เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44

บทที่ 44

บทที่ 44


บทที่ 44

หน้าประตูจวนอ๋องเจิ้นเปียน

“ผู้อาวุโสเหลียน คนที่ฆ่าผู้พิทักษ์เหลียนก็คือซื่อจื่อของจวนอ๋องเจิ้นเปียน ชิวอัน”

เจียงเฟิงชี้ไปที่ประตูหน้าของจวนอ๋องเจิ้นเปียนที่อยู่ข้างหน้า

เหลียนเฉิงสำรวจประตูของจวนอ๋องเจิ้นเปียน สุดท้ายสายตาก็หยุดอยู่ที่ป้ายหน้าจวนอ๋อง

“กล้าดีอย่างไรมาฆ่าลูกชายข้า ต่อให้เจ้าจะเป็นอ๋องของราชวงศ์เทียนเฉียน ข้าผู้เฒ่าก็จะล้างบางตระกูลเจ้าให้สิ้นซาก”

เมื่อมองดูประตูใหญ่ที่โอ่อ่าตระการตาอยู่เบื้องหน้า เหลียนเฉิงก็แค่นเสียงอย่างเย็นชา จากนั้นก็หันไปมองเจียงเฟิงที่อยู่ข้างๆ อย่างเย็นชา

“ตามข้าผู้เฒ่าเข้าไปในจวนเพื่อชี้ตัวฆาตกรที่ฆ่าลูกชายข้า และเจ้าก็อย่าคิดหนี หากเจ้าหนีก็อย่าหาว่าข้าผู้เฒ่าจะฆ่าเจ้า”

เมื่อเห็นสายตาที่เย็นชาของเหลียนเฉิง เจียงเฟิงก็ตัวสั่นขึ้นมาทันที รีบพยักหน้า

“ผู้อาวุโสเหลียนวางใจเถิด ซื่อจื่อก็อยากให้ท่านฆ่าเขาเช่นกัน ซื่อจื่อจะไม่หนีไปไหน”

“ก็หวังว่าเจ้าจะฉลาดเช่นนั้น”

เหลียนเฉิงแค่นเสียงใส่เจียงเฟิงอย่างเย็นชา จากนั้นก็เดินไปยังประตูหน้าของจวนอ๋องเจิ้นเปียน

องครักษ์สองคนที่หน้าประตูเมื่อเห็นเหลียนเฉิงเดินมายังจวนอ๋อง ก็รีบเข้าไปหาทันที องครักษ์คนหนึ่งตะโกนใส่เหลียนเฉิงว่า

“หยุดก่อน พวกเจ้าเป็น...”

องครักษ์ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเหลียนเฉิงขัดขึ้นอย่างไม่พอใจ

“น่ารำคาญ”

เหลียนเฉิงพูดจบก็โบกมือไปที่องครักษ์อย่างสบายๆ พลังปราณก็พุ่งไปยังองครักษ์ องครักษ์คนนั้นยังไม่ทันจะตอบสนองอะไรก็ถูกโจมตีเข้าแล้ว

“ปัง”

องครักษ์ล้มลงกับพื้น สิ้นลมหายใจ

“แคร้ง”

เมื่อองครักษ์อีกคนเห็นดังนั้นก็รีบชักดาบที่เอวออกมาแล้วพุ่งเข้าสังหารเหลียนเฉิง

เมื่อเผชิญหน้ากับดาบที่พุ่งเข้ามาหาตนเอง เหลียนเฉิงก็ยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่หลบหลีก ขณะที่ดาบกำลังจะแทงถูกเขาเขาก็ยื่นสองนิ้วออกมาและหนีบปลายดาบอย่างรวดเร็ว

“แคร็ก”

เหลียนเฉิงใช้แรงที่สองนิ้วเล็กน้อย ปลายดาบก็พลันหักลงทันที พร้อมกันนั้นพลังสะท้อนกลับก็ส่งผ่านดาบไปยังมือขององครักษ์

“พรวด”

องครักษ์กระอักเลือดออกมาแล้วล้มลงกับพื้น

เหลียนเฉิงเดินเข้าไปหาองครักษ์อย่างช้าๆ

เมื่อมองดูเหลียนเฉิงที่กำลังเดินเข้ามาหาตนเอง องครักษ์ก็ใช้ดาบหักพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก องครักษ์ใช้ดาบหักชี้ไปที่เหลียนเฉิง

“เจ้าเป็นใครกันแน่? เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือจวนอ๋องเจิ้นเปียน ผู้บุกรุกต้องตาย”

เหลียนเฉิงก็หยุดฝีเท้าแล้วมององครักษ์อย่างเย็นชา

“ข้าผู้เฒ่าให้โอกาสเจ้าไปเรียกคน มิฉะนั้นแล้วข้าผู้เฒ่าจะทำให้เจ้าเป็นเหมือนป้ายนี้”

เหลียนเฉิงพูดจบก็ซัดพลังปราณไปที่ป้ายที่เขียนว่าจวนอ๋องเจิ้นเปียน

“ตูม”

ป้ายที่จักรพรรดิเทียนเฉียนพระราชทานให้ก็พลันแตกเป็นเสี่ยงๆ

องครักษ์เหลือบมองป้ายที่แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วมองไปที่เจียงเฟิง จากนั้นก็วิ่งเข้าไปในจวนอ๋องโดยไม่พูดอะไรสักคำ

เจียงเฟิงมองดูชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เดินไปอยู่ข้างกายเหลียนเฉิง

“ผู้อาวุโสเหลียน พวกเราเข้าไปในจวนอ๋องกันดีกว่า ที่หน้าประตูจวนอ๋องดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไป และอาจทำให้คนของหน่วยสืบสวนเสวียนอิ่งมาที่นี้”

เมื่อเห็นว่าเหลียนเฉิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เจียงเฟิงก็กล่าวต่อว่า

“ผู้อาวุโสเหลียน ถึงแม้ว่าซื่อจื่อจะรู้ว่าท่านไม่กลัวคนของหน่วยสืบสวนเสวียนอิ่ง แต่พวกเขาก็อาจจะส่งผลต่อการล้างแค้นของท่าน”

เหลียนเฉิงฟังดังนั้น ก็เหลือบมองเจียงเฟิง จากนั้นก็เดินเข้าไปในจวนอ๋องเจิ้นเปียนโดยไม่พูดอะไรสักคำ

เมื่อมองดูเหลียงเฉิงเดินเข้าไปในจวนอ๋องอย่างเชื่อฟัง บนใบหน้าของเจียงเฟิงก็พลันปรากฏรอยยิ้มยินดีขึ้นมา เขาไม่ได้กลัวว่าเหลียนเฉิงจะเป็นอะไร แต่เขากลัวว่าหลังจากที่คนของหน่วยสืบสวนเสวียนอิ่งมาถึงแล้ว เหลียนเฉิงจะไม่สามารถฆ่าชิวอันได้

เจียงเฟิงเดินเข้าไปในจวนอ๋องแล้วก็ปิดประตูจวน แต่กลับไม่ปิดสนิท แง้มให้เหลือช่องเล็กเอาไว้ เขายังคงรอให้องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพาคนมาช่วยเขาอยู่

“แตร...แตร...”

ทันทีที่เจียงเฟิงปิดประตูแล้วหันกลับมา ก็มีเสียงแตรดังมาจากในจวนอ๋อง

เมื่อเสียงแตรดังขึ้น เหลียนเฉิงที่เดิมทีหลับตาอยู่หลังจากที่เข้ามาแล้วก็ลืมตาขึ้นมาทันที สายตามองตรงไปข้างหน้า

ณ สถานที่ซ่อนเร้นแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากเหลียนเฉิง ชิวเจี้ยนมองไปที่เหลียนเฉิงแล้วมองไปที่เจียงเฟิง พลางพึมพำในใจ

“เจียงเฟิง เจ้าคิดว่าจวนอ๋องเจิ้นเปียนกลัวเจ้าจริงๆ รึ? ถึงกับกล้าพาคนบุกเข้ามาในจวนอ๋องเจิ้นเปียนของข้า”

เมื่อครู่ ตอนที่ทหารยามเฝ้าประตูที่เพิ่งจะวิ่งเข้ามาในประตู ก็บังเอิญพบกับชิวเจี้ยนพอดี บอกว่ามีคนสองคนบุกเข้ามาในจวนอ๋อง และยังฆ่าทหารยามเฝ้าประตูไปหนึ่งคน ในสองคนนั้นดูเหมือนว่าคนหนึ่งจะเป็นซื่อจื่ออ๋องเวยอู่ ชิวเจี้ยนจึงออกมาดู

ทันทีที่ชิวเจี้ยนออกมา เขาเห็นเจียงเฟิงทันที จากนั้นจึงมองไปที่เหลียนเฉิง เมื่อสัมผัสว่ากลิ่นอายของเหลียนเฉิงไม่ธรรมดา ดูเหมือนจะเป็นระดับจักรพรรดิยุทธ์ ก็รู้ว่าตนเองสู้ไม่ไหว จึงเป่าแตรขึ้น

ณ เรือนน้อยชิงเฟิง

ชิวอันนอนอยู่บนเก้าอี้เอนหลังในสวน ในสมองเต็มไปด้วยความคิดมากมาย ครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรดีจึงจะสามารถล้างมลทินให้พ่อแม่ของกัวเสวี่ยได้เร็วที่สุด แล้วแต่งงานกับกัวเสวี่ยเสียที

ขณะที่เขากำลังจมอยู่กับความคิดที่จะแก้ไขปัญหาอยู่นั้น ทันใดนั้นเอง นอกสวนก็มีเสียงแตรดังขึ้น เสียงที่แหลมคมและยาวนาน ก็ทำลายความเงียบสงบ

ชิวอันก็ลืมตาขึ้น ความคิดที่จดจ่ออยู่ก็ถูกเสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ขัดจังหวะทันที ในดวงตาฉายแววสงสัยและระแวดระวัง

“นับตั้งแต่สามปีก่อนที่จวนอ๋องมีเสียงแตรดังขึ้น ก็ไม่เคยมีเสียงดังขึ้นอีกเลย วันนี้ใครกันที่กล้าหาญถึงเพียงนี้ กล้าที่จะบุกเข้ามาในจวนอ๋องเจิ้นเปียนในเวลากลางวันแสกๆ”

“ไม่รู้ว่าวันนี้ข้าจะต้องสัมผัสกับพลังของนักบุญยุทธ์ล่วงหน้าหรือไม่”

ชิวอันลุกขึ้นมองออกไปนอกสวนแล้วพึมพำกับตัวเอง

“ซื่อจื่อ เหตุใดในจวนอ๋องจึงมีเสียงแตรดังขึ้นรึ? มีศัตรูบุกเข้ามาหรือ?”

ในขณะนั้น กัวเสวี่ยก็พาหนิงเซียงมาอยู่ข้างกายชิวอัน

“อืม นี่คือเสียงแตรที่จะเป่าขึ้นเมื่อจวนอ๋องพบกับศัตรูที่แข็งแกร่ง”

ชิวอันพยักหน้า

จวนอ๋องเจิ้นเปียนจะเป่าแตรก็ต่อเมื่อพบกับศัตรูที่แข็งแกร่งเท่านั้น ขอเพียงเสียงแตรดังขึ้น ผู้พิทักษ์ทั้งหมดในจวนอ๋องไม่ว่าจะกำลังทำอะไรอยู่ก็จะต้องออกมาเผชิญหน้ากับศัตรูทันที

ปกติแล้วจะเป็นทหารองครักษ์ในจวนที่เผชิญหน้ากับศัตรูก่อน อย่างไรเสียทหารองครักษ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ในจวนอ๋องก็มีไม่น้อย และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทหารยามเฝ้าประตูคนนั้นไม่กล้าเป่าแตรทันทีในตอนแรก

เมื่อชิวอันบอกว่ามีศัตรู กัวเสวี่ยก็เดินออกไปนอกสวน

เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยกำลังจะเดินออกไปนอกสวน ชิวอันก็จับนางทันที

“เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าอย่าออกไปเลย เจ้าอยู่ในสวนนี่แหละ ผู้เฒ่าเย่จะจัดการเอง”

เมื่อมีการเป่าแตรขึ้นแล้ว ผู้บุกรุกก็ต้องมีพลังอย่างน้อยระดับราชันย์ยุทธ์ขึ้นไป ส่วนกัวเสวี่ยเพิ่งจะอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นต้นเท่านั้น ชิวอันจึงไม่มีทางวางใจให้นางออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูเช่นนี้แน่

“ซื่อจื่อ หรือว่าต่อไปนี้เมื่อจวนอ๋องพบกับศัตรู ข้าจะต้องหลบอยู่ในสวนหลังจวนไปตลอดอย่างนั้นรึ? เช่นนั้นแล้วข้าจะมีคุณสมบัติอะไรที่จะเป็นพระชายาซื่อจื่อของท่าน?”

กัวเสวี่ยพูดจบก็สลัดมือของชิวอันออกอย่างแน่วแน่แล้วเดินออกไปข้างนอก

“คุณหนู”

หนิงเซียงเหลือบมองชิวอันแล้วก็วิ่งตามกัวเสวี่ยไป

เมื่อฟังสิ่งกัวเสวี่ยพูดออกมา ชิวอันก็ตกตะลึงไป กว่าเขาจะรู้ตัว กัวเสวี่ยก็ใกล้จะถึงประตูสวนแล้ว

ชิวอันก็ต้องการจะไปห้ามอีกครั้ง แต่เมื่อนึกถึงสีหน้าที่แน่วแน่ของกัวเสวี่ยเมื่อครู่ ชิวอันก็รู้ทันว่าแม้ตัวเองจะห้ามไปมากแค่ไหนก็คงจะไม่มีประโยชน์ แต่กัวเสวี่ยเพิ่งจะอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นต้นเท่านั้น หากนางออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูจริงๆ ก็คงไม่ต่างอะไรกับการเสริฟลูกแกะเข้าปากหมาป่า

เมื่อคิดเช่นนี้ ชิวอันก็รู้สึกว่าเมื่อเช้าไม่น่าใช้ฟังก์ชันแบ่งปันระดับพลังไปก็คงจะดีกว่านี้ คงแบ่งปันระดับพลังให้กับกัวเสวี่ยเป็นระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้นไปแล้ว

ขณะที่ชิวอันกำลังร้อนใจอยู่นั้น เขาก็นึกขึ้นมาว่าตอนที่ระบบแนะนำฟังก์ชันแบ่งปันระดับพลัง ก็ไม่เห็นจะบอกว่าต้องใช้เวลาคูลดาวน์นานเท่าไหร่จึงจะใช้ได้อีกครั้ง เขาจึงรีบติดต่อไปยังระบบในสมองด้วยความหวังทันที

“ระบบ ฟังก์ชันแบ่งปันระดับพลัง วันหนึ่งสามารถใช้ได้กี่ครั้ง?”

“โฮสต์ ทุกๆ หนึ่งชั่วยามสามารถใช้งานได้หนึ่งครั้ง”

เมื่อชิวอันได้ยินดังนั้น ก็ดีใจขึ้นมา และขี้เกียจที่จะไปคิดเล็กคิดน้อยกับหลุมพรางที่ระบบขุดไว้ให้ตนเอง ตอนนั้นก็ไม่พูดให้ชัดเจน ทำให้ตนเองเข้าใจผิดว่าวันหนึ่งสามารถใช้งานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

หลังจากที่รู้แล้ว ชิวอันก็รีบวิ่งตามไปข้างนอกทันที เนื่องจากใช้พลังของจักรพรรดิยุทธ์ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาสื่อสารกับระบบไปบ้าง แต่ชิวอันก็ยังคงไล่ตามกัวเสวี่ยทันในเวลาไม่กี่อึดใจ

ชิวอันจับกัวเสวี่ยไว้อีกครั้ง

“เสวี่ยเอ๋อร์ เดี๋ยวก่อน”

กัวเสวี่ยหันไปมองชิวอันอย่างแน่วแน่

“ซื่อจื่อ นอกจากว่าท่านจะไม่แต่งงานกับข้า ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องไป”

“เสวี่ยเอ๋อร์ ข้ายอมให้เจ้าไปก็ได้ แต่ต้องให้ข้าร่ายวิชาอวยพรให้เจ้าก่อน”

ชิวอันพูดจบก็ไม่รอกัวเสวี่ยตอบสนอง แต่กลับก้มหน้าลงจูบที่ริมฝีปากที่แดงสดของนาง

หลังจากที่มีประสบการณ์มาสองครั้งแล้ว แม้ว่ากัวเสวี่ยจะไม่ตื่นตระหนกแล้ว แต่ก็ยังคงเขินอายอยู่บ้าง นางจึงหลับตาทั้งสองข้างลง

“ว้าย!”

หนิงเซียงที่อยู่ข้างๆ เห็นชิวอันจูบกัวเสวี่ยเป็นครั้งแรก ก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ รีบหันหน้าหนีไปอย่างเขินอาย

และเสียงร้องตกใจของหนิงเซียงก็ทำให้ใบหน้าของกัวเสวี่ยยิ่งแดงขึ้นไปอีก ดวงตาก็ยิ่งปิดแน่นขึ้นไปด้วย

สิบกว่าอึดใจต่อมา ชิวอันจึงคลายมือที่โอบเอวของกัวเสวี่ยไว้ แล้วรีบติดต่อไปยังระบบในสมองทันที

“ระบบ เริ่มใช้งานฟังก์ชันแบ่งปันระดับพลัง”

“โฮสต์ โปรดรอสักครู่”

“เปิดใช้งานสำเร็จ”

ทันทีที่เสียงของระบบจบลง กัวเสวี่ยที่รู้สึกผิดหวังอยู่บ้างเพราะชิวอันคลายมือเร็วเกินไป ก็พลันรู้สึกว่าร่างกายเต็มไปด้วยพลังอีกครั้ง

“ซื่อจื่อ ท่านถูกทำลายวรยุทธ์ไปแล้ว ไม่ควรจะออกไปข้างนอก”

กัวเสวี่ยไม่อยากให้ชิวอันออกไปด้วย กลัวว่าชิวอันที่ไม่มีระดับพลังจะกลายเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีของศัตรู

“อืม เจ้าต้องระวังด้วย อย่าฝืนตัวเอง หากสู้ไม่ไหวก็หนีไป ให้ผู้พิทักษ์จัดการเอา”

ชิวอันพยักหน้า มองกัวเสวี่ยด้วยความเป็นห่วง กลัวว่านางจะฝืนตัวเอง

ชิวอันย่อมไม่ยอมอยู่นิ่งๆ ที่สวนหลังจวนอย่างแน่นอน แต่เขาก็ไม่อยากจะเปิดเผยระดับพลังของตนเอง จึงจงใจยอมรับคำพูดของกัวเสวี่ยไปก่อน จากนั้นก็คิดจะไปสวมหน้ากากที่ระบบมอบให้เป็นรางวัลแล้วค่อยไปที่สวนหน้า หากจำเป็นก็จะใช้บัตรทดลองนักบุญยุทธ์ด้วย

“อืม”

กัวเสวี่ยพยักหน้า จากนั้นก็มองไปที่หนิงเซียงที่อยู่ข้างๆ

“หนิงเซียง เจ้าเองก็มีระดับพลังไม่มาก ไม่ต้องออกไปกับข้าหรอก เจ้าอยู่ในห้องฝึกยุทธ์ไปเถิด”

“เจ้าค่ะ คุณหนู ข้าจะตั้งใจฝึกยุทธ์ ต่อไปนี้จะไม่ปล่อยให้ท่านต้องต่อสู้เพียงลำพังอีกแล้ว”

หนิงเซียงรู้ดีว่าหากตนเองไปก็จะเป็นเพียงภาระ นางจึงพยักหน้ายอมรับ

กัวเสวี่ยมองชิวอันอีกครั้ง จากนั้นก็รีบวิ่งไปยังสวนหน้าอย่างรวดเร็ว

“ไปฝึกยุทธ์เสีย ข้าจะนอนแล้ว อย่ามารบกวนซื่อจื่อ”

ชิวอันกลัวว่าตนเองที่จะออกจากห้องไปแล้วจะถูกหนิงเซียงพบเข้า เขาจึงพูดขึ้น

“เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ บ่าวจะไม่รบกวนท่าน”

หนิงเซียงทำความเคารพชิวอัน

“อืม”

ชิวอันพยักหน้า จากนั้นก็เดินไปยังห้องของตนเอง

เมื่อมองดูแผ่นหลังที่จากไปของชิวอัน หนิงเซียงก็พึมพำกับตัวเองว่า

“คุณหนู ต่อไปนี้วันเวลาเช่นนี้ยังมีอีกมาก ท่านจะไม่เสียใจจริงๆ หรือเจ้าคะ?”

หลังจากที่ถอนหายใจอยู่ครู่หนึ่ง หนิงเซียงก็เดินไปยังห้องของตนเอง ตั้งใจว่าจะขยันฝึกฝนเพื่อที่จะช่วยกัวเสวี่ยในอนาคต

หลังจากที่รู้สึกว่าหนิงเซียงปิดประตูห้องแล้ว ชิวอันที่เปลี่ยนเสื้อผ้าและสวมหน้ากากสารพัดนึก จากนั้นก็กระโดดออกจากหน้าต่างห้องไปทันที แล้ววิ่งไปยังสวนหน้า

ณ สวนหน้า

เหลียนเฉิงมองเห็นว่าผู้คนที่มารวมตัวกันข้างหน้ามีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ระดับพลังก็สูงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายถึงกับมีผู้แข็งแกร่งระดับราชันย์ยุทธ์ปรากฏตัวขึ้นมาหลายคน แต่เขาก็ยังคงไม่ไหวติง ยังไม่ลงมือ เพียงแต่ยืนมองอย่างเย็นชา

ที่เหลียนเฉิงไม่ลงมือเป็นเพราะว่าเขายังไม่เห็นเจียงเฟิงชี้ตัวฆาตกรที่ฆ่าเหลียนคุน

ในขณะนั้นเอง เหลียนเฉิงก็พลันรู้สึกว่าสายตาพร่ามัว ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขา

เมื่อเห็นชายที่อยู่เบื้องหน้า สีหน้าของเหลียนเฉิงก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมา เขาสัมผัสว่าชายที่อยู่เบื้องหน้าคือผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิยุทธ์ ขณะที่เขากำลังจะหันไปถามเจียงเฟิง เจียงเฟิงก็ตะโกนขึ้นมาก่อน

“ผู้อาวุโสเหลียน คือเขา คือเขาที่ฆ่าลูกชายของท่าน”

เจียงเฟิงใช้มือซ้ายชี้ไปที่เย่จิ้งที่เพิ่งจะปรากฏตัว

เมื่อเจียงเฟิงพูดจบ สายตาของเหลียนเฉิงก็มองสำรวจเย่จิ้ง

“คือเจ้าที่ฆ่าลูกชายข้ารึ?”

เย่จิ้งเหลือบมองเจียงเฟิง จากนั้นจึงมองไปที่เหลียนเฉิง

“ท่านเป็นใคร? แล้วลูกชายของท่านคือใคร? ข้าผู้เฒ่าไม่รู้จักท่านด้วยซ้ำ จะไปฆ่าลูกชายท่านตอนไหนกัน?”

เมื่อเหลียนเฉิงฟังดังนั้นก็หันไปมองเจียงเฟิง ในแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย

เมื่อเจียงเฟิงเห็นดังนั้นก็รีบตะโกนใส่เย่จิ้งว่า

“ลูกชายของผู้อาวุโสเหลียนก็คือผู้พิทักษ์ระดับราชันย์ยุทธ์ที่อยู่ข้างกายซื่อจื่อเมื่อวานนี้ เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าคนที่ตัดศีรษะเขาเมื่อวานไม่ใช่เจ้า?”

“โอ้! ที่แท้ก็เป็นเขานี่เอง ถูกต้อง ข้าผู้เฒ่าเป็นคนฆ่าเขาเอง”

หลังจากที่รู้ว่าคนที่เหลียนเฉิงชี้คือใครแล้ว เย่จิ้งก็ไม่ปฏิเสธ พยักหน้ายอมรับ

เมื่อเห็นว่าเย่จิ้งพยักหน้ายอมรับแล้ว เจียงเฟิงก็รีบมองไปที่เหลียนเฉิง

“ผู้อาวุโสเหลียน เขายอมรับแล้ว คือเขาที่ฆ่าเหลียนคุน”

“หาที่ตาย”

เหลียนเฉิงพูดจบก็ไม่พูดอะไรมากอีกต่อไป แต่กลับเป็นฝ่ายลงมือก่อน ชักดาบออกจากฝัก ในชั่วพริบตานั้น พลังปราณแห่งฟ้าดินราวกับถูกเรียกขาน พุ่งเข้าหาดาบในมือของเขาอย่างบ้าคลั่ง

ตัวดาบส่องแสงจ้า จากนั้นก็ฟันดาบออกไปในแนวนอนตรงเข้าใส่ลำคอของเย่จิ้ง ดาบเล่มนี้รวดเร็วมาก แฝงไปด้วยความเข้าใจในจุดสูงสุดของวิถีดาบของเหลียนเฉิง ขณะที่ดาบถูกฟันออกไป มิติก็ดูเหมือนจะถูกฉีกขาดออกเป็นรอยแยกเล็กๆ

เย่จิ้งก็ไม่กล้าที่จะประมาท เขารู้ดีถึงความแข็งแกร่งของเหลียนเฉิง จึงรีบชักดาบที่เอวออกมา ใช้ดาบตวัดในแนวตั้งตัวดาบเปล่งแสงสีเหลืองออกมา นั่นคือพลังแห่งปฐพีที่เขารวบรวมจากฟ้าดิน

ดาบทั้งสองก็ปะทะกัน เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับเสียงระฆังที่ดังสนั่นอยู่ข้างหู

คลื่นกระแทกที่เกิดจากการปะทะกันแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง ภูเขาจำลองในสวนก็พลันกลายเป็นผุยผงในทันที

เหลียนเฉิงที่เห็นว่าการโจมตีถูกป้องกัน ก็เคลื่อนไหวราวกับภูตผี ดาบก็กวัดแกว่งไปมาข้างหน้า ในชั่วพริบตา ในสวนก็เต็มไปด้วยเงาดาบ ปราณดาบนับไม่ถ้วน ก็พุ่งเข้าใส่เย่จิ้ง

จบบทที่ บทที่ 44

คัดลอกลิงก์แล้ว