรือไม่?"
"มีขอรับ ท่านบารอนผู้สูงศักดิ์" แมนซัสพยักหน้า
"ดีมาก ทิ้งไว้ทั้งหมดเลย"
แม้ว่าเครื่องมือการเกษตรจากคาราวานโกลเด้นแซนด์จะถูกแจกจ่ายไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
ชาวนาหลายคนยังคงใช้จอบไม้ในการพรวนดิน ซึ่งพรวนได้เพียงตื้น ๆ เท่านั้น
"ได้ขอรับ เพียงแต่ว่าเครื่องมือการเกษตรทั้งหมดรวมกันแล้วก็ยังไม่พอหักลบกับค่าเหรียญทองสามเหรียญ"
"ข้าต้องการเครื่องเหล็กอื่น ๆ ด้วย"
แมนซัสลังเลเล็กน้อย "นี่..."
"ส่วนที่เกินข้าจะจ่ายเป็นสินค้าหรือเหรียญทองให้เจ้า"
โรดส์เห็นสีหน้าลำบากใจของแมนซัสก็รู้ว่าคราวนี้มันเกินกว่าค่าภาษีแล้ว เขากลัวว่าโรดส์จะให้เขาจ่ายเพิ่มอีก
เครื่องมือการเกษตรที่ทำจากเหล็กธรรมดาทั่วไปราคาประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบเหรียญทองแดง แต่ดาบเหล็กธรรมดาอย่างน้อยก็ต้องสิบเหรียญเงิน หากฝีมือดีหน่อยราคาก็จะยิ่งแพงขึ้น
ราคาดาบเหล็กสามสิบเล่มย่อมเกินกว่าสามเหรียญทอง
"พูดตามตรง ประชากรของข้าเพิ่งจะผ่านการเก็บภาษีมา คงไม่มีสิ่งของอะไรมาค้าขายกับเจ้าได้มากนัก คาดว่าในเมืองฟรอสต์ลีฟคงมีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถทำการค้ากับเจ้าได้"
"ไม่มีปัญหา ท่านบารอน"
แมนซัสตอบตกลงอย่างรวดเร็ว แล้วถามด้วยความสงสัย "เทือกเขาแบล็คร็อคคือแบล็คไพน์ริดจ์ของท่านหรือไม่ขอรับ? ถ้าใช่ โปรดอนุญาตให้ข้าไปทำการค้าที่นั่นด้วย"
เทือกเขาแบล็คร็อค?
สี่คำนี้ทำให้หัวใจของโรดส์กระตุกวูบ เขายืดตัวตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ประสานมือไว้ข้างหน้า "เจ้าเคยไปที่นั่นมาก่อนหรือ?"
(จบตอน)