บทที่ 27
บทที่ 27
บทที่ 27
“ฮาๆ! เขาคือองค์ชายใหญ่ ข้าไม่กล้าพอจะล่วงเกินเขาหรอก”
เมื่อก่อนชิวอันแม้จะเกลียดชังความชั่วร้ายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะกล้าล่วงเกินทุกคน ถึงแม้ว่าองค์ชายใหญ่จะไม่ใช่คนดีเด่อะไร ทำเรื่องชั่วร้ายมาไม่น้อย แต่ชิวอันก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่งกับเขา แต่ตอนนี้ชิวอันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ไม่เพียงแต่ความคิดจะเปลี่ยนไป แต่ยังมีระบบอยู่ข้างกายด้วย และด้วยเหตุนี้ ชิวอันถึงกล้าที่จะล่วงเกินองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวิน แต่หากไม่มีระบบ ชิวอันก็คงจะเลือกเก็บตัวเงียบไม่เผชิญหน้ากับองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินแน่
เมื่อกัวเสวี่ยได้ยินดังนั้นก็มองชิวอันด้วยความสงสัยทันที
“เมื่อก่อนท่านมีชื่อว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของราชวงศ์เทียนเฉียน แต่ยังไม่กล้าล่วงเกินเขา แต่เหตุใดตอนนี้ที่วรยุทธ์ของท่านถูกทำลายไปแล้ว ถึงกล้าล่วงเกินเขาเล่า?”
ชิวอันไม่ตอบคำถามของกัวเสวี่ยทันที แต่กลับจ้องมองกัวเสวี่ย
“เหตุใดท่านจึงมองข้าเช่นนี้?”
เมื่อกัวเสวี่ยเห็นว่าชิวอันจ้องมองตนเองอยู่ตลอดก็เขินอายก้มหน้าลงถามเสียงเบา
“เสวี่ยเอ๋อร์ ข้ากำลังตอบคำถามเมื่อครู่ของเจ้าอยู่”
ชิวอันยังคงจ้องมองกัวเสวี่ย
“หา! ตอบคำถามข้างั้นรึ? ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
กัวเสวี่ยมองชิวอันอย่างสงสัย
“เมื่อครู่ไม่ใช่ว่าเจ้าถามข้าหรือว่า เหตุใดเมื่อก่อนที่ข้าไม่กล้าล่วงเกินองค์ชายใหญ่ แต่ตอนนี้ทำไม่ถึงกล้าล่วงเกินองค์ชายใหญ่แล้ว?”
“นั่นเป็นเพราะเจ้า เพราะเจ้าข้าถึงมีความกล้าหาญ ถึงมีพลังที่จะต่อกรกับเขา”
ชิวอันมองกัวเสวี่ยอย่างลึกซึ้ง
ที่ชิวอันพูดก็ไม่ผิด เพราะมีกัวเสวี่ย เขาถึงมีระบบเกาะเมียกิน และเมื่อมีระบบเกาะเมียกิน เขาถึงกล้าที่จะต่อกรกับองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวิน หลังจากที่กัวเสวี่ยฟังจบก็รู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าชิวอันหมายความว่าอย่างไร
“ท่านหมายความว่าอย่างไรรึ?”
“ฮาๆ! ในอนาคตเจ้าจะเข้าใจเอง เจ้าเพียงแค่รู้ว่าเจ้าคือชีวิตของข้า ชาตินี้ข้าขาดเจ้าไม่ได้ก็พอแล้ว”
ชิวอันยิ้มเล็กน้อยไม่คิดจะอธิบายอะไรมาก กลัวว่ากัวเสวี่ยจะถามต่อจึงเปลี่ยนเรื่องคุย
“เจ้าไม่สงสัยหรือว่า แม้ว่าข้าจะไม่ล่วงเกินองค์ชายใหญ่ แต่เหตุใดเขาถึงยังจะมาหาเรื่องข้าอยู่ดี?”
“หรือว่าเจ้าลืมความสัมพันธ์ระหว่างฮองเฮากับเจียงเฟิงไปแล้ว?”
ชิวอันยิ้มพลางมองไปที่กัวเสวี่ย เมื่อถูกชิวอันเตือน กัวเสวี่ยก็พลันเข้าใจขึ้นมา ชิวอันกับเจียงเฟิงมีความแค้นต่อกันและเจียงเฟิงก็มีความสัมพันธ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับองค์ชายใหญ่ เช่นนั้นแล้วองค์ชายใหญ่ย่อมต้องช่วยเจียงเฟิงต่อกรกับชิวอันเป็นธรรมดา เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยเข้าใจแล้ว ชิวอันก็ยิ้มเล็กน้อยไม่พูดอะไรต่อ แต่กลับมองไปยังการประมูลข้างล่าง
สักพักต่อมากัวเสวี่ยก็พลันลุกขึ้นแล้วยื่นมือไปดึงชิวอันขึ้นมา
“เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าจะทำอะไร?”
เมื่อถูกกัวเสวี่ยดึงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ชิวอันก็มองนางด้วยความสงสัยทันที
“ฉวยโอกาสที่องค์ชายใหญ่ไม่ทันสังเกต พวกเราไปจากที่นี่กันเถอะ ท่านจะปลอดภัยกว่าหากอยู่จวนอ๋องเจิ้นเปียน”
กัวเสวี่ยมองชิวอันด้วยสีหน้ากังวล ลืมไปเสียสนิทว่ามีเย่จิ้งอยู่ข้างๆ ที่สามารถฆ่าคนในระดับราชันย์ยุทธ์ด้วยการโบกมือเพียงครั้งเดียว
“ฮาๆ!”
ชิวอันหัวเราะออกมา คิดว่ากัวเสวี่ยคิดง่ายเกินไปแล้ว แต่ก็ไม่พูดอะไรมาก ในเมื่อกัวเสวี่ยต้องการจะจากไป เช่นนั้นก็กลับไปที่จวนอ๋อง อย่างไรเสียเป้าหมายในวันนี้ก็บรรลุแล้ว
“ข้าฟังเจ้า พวกเรากลับจวนอ๋องกันเถิด”
ชิวอันพูดจบก็จับมือกัวเสวี่ยแล้วเดินออกไปข้างนอก เย่จิ้งกับชิวเจี้ยนก็ลุกขึ้นเดินตามอยู่ข้างหลัง
ห้องส่วนตัวหมายเลขสาม
ซวงหัวที่คอยจับตามองความเคลื่อนไหวของห้องส่วนตัวหมายเลขสิบห้าอยู่ตลอดเวลา เมื่อรับรู้ว่าคนข้างในจากไปแล้วก็มองไปที่องค์หญิงใหญ่ซีเหยา
“ฝ่าบาท คนในห้องส่วนตัวหมายเลขสิบห้าจากไปแล้วเพคะ”
“อืม! เจ้าตามไปดูหน่อย จำไว้ว่าแค่ดูเท่านั้น อย่าลงมือ”
“เพคะ ฝ่าบาท”
ซวงหัวรับคำแล้วก็ถอยออกจากห้องไป
ห้องส่วนตัวหมายเลขสอง
“ฝ่าบาท คนในห้องส่วนตัวหมายเลขสิบห้าจากไปแล้ว บ่าวจะไปสืบประวัติของเขาเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ชางหลางก็คอยจับตามองห้องส่วนตัวหมายเลขสิบห้ามาโดยตลอด ทันทีที่ชิวอันและคนอื่นๆ ออกจากห้อง เขาก็รับรู้เช่นกัน จึงรีบบอกองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินทันที
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินกำลังจะโบกมือให้ชางหลางไปจัดการ แต่จู่ๆ ก็เกิดความคิดอื่นขึ้นมา
“เดิมที ข้าก็มาเพื่อยาคงโฉม แต่เมื่อยาคงโฉมถูกคนอื่นประมูลไปแล้ว ข้าก็ไม่มีอารมณ์จะอยู่ที่นี่อีกเช่นกัน”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพูดจบก็ลุกขึ้นยืน
“ไปกันเถอะ ข้าจะไปพบเขาด้วยตนเอง ดูสิว่าเขามีดีอะไรถึงกล้ามาแย่งชิงยาคงโฉมกับข้า”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพูดจบก็เดินออกจากห้องไป
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ชางหลางโค้งตัวทำความเคารพแล้วก็เดินตามองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินออกไป
การจากไปขององค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินก็ดึงดูดความสนใจขององค์หญิงใหญ่ซีเหยา นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เดินออกไปข้างนอกเช่นกัน
นับตั้งแต่ที่เดินออกจากห้องไป กัวเสวี่ยก็จูงมือชิวอันเดินเร็วไปยังบันได ดวงตาของนางจ้องมองไปที่ประตูห้องส่วนตัวหมายเลขสองอย่างไม่วางตา กลัวว่าองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินจะเดินออกมา ขณะที่กำลังจะเดินไปถึงประตูห้องส่วนตัวหมายเลขสี่และใกล้จะถึงทางลงบันไดแล้ว กัวเสวี่ยก็เห็นว่าประตูห้องส่วนตัวหมายเลขสองถูกเปิดออก ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กอดดาบสองมือเดินออกมาจากข้างใน จากนั้น ชายหนุ่มอีกคนที่สวมฉลองพระองค์ลายมังกรสีม่วงก็เดินออกมาด้วย ยืนอยู่ที่หน้าประตูมองมาที่พวกตน เมื่อเห็นว่าองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินอยู่ตรงหน้า กัวเสวี่ยก็ตกใจขึ้นมาจนหยุดฝีเท้าลง ส่วนชิวอันกลับไม่ตกใจเลย เขารู้สึกถึงความตื่นตระหนกของกัวเสวี่ย จึงกุมมือนางไว้แน่น
“เสวี่ยเอ๋อร์ อย่าตกใจไป ยังมีข้าอยู่ทั้งคน”
สถานการณ์เช่นนี้เขาคาดการณ์ไว้แล้ว องค์ชายใหญ่ไม่ใช่คนใจกว้างอะไร วันนี้ตนเองทำให้เขาเสียหน้า เขาจะปล่อยให้ตนเองจากไปง่ายๆ ก็ไม่ใช่เขาแล้ว
“อืม”
กัวเสวี่ยพยักหน้า เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วนางก็ทำได้เพียงเลือกที่จะเชื่อชิวอันเท่านั้น ชิวอันจูงมือกัวเสวี่ยแล้วเดินต่อไปยังบันได เมื่อองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินเห็นว่าคนที่เดินอยู่ในโถงทางเดินคือชิวอันก็พลันประหลาดใจขึ้นมา เขาไม่คิดว่าคนที่แย่งชิงยาคงโฉมกับเขาจะเป็นซื่อจื่ออ๋องเจิ้นเปียนที่ไม่เคยก้าวออกจากจวนสามปีแล้วคนนั้น เมื่อเห็นชิวอันองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินก็รู้ทันทีว่าวันนี้ตนเองคงต้องยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่มีทางเลือก
ตนเองกับองค์ชายรองกัวจิ่งหยวนกำลังแย่งชิงบัลลังก์กันอยู่ ตอนนี้อ๋องเจิ้นเปียนที่กุมกองทัพสามแสนนายก็ยังคงไม่เลือกข้าง ทำตัวเป็นกลางอยู่ หากวันนี้ตนเองกล้าที่จะลงมือกับซื่อจื่ออ๋องเจิ้นเปียน อ๋องเจิ้นเปียนก็ย่อมจะต้องหันไปเข้าข้างองค์ชายรองกัวจิ่งหยวน
และยังมีเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นอีกคือ จักรพรรดิเทียนเฉียนทรงให้ความสำคัญกับชิวอันเป็นอย่างมาก ทรงปฏิบัติต่อชิวอันเป็นอย่างดี ต่อให้วรยุทธ์ของชิวอันจะถูกทำลายไปแล้วก็ยังคงทรงโปรดปรานอยู่เสมอ ทุกเดือนจักรพรรดิเทียนเฉียนจะทรงส่งของบำรุงมากมายไปที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนเพื่อให้ชิวอันบำรุงร่างกาย
ขณะที่องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ชิวอันก็พากัวเสวี่ยมาถึงเบื้องหน้าเขา
“ซื่อจื่ออ๋องเจิ้นเปียน ถวายพระพรฝ่าบาท”
ชิวอันโค้งคำนับให้องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวิน กัวเสวี่ย ชิวเจี้ยน และเย่จิ้งก็ตามมาทำความเคารพองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินด้วย
“ซื่อจื่อมิต้องมากพิธี”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินโบกมือ จากนั้นก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ข้ารู้ว่าหลังจากที่เจ้าประสบเหตุกับการลอบสังหารก็พักรักษาตัวอยู่ในจวนมาโดยตลอด ข้าก็อยากจะไปเยี่ยมเจ้ามาเสมอ แต่เนื่องจากภารกิจมากมาย จึงไม่มีเวลาเลย ยังคิดอยู่ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาศพบกันอีก ไม่คาดคิดว่าการพบกันครั้งแรกหลังจากไม่เจอกันนานจะเป็นที่นี่”
“ฮาๆ! ฝ่าบาท ทรงชมเกินไปแล้ว พระองค์ทรงเป็นแขนซ้ายแขนขวาของจักรพรรดิ ข้าเพียงแค่รับบาดเจ็บเล็กน้อยไหนเลยจะกล้ารบกวนฝ่าบาท”
ชิวอันยิ้มพลางมองไปที่องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวิน
“ซื่อจื่อถ่อมตัวเกินไปแล้ว อ๋องเจิ้นเปียนทรงเป็นขุนนางคนสำคัญของราชวงศ์เทียนเฉียนของเรา ทรงปกป้องชายแดนตลอดทั้งปี ไม่มีเวลาดูแลเรื่องราวในจวน ข้าในฐานะที่เป็นสมาชิกของราชวงศ์เทียนเฉียน ย่อมต้องดูแลแทน เป็นหน้าที่ที่ควรทำอยู่แล้ว”
องค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินพูดจบก็กล่าวต่อว่า
“แต่ตอนนี้ข้าเห็นว่าใบหน้าของซื่อจื่อแดงระเรื่อ คาดว่าคงจะหายดีแล้วกระมัง อีกไม่นานก็คงจะกลับมาเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์เทียนเฉียนของเราอีกครั้ง”
กัวเสวี่ยที่ฟังมาโดยตลอด ก็โกรธขึ้นมาทันที องค์ชายผู้นี้ หรือว่ากำลังแดกดันชิวอันอยู่ ก็รู้กันอยู่ว่าตันเถียนของชิวอันแตกสลาย เส้นชีพจรก็ขาดสะบั้น จะกลับมาเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งได้อย่างไร นางจึงต้องการจะพูดบางอย่าง แต่ก็ถูกชิวอันห้ามไว้ ด้วยการจับมือนางแน่นขึ้น
“ฮาๆ! ฝ่าบาท ทรงชมเกินไปแล้ว ตันเถียนของข้าแตกสลาย เส้นชีพจรขาดสะบั้น เป็นคนไร้ประโยชน์ การจะกลับมาเป็นอัจฉริยะอีกครั้ง ก็คงเพียงความฝันเท่านั้น”
“หากฝ่าบาทไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าขอทูลลา”
ชิวอันไม่ต้องการที่จะเสแสร้งกับองค์ชายใหญ่กัวจิ่งเหวินอีกต่อไปแล้ว จึงเสนอตัวที่จะจากไปก่อน