บทที่ 43
บทที่ 43
บทที่ 43
แต่หลังจากที่องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยังคงคิดว่าต้องไป หากตนเองไม่ไป ชิวอันเกิดตายขึ้นมาจริงๆ เจียงเฟิงก็อาจจะตายไปด้วยเช่นกัน หากเจียงเฟิงตาย ตนเองก็คงไม่มีอะไรไปอธิบายกับอ๋องเวยอู่แน่ เขาจึงตะโกนสั่งจ้าวยวี่ที่อยู่ข้างๆ
“ไปเชิญผู้พิทักษ์หลิงอู่มา”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
จ้าวยวี่โค้งตัวรับคำแล้วก็เดินออกไป
เมื่อมองดูแผ่นหลังที่จากไปของจ้าวยวี่ องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินก็พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
วันนั้นผู้พิทักษ์ที่อยู่ข้างหลังชิวอันคือจักรพรรดิยุทธ์ขั้นกลาง และหลิงอู่ก็เป็นจักรพรรดิยุทธ์ขั้นกลางเช่นกัน หากคนผู้นั้นมีฝีมือพอจะฆ่าผู้พิทักษ์ของจวนอ๋องเจิ้นเปียน ก็ย่อมมีฝีมือพอจะฆ่าหลิงอู่เช่นกัน และการที่ตนเองพาหลิงอู่ไปก็จะไม่มีประโยชน์อะไร เขาจึงตะโกนสั่งจ้าวยวี่อีกครั้ง
“จ้าวยวี่ กลับมา”
เสียงเรียกขององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินก็ทำให้จ้าวยวี่หันกลับมาอยู่ข้างกายเขาแล้วโค้งตัวทำความเคารพ
“ฝ่าบาท”
“อืม เจ้าไปเรียกผู้อาวุโสเฉาฉงมาด้วย ให้เขามาพบข้าพร้อมกับผู้พิทักษ์หลิงอู่”
เฉาฉงคือจักรพรรดิยุทธ์ขั้นปลาย เป็นผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในจวนองค์ชายใหญ่ของเขา เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินคิดว่าควรจะพาคนไปให้มากขึ้นจะดีกว่า
จ้าวยวี่ก็ตกตระลึงไปทันที องค์ชายใหญ่เวลาออกไปข้างนอกมักจะพาผู้พิทักษ์ไปเพียงคนเดียว ไม่คิดว่าวันนี้จะพาไปถึงสองคน ดูเหมือนว่าองค์ชายใหญ่ก็รู้สึกถึงอันตรายเช่นกัน จากนั้นก็พยักหน้ารับคำ
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท บ่าวจะไปเรียกเดี๋ยวนี้”
จ้าวยวี่รับคำแล้วก็ถอยออกไป
เจียงเฟยที่อยู่ข้างๆ เมื่อรู้ว่าองค์ชายใหญ่เตรียมจะพาผู้พิทักษ์สองคนไปช่วยซื่อจื่อของตน ในใจก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
อันที่จริง เมื่อครู่เจียงเฟยก็คิดจะเตือนให้องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพาคนไปให้มากขึ้น เพราะเขารู้สึกว่ากลิ่นอายของเหลียนเฉิงดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าผู้พิทักษ์ระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นกลางในจวนเสียอีก แต่เขาก็ไม่กล้าพูดออกมา และตอนนี้ที่เห็นองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพาผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิยุทธ์ไปเพิ่มอีกหนึ่งคนก็ตรงใจเขาพอดี
ไม่นาน จ้าวยวี่ก็พาเฉาฉงกับหลิงอู่มาอยู่ข้างกายองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวิน
“ฝ่าบาท”
“ฝ่าบาท”
เฉาฉงกับหลิงอู่ทำความเคารพองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวิน
“อืม อีกสักพักคงต้องรบกวนผู้พิทักษ์ทั้งสองแล้ว”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพยักหน้า
“ฝ่าบาท พวกเราจะไปที่ไหนกัน พระองค์ถึงกับต้องเรียกพี่เฉามาด้วย”
หลิงอู่มององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อก่อนตอนที่องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินออกไปข้างนอกมักจะเรียกเขาคนเดียวเท่านั้น
“ไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียน”
“จวนอ๋องเจิ้นเปียน”
หลิงอู่มององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินด้วยความสงสัย
“ฝ่าบาท หรือว่าพระองค์คิดจะไปชิงยาคงโฉมกลับคืนมารึ”
“ไม่ใช่ว่าพระองค์ให้หนิงเฉิงของสมาคมการค้าสี่ทะเลไปนำยาคงความเยาว์มาให้พระองค์แล้วหรอกหรือ”
หลิงอู่มององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินด้วยความประหลาดใจ
“ไม่ใช่”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินส่ายหน้า
“ถึงแม้ว่าข้าต้องการยาคงโฉมเม็ดนั้นมาก แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะไปล่วงเกินอ๋องเจิ้นเปียน”
เมื่อองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าก็พลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา
“แต่ก็ไม่แน่ อาจจะมีโอกาสนำยาคงโฉมนั่นกลับมาก็ได้”
หากชิวอันตายขึ้นมาจริงๆ จวนอ๋องเจิ้นเปียนก็จะต้องวุ่นวายเป็นแน่ หากยาคงโฉมนั่นยังไม่ถูกใช้ ตนเองก็ยังมีโอกาสที่จะแย่งชิงกลับมา
หลิงอู่มององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร แต่ยังไม่ทันจะถาม องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินก็กล่าวต่อว่า
“ครั้งนี้พวกเราไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียน ไม่ใช่เพื่อไปหาเรื่องพวกเขา”
“เมื่อวานชิวอันฆ่าผู้พิทักษ์ระดับราชันย์ยุทธ์ของจวนอ๋องเวยอู่ไป และบังเอิญว่าบิดาของผู้พิทักษ์ระดับราชันย์ยุทธ์คนนั้นเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิยุทธ์ และซื่อจื่ออ๋องเวยอู่ก็พาเขาไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนเพื่อล้างแค้น”
“ครั้งนี้ ที่พวกเราจะไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนก็เพื่อที่จะไปช่วยซื่อจื่ออ๋องเวยอู่”
“และหากชิวอันยังไม่ตายก็จะช่วยชีวิตเขาไปด้วย ถึงตอนนั้นก็จะทำให้อ๋องเจิ้นเปียนติดค้างบุญคุณข้า”
เมื่อองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินคิดว่าหากช่วยชิวอันไปด้วย ก็จะต้องทำให้จวนอ๋องเจิ้นเปียนติดค้างบุญคุณตนเอง เขาก็เปลี่ยนใจทันที ตั้งใจจะไปช่วยจวนอ๋องเจิ้นเปียนจริงๆ จึงลุกขึ้นยืนอย่างร้อนรน
“พวกเราออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้”
พูดจบก็เดินก้าวยาวๆ ออกไปนอกจวน
เมื่อเห็นว่าองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินจู่ๆ ก็รีบร้อนขึ้นมาเช่นนี้ หลิงอู่ก็สงสัยขึ้นมา เขามองหน้ากับเฉาฉงแล้วก็เดินออกไปนอกจวน ตามหลังองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินไปติดๆ
เจียงเฟยที่คุกเข่าอยู่บนพื้นก็รีบลุกขึ้นตามไป
---
ณ จวนองค์ชายรอง
ห้องหนังสือ
องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ พ่อบ้านกัวฝูก็พลันเดินเข้ามาจากนอกห้องหนังสืออย่างรีบร้อน
“ฝ่าบาท สายสืบจากจวนองค์ชายใหญ่มีข่าวส่งกลับมาพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้”
องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนวางหนังสือในมือลงแล้วมองไปที่กัวฝู
“เรื่องอันใด”
“สายสืบบอกว่าองค์ชายใหญ่จะพาผู้พิทักษ์เฉาฉงกับผู้พิทักษ์หลิงอู่ไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียน และตอนนี้พวกเขาอยู่ระหว่างทางไปพ่ะย่ะค่ะ”
กัวฝูโค้งตัวตอบ
“พี่ใหญ่พาผู้พิทักษ์สองคนไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียน”
องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนมองกัวฝูด้วยความประหลาดใจ
“สายสืบบอกมาหรือไม่ว่าพี่ใหญ่ไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนทำไม หรือว่าเขาอยากจะไปเอาคืนเรื่องเมื่อวาน”
องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนเพิ่งจะพูดจบก็ล้มล้างความคิดของตนเอง
“ไม่น่าจะใช่ ต่อให้พี่ใหญ่จะหาเรื่องชิวอัน ก็น่าจะหาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จะรอมาถึงตอนนี้ทำไม”
“อีกอย่างเมื่อเช้าตอนที่เขาเจอชิวอันก็ไม่มีท่าทีผิดปกติอะไร”
ในตอนนี้ กัวฝูก็ทำความเคารพองค์ชายรองกัวจิ่งหยวน
“ฝ่าบาท สายสืบก็ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าองค์ชายใหญ่เรียกผู้พิทักษ์ทั้งสองคนมาหลังจากที่พ่อบ้านของจวนอ๋องเวยอู่มาถึง คาดว่าการที่องค์ชายใหญ่ไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนย่อมต้องเกี่ยวข้องกับจวนอ๋องเวยอู่เป็นแน่”
“ฮึ! เกี่ยวข้องกับจวนอ๋องเวยอู่รึ หรือว่าชิวอันจะจับตัวเจียงเฟิงไป แล้วพี่ใหญ่จะไปช่วยเขา”
เมื่อองค์ชายรองกัวจิ่งหยวนกล่าวจบ ก็เผยยิ้มออกมา รู้สึกว่าเรื่องราวน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ
“ฝ่าบาท เช่นนั้นพวกเราจะไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ในตอนนี้หากพวกเราช่วยจวนอ๋องเจิ้นเปียนก็อาจจะทำให้อ๋องเจิ้นเปียนสนับสนุนพระองค์ อย่างไรเสียชิวอันก็เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของอ๋องเจิ้นเปียน”
กัวฝูเงยหน้าขึ้นมององค์ชายรองกัวจิ่งหยวน
องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนไม่ตอบในทันที แต่กลับครุ่นคิดถึงข้อดีข้อเสียของการช่วยเหลือจวนอ๋องเจิ้นเปียน
ครู่ต่อมา องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนก็เงยหน้าขึ้นมองกัวฝู
“เจ้าไปเรียกผู้พิทักษ์หวังเซิ่งกับผู้พิทักษ์ม่อหรงมาพบข้า”
องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนรู้สึกว่าประโยชน์มีมากกว่าโทษสุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนเพื่อช่วยชิวอัน
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
หลังจากที่กัวฝูโค้งตัวรับคำแล้ว เขา็ก็ถอยออกไป
องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนมองแผ่นหลังที่จากไปของกัวฝูแล้วพึมพำกับตัวเองว่า
“ฮึ! กัวจิ่งเหวิน นี่เป็นโอกาสที่เจ้ามอบให้ข้าเองนะ รอให้ข้าช่วยชิวอันจากเงื้อมมือของเจ้าก่อนเถอะ เจ้าก็ถือว่าล่วงเกินอ๋องเจิ้นเปียนไปแล้ว ส่วนอ๋องเจิ้นเปียนก็ติดค้างบุญคุณข้า”
“เพื่อที่จะจัดการกับเจ้า เจ้าลองเดาดูสิว่าอ๋องเจิ้นเปียนจะสนับสนุนข้าหรือไม่”
“ฮ่าๆๆๆ”
เมื่อคิดว่าอ๋องเจิ้นเปียนกำลังจะสนับสนุนตนเอง องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนก็หัวเราะเสียงดังออกมา จากนั้นก็จมอยู่ในจินตนาการที่ตนเองเอาชนะองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินแล้วขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิของราชวงศ์เทียนเฉียน
“ฝ่าบาท”
“ฝ่าบาท”
ไม่นาน หวังเซิ่งกับม่อหรงก็เดินเข้ามาในห้องหนังสือแล้วทำความเคารพองค์ชายรองกัวจิ่งหยวน
เสียงของคนทั้งสองปลุกองค์ชายรองกัวจิ่งหยวนที่กำลังจมอยู่ในจินตนาการให้ตื่นขึ้น
“พวกเจ้าสองคนมีความมั่นใจที่จะรับมือกับเฉาฉงและหลิงอู่ขององค์ชายใหญ่หรือไม่”
องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนจ้องมองคนทั้งสองเขม็ง หากคนทั้งสองไม่สามารถรับมือกับผู้พิทักษ์ขององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวิน เช่นนั้นก็ไม่มีหนทางที่จะช่วยชิวอันแล้ว
หวังเซิ่งกับม่อหรงสองคนมองหน้ากัน สุดท้ายหวังเซิ่งก็โค้งตัวให้องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนแล้วกล่าวว่า
“ฝ่าบาท ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะ แต่พวกเขาก็ไม่มีโอกาสเอาชนะพวกเราเช่นกัน”
ถึงแม้ว่าองค์ชายรองกัวจิ่งหยวนจะผิดหวังอยู่บ้าง แต่สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ขอเพียงยันเฉาฉงกับหลิงอู่ไม่ให้ลงมือก็ถือว่าดีมากแล้ว
“ดี เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนกับข้าเถิด”
องค์ชายรองกัวจิ่งหยวนพูดจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปข้างนอก
หวังเซิ่งกับม่อหรงสองคนมองหน้ากัน รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่พูดอะไร หันหลังแล้วเดินตามองค์ชายรองกัวจิ่งหยวนไปติดๆ