บทที่ 42
บทที่ 42
บทที่ 42
คอของเจียงเฟิงถูกเหลียนเฉิงบีบแน่น ใบหน้าก็พลันแดงก่ำขึ้นมาทันที ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างเพราะความตกใจกลัวและขาดอากาศหายใจ
เจียงเฟิงดิ้นรนอย่างสุดชีวิต พยายามที่จะแกะมือที่เหมือนกับคีมเหล็กนั้นออก ปากอ้ากว้างแต่ไม่สามารถพูดออกมาอย่างราบรื่นนัก ทำเพียงเค้นเสียงที่อ่อนแรงและขาดห้วงออกมาจากลำคอว่า “เอ่อ...เอ่อ...”
เจียงเฟยที่อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นดังนั้นก็คิดจะเข้าไปห้าม แต่เมื่อนึกถึงระดับพลังของเหลียนเฉิง เขาก็หยุดฝีเท้าลง ไม่กล้าที่จะเข้าไป รีบตะโกนอยู่ข้างๆ
“ผู้อาวุโสเหลียน ถึงแม้ว่าผู้พิทักษ์เหลียนจะตายเพราะซื่อจื่อของเรา แต่ท่านไม่ควรจะไปหาคนที่ฆ่าผู้พิทักษ์เหลียนเพื่อล้างแค้นก่อนหรือขอรับ”
“อีกอย่าง จวนอ๋องของเราก็ไม่เคยปฏิบัติต่อผู้พิทักษ์เหลียนอย่างไม่ดี หากท่านไม่มา พวกเรายังเตรียมจะหาทำเลฮวงจุ้ยที่ดีให้ผู้พิทักษ์เหลียนเพื่อจัดงานศพอย่างสมเกียรติด้วย”
“ฮึ่ม เห็นแก่ที่เจ้ายังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ข้าผู้เฒ่าจะให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักพัก”
เหลียนเฉิงพูดจบก็เหวี่ยงเจียงเฟิงไปข้างๆ
“ปัง”
เจียงเฟิงกระแทกเข้ากับโต๊ะเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ
“ซื่อจื่อ ซื่อจื่อ ท่านไม่เป็นอะไรนะขอรับ!”
เมื่อเห็นเจียงเฟิงกระแทกเข้ากับโต๊ะเก้าอี้ เจียงเฟยก็รีบเข้าไปช่วยพยุงเขา
เจียงเฟิงลุกขึ้นยืนด้วยการพยุงของเจียงเฟย เขาก็มองไปที่เหลียนเฉิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น แต่แล้วก็หายไปในทันที เก็บความแค้นนี้ไว้ในใจ
ถึงแม้ว่าความแค้นในดวงตาของเจียงเฟิงจะหายไปในชั่วพริบตา แต่กลับไม่พ้นสายตาของเหลียนเฉิง แต่เขาก็ไม่พูดอะไร อย่างไรเสียเขาก็ไม่คิดจะปล่อยเจียงเฟิงไปอยู่แล้ว
“พูด”
“ใครฆ่าลูกชายข้า”
เหลียนเฉิงกวาดสายตามองเจียงเฟิงกับเจียงเฟยอย่างเย็นชา
ถึงแม้ว่าเจียงเฟยจะก้มหน้าลง แต่เมื่อถูกสายตาที่เย็นชาของเหลียนเฉิงจ้องมอง เขาก็ตัวสั่นขึ้นมา รีบโค้งตัวตอบว่า
“ผู้อาวุโสเหลียน คือซื่อจื่อของจวนอ๋องเจิ้นเปียน ชิวอันขอรับ”
“ก็คือชิวอันที่สั่งให้ทหารองครักษ์ข้างกายเขาฆ่าผู้พิทักษ์เหลียน”
“ผู้พิทักษ์เหลียนตายอย่างเศร้า ถูกทหารองครักษ์ของชิวอันตัดศีรษะด้วยดาบเดียว จากนั้นก็ซัดฝ่ามือไปที่ศีรษะของผู้พิทักษ์เหลียนอีกครั้ง คิดจะทำให้ศีรษะของผู้พิทักษ์เหลียนแตกละเอียด”
“ตอนนั้นโชคดีที่ซื่อจื่อของเรามือไว ลงมือทันท่วงทีจึงสามารถรักษศีรษะของผู้พิทักษ์เหลียนไว้ทัน”
เหลียนเฉิงไม่ใช่คนโง่ ไหนเลยจะมองคำโกหกของเจียงเฟยไม่ออก แต่ตอนนี้ยังต้องใช้เขาอยู่จึงไม่คิดจะเปิดโปงเขานั่งฟังเจียงเฟยพูดอย่างเงียบๆ รอให้เขาพูดจบแล้วจึงมองไปที่เจียงเฟิง
“เจ้าพาข้าผู้เฒ่าไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียน”
เมื่อเจียงเฟยได้ยินดังนั้นก็ตกใจไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ผู้อาวุโสเหลียน ซื่อจื่อของเรายังบาดเจ็บอยู่ ไม่เหมาะที่จะเดินทาง มิสู้ให้ข้านำท่านไปดีกว่า”
“เจ้า”
เหลียนเฉิงเหลือบมองเจียงเฟยอย่างดูถูก
“เจ้ายังไม่คู่ควร อีกอย่างตอนที่ลูกชายข้าถูกฆ่า เจ้าอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยหรือไม่”
“ข้า...”
เจียงเฟยอยากจะบอกว่าตนเองอยู่ด้วย แต่เมื่อเห็นสายตาที่ดูถูกของเหลียนเฉิงก็ไม่กล้าพูดอีกต่อไป
ในขณะนั้น เจียงเฟิงที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยปากขึ้นมา
“ผู้อาวุโสเหลียน ซื่อจื่อยินดีที่จะพาท่านไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียน และชี้ตัวคนที่ฆ่าผู้พิทักษ์เหลียน”
เจียงเฟิงกลัวว่าหากเจียงเฟยพูดต่อไปจะถูกเหลียนเฉิงซัดฝ่ามือจนตาย และถึงตอนนั้นก็คงจะไม่มีใครไปหาผู้ช่วยแล้วเขาจึงจำใจต้องก้าวออกมา
“อือ ถือว่าเจ้ารู้ความแล้ว นำทางไปเสีย”
“ผู้อาวุโสเหลียน เชิญ”
เจียงเฟิงส่งสายตาให้เจียงเฟยแล้วก็เดินออกไปนอกจวน
เหลียนเฉิงเหลือบมองเจียงเฟยแล้วก็เดินตามเจียงเฟิงออกไปนอกจวน
เมื่อเห็นว่าเหลียนเฉิงหายไปแล้ว เจียงเฟยก็รีบเดินออกไปนอกจวนเช่นกัน เขาจะไปที่จวนองค์ชายใหญ่เพื่อหาผู้ช่วย
---
ณ จวนองค์ชายใหญ่
ห้องหนังสือ
“ฮึ่ม ชิวอัน รอให้ข้าขึ้นครองราชย์เมื่อไหร่ จะต้องถอดถอนตำแหน่งอ๋องของจวนอ๋องเจิ้นเปียนของพวกเจ้าแน่”
เมื่อมองดูยาคงความเยาว์ในกล่อง องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินก็พูดอย่างเคียดแค้น
ยาคงความเยาว์เป็นของที่เถ้าแก่หนิงเฉิงของสมาคมการค้าสี่ทะเลนำมาจากเมืองอื่นเพื่อองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินโดยเฉพาะ
เนื่องจากยาคงความเยาว์ถูกนำเข้ามาผ่านช่องทางพิเศษ ราคาจึงแพงมาก องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินต้องใช้เงินถึงสองล้านตำลึงเงินเพื่อซื้อมันมา
ถึงแม้ว่ายาคงโฉมและยาคงความเยาว์จะสามารถทำให้คนดูอ่อนกว่าวัย ทำให้รูปโฉมไม่แก่ชรากันทั้งคู่ แต่ยาเม็ดทั้งสองชนิดกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ยาคงโฉมจะคงความเยาว์วัยไว้ตลอดไป จนตายรูปโฉมก็ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนยาคงความเยาว์กลับคงรูปโฉมไม่เปลี่ยนแปลงเพียงสามสิบปีเท่านั้น
ใช้เงินสองล้านตำลึงเงินเท่ากัน แต่ชิวอันกลับคงโฉมเป็นอมตะ ส่วนของตนเองกลับเป็นเพียงสามสิบปี ย่อมทำให้นองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินโกรธเป็นธรรมดา
แต่ที่น่าโมโหที่สุดก็คือ หากองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินยังไม่ขึ้นครองราชย์ ก็จะไม่กล้าไปล่วงเกินจวนอ๋องเจิ้นเปียน ไม่กล้าที่จะไปล่วงเกินชิวอันต่อหน้า
ขณะที่องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินกำลังนั่งอารมณ์เสียอยู่คนเดียวนั้น พ่อบ้านจ้าวยวี่ก็เดินเข้ามาในห้องหนังสือ
“ฝ่าบาท พ่อบ้านเจียงเฟยแห่งจวนอ๋องเวยอู่ขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวยวี่ทำความเคารพองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวิน
“จวนอ๋องเวยอู่ เขามาทำไม หรือว่าเจียงเฟิงจะไปก่อเรื่องมาอีกแล้ว”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินมองจ้าวยวี่ด้วยความสงสัย
อ๋องเวยอู่ที่อยู่ห่างเมืองหลวง ไม่มีเวลามาจัดการเรื่องของเจียงเฟิง และเพื่อที่จะให้อ๋องเวยอู่สนับสนุน องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินจึงต้องคอยตามเก็บกวาดให้เขามาโดยตลอด
“ฝ่าบาท พ่อบ้านเจียงไม่พูดเลยอะไรพ่ะย่ะค่ะ แต่ดูจากสีหน้าที่ร้อนรนของเขาแล้ว เห็นชัดว่าเป็นเรื่องด่วน”
จ้าวยวี่โค้งตัวตอบ
“ฮึ่ม! เขาจะมีเรื่องด่วนอะไรกัน คงจะเป็นเจียงเฟิงที่ไปก่อเรื่องมาอีกตามเคย”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินแค่นเสียงอย่างเย็นชา ถึงแม้เขาจะไม่อยากเข้าไปยุ่ง แต่เพื่อราชบัลลังก์แล้วก็ยังต้องลุกขึ้นยืน
“เขาอยู่ที่ไหน”
“ฝ่าบาท เขารออยู่ที่ห้องโถงพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพยักหน้าแล้วก็เดินไปยังห้องโถง
---
ณ ห้องโถงจวนองค์ชายใหญ่
เจียงเฟยกอดหมัดแน่นอย่างร้อนรน เดินไปเดินมาอยู่ที่หน้าประตูห้องโถง ดวงตามองไปยังจวนชั้นในอยู่ตลอดเวลา
ทันทีที่องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินปรากฏตัวขึ้นที่หัวมุม เจียงเฟยที่คอยมองอยู่ก็พบเข้า
หลังจากที่เห็นองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินแล้ว เจียงเฟยก็รีบเดินเข้าไปหาทันที
“บ่าวคารวะองค์ชายใหญ่”
เจียงเฟยคุกเข่าลงเบื้องหน้าองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวิน
เมื่อมองดูเจียงเฟยที่อยู่ตรงหน้า องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินก็ไม่พูดให้เขาลุกขึ้น แต่กลับมองเจียงเฟยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอันใด”
“ฝ่าบาท โปรดช่วยซื่อจื่อของพวกเราด้วย หากพระองค์ไม่ช่วยเขา เขาจะต้องตายแน่ๆ”
เจียงเฟยพูดจบก็โขกศีรษะให้องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินสามครั้งติดต่อกัน
เมื่อองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินเห็นดังนั้น ในใจก็ถอนหายใจออกมา
“ไปก่อเรื่องมาอีกแล้วสินะ”
“เรื่องทั้งหมดเป็นอย่างไรกันแน่ ลุกขึ้นมาตอบคำถาม”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพูดจบก็เดินไปยังห้องโถง
เดิมทีเจียงเฟยคิดจะให้องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินส่งคนไปช่วยเจียงเฟิงทันที แต่เมื่อเห็นว่าองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินเดินไปแล้ว เขาก็จำใจต้องเดินตามไปยังห้องโถง
หลังจากที่องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินนั่งลงแล้ว เจียงเฟยก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าเขาทันทีแล้วอธิบายสถานการณ์
“ฝ่าบาท เมื่อวานนี้ซื่อจื่อของพวกเราบังเอิญพบกับซื่อจื่ออ๋องเจิ้นเปียนชิวอัน ไม่เพียงแต่จะถูกเขาซ้อม องครักษ์ในจวนก็ถูกเขาฆ่าจนเหลือเพียงคนเดียว ในนั้นยังมีผู้พิทักษ์ระดับราชันย์ยุทธ์อีกหนึ่งคนที่ถูกฆ่าไปด้วย”
“เมื่อครู่บิดาของผู้พิทักษ์ระดับราชันย์ยุทธ์ที่เสียชีวิตไปแล้ว มาหาเขาที่จวนอ๋อง ไม่คิดว่าเขาจะเป็นถึงยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ เมื่อเห็นศพของผู้พิทักษ์ระดับราชันย์ยุทธ์คนนั้นแล้วก็เกือบจะฆ่าซื่อจื่อในทันที”
“บ่าวพูดจาหว่านล้อมอยู่นานถึงจะเกลี้ยกล่อมเขาสำเร็จ ตอนนี้เขาก็ข่มขู่ให้ซื่อจื่อพาเขาไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนเพื่อล้างแค้นแล้ว”
“แต่บ่าวเห็นว่าในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม กลัวว่าหลังจากที่ฆ่าซื่อจื่ออ๋องเจิ้นเปียนแล้วก็คงจะไม่ปล่อยซื่อจื่อของพวกเราไปเช่นกัน”
“ขอฝ่าบาทโปรดทรงลงมือช่วยซื่อจื่อของพวกเราด้วย”
หลังจากที่เจียงเฟยพูดจบ เขาก็โขกศีรษะให้องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินอีกสามครั้ง
“น่าสนใจ”
หลังจากที่องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินฟังจบ เขาก็รู้สึกว่าน่าสนใจขึ้นมาทันที ในใจก็รู้สึกยินดีขึ้นมา ไม่แน่ว่าเขาไม่ต้องลงมือด้วยตนเอง ชิวอันก็คงจะตายด้วยมือคนอื่น เขาจึงรู้สึกว่าไม่อยากจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องวุ่นวายนี้