บทที่ 16
บทที่ 16
บทที่ 16
“ฮาๆ! ข้ามีวิชาอวยพร”
ชิวอันยิ้มให้กัวเสวี่ยอย่างอ่อนโยน
“ขอเพียงเจ้ารับการอวยพรจากข้า ก็จะสามารถเพิ่มระดับพลังขึ้นสองระดับได้ชั่วคราวเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม”
“จริงหรือ?”
เมื่อกัวเสวี่ยที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งไม่เชื่อมากเข้าไปอีก
“แน่นอนว่าจริง มิฉะนั้นแล้วข้าจะยอมให้ภรรยาสุดที่รักของข้าไปประลองอย่างงั้นรึ”
“ถึงแม้ว่าเวลาประลองจะเจ็บที่กายเจ้า แต่ก็เจ็บที่ใจข้าเช่นกัน”
ชิวอันมองกัวเสวี่ยอย่างลึกซึ้ง ใช้กลวิธีจีบสาวจากชาติก่อน
กัวเสวี่ยไหนเลยจะทนต่อกลวิธีจีบสาวแบบสมัยใหม่ของชิวอันได้ เมื่อได้ฟังแล้วใบหน้าก็พลันแดงก่ำขึ้นมาทันที ก้มหน้าลงไม่กล้ามองชิวอัน
เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยขี้อายง่ายขนาดนี้ ชิวอันก็พลันเผยรอยยิ้มที่แปลกประหลาดออกมา
“ภรรยา ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อในวิชาอวยพรของสามี เช่นนั้นเจ้าลองดูเป็นอย่างไร?”
“จะได้ผลหรือไม่ ลองดูเดี๋ยวก็รู้”
“อืม”
กัวเสวี่ยก็เงยหน้าขึ้นมองชิวอัน ต้องการดูว่าเขาจะร่ายวิชาอวยพรอย่างไร
“ภรรยา เจ้าแน่ใจนะว่าจะลอง”
ชิวอันมองกัวเสวี่ยด้วยรอยยิ้มที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“อืม”
กัวเสวี่ยพยักหน้าอีกครั้ง
“ภรรยา เจ้าลุกขึ้นก่อน”
กัวเสวี่ยลุกขึ้นตามคำพูด
ชิวอันก็ลุกขึ้นตามมาทันที เดินมาอยู่เบื้องหน้ากัวเสวี่ย ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองไม่ถึงครึ่งเมตร
เลยทำให้กัวเสวี่ยรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย กำลังจะถอยหลัง แต่ชิวอันกลับจับไหล่ของนางไว้ทันที
“ภรรยา อย่าขยับ ข้าจะร่ายวิชาอวยพรแล้ว”
“อืม! ท่านรีบหน่อย”
กัวเสวี่ยอดทนต่อความอึดอัดและยืนนิ่งอยู่กับที่
เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยบอกให้ตนเองรีบหน่อย ชิวอันก็ยิ้มออกมาทันที
“ได้”
ชิวอันตอบเสียงเบา จากนั้นก็ดึงกัวเสวี่ยเข้ามาในอ้อมแขน อาศัยจังหวะที่นางไม่ทันระวังตัว จูบลงไปบนริมฝีปากที่แดงของนาง
เมื่อถูกชิวอันจูบเช่นนี้ กัวเสวี่ยก็ถึงกับงุนงงไปหมด เบิกตากว้างมองใบหน้าของชิวอัน
หลายลมหายใจต่อมา กัวเสวี่ยก็ได้สติกลับคืนมา แต่ก่อนที่นางจะผลักชิวอันออกไป ชิวอันกลับปล่อยไหล่ของกัวเสวี่ยเอง
“ท่าน ท่าน...”
กัวเสวี่ยมองชิวอันทั้งอายทั้งโกรธ ชี้ไปที่ชิวอันไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
“ฮาๆ! เจ้าเป็นคนบอกเองนะว่าจะลองวิชาอวยพรของข้า”
ชิวอันยิ้มให้กัวเสวี่ยอย่างอ่อนโยน จากนั้นก็สั่งระบบในสมองว่า
“ระบบ เริ่มใช้งานฟังก์ชันแบ่งปันระดับพลัง ยกระดับของกัวเสวี่ยขึ้นสู่ระดับราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด”
“โฮสต์ โปรดรอสักครู่”
“เปิดใช้งานฟังก์ชันแบ่งปันสำเร็จแล้ว”
ขณะที่กัวเสวี่ยกำลังจะตำหนิชิวอันว่าจงใจฉวยโอกาสกับนาง ทันใดนั้นนางก็รู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก ไหลเข้าสู่ร่างกายในทันที ทะลวงผ่านสองระดับอย่างรวดเร็ว
ในชั่วพริบตา ร่างของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เลือดลมพลุ่งพล่านราวกับคลื่นยักษ์ ร่างกายของนางก็เปล่งแสงสว่างจ้าออกมา ผสานเข้ากับพลังแห่งฟ้าดิน
เมื่อสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย กัวเสวี่ยก็มองชิวอันอย่างตกตะลึง
“นี่...นี่...นี่เป็นเรื่องจริงหรือ ข้าเป็นราชันย์ยุทธ์แล้วจริงๆหรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว สามีจะจงใจฉวยโอกาสกับเจ้าได้อย่างไร ที่จริงแล้ววิชาอวยพรต้องใช้วิธีนี้ในการร่าย เมื่อครู่ดูเหมือนเจ้าจะใส่ร้ายข้าแล้วนะ”
ชิวอันมองกัวเสวี่ยด้วยสีหน้าเจ็บปวด แต่ในใจกลับแอบดีใจพลางนึกถึงรสจูบเมื่อครู่
เมื่อเห็นใบหน้าที่เจ็บปวดของชิวอัน กัวเสวี่ยก็รู้สึกอับอายขึ้นมา แต่แล้วก็นึกขึ้นว่าเมื่อครู่ตนเองดูเหมือนจะยังไม่ทันจะพูดอะไรออกมาสักคำ จึงกล่าวว่า
“เมื่อครู่ข้ายังไม่พูดอะไรเลย พวกเราควรรีบไปที่ลานประลองดีกว่า มิฉะนั้นวิชาอวยพรของท่านหายไปจะลำบากเอา”
กัวเสวี่ยพูดจบก็จูงมือของชิวอันแล้วพาเขาวิ่งไปยังลานประลองอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ทั้งสองคนจากไปแล้ว หรงหมัวมัวกับจ้าวหรานก็เดินออกมาจากที่ซ่อน
“พ่อบ้านจ้าว ท่านเคยรู้หรือไม่ว่าซื่อจื่อมีวิชาอวยพรด้วย?”
หรงหมัวมัวมองจ้าวหรานด้วยความประหลาดใจ
“ไม่เคยรู้เลย”
จ้าวหรานส่ายหน้า
“เมื่อครู่ท่านสัมผัสถึงปราณราชันย์ยุทธ์บนตัวนางหรือไม่?”
หรงหมัวมัวถามอีกครั้ง
“สัมผัสได้ เมื่อครู่นางทะลวงสู่ราชันย์ยุทธ์อย่างกะทันหันจริงๆ”
จ้าวหรานพยักหน้า
“ดูเหมือนว่าตอนแรกนางจะเป็นเพียงระดับจอมยุทธ์ แต่ในชั่วพริบตากลับทะลวงผ่านสองระดับติดต่อกัน และยังไม่เห็นผลข้างเคียงใดๆ บนตัวนางด้วย เรื่องเช่นนี้ท่านเคยเห็นหรือไม่?”
จ้าวหรานยิ้มอย่างขมขื่นพลางมองไปที่หรงหมัวมัว
“หรงหมัวมัว ข้าผู้เฒ่าอย่าว่าแต่เคยเห็นเลย แม้แต่เคยได้ยินก็ยังไม่เคย”
“แต่ตอนนี้พวกเรารีบตามไปก่อนเถิด หากพวกเราไม่ตามไปแล้วซื่อจื่อเป็นอะไรขึ้นมา พวกเราก็รับผิดชอบไม่ไหว”
“ฮึ! นางเป็นถึงราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดแล้ว ซื่อจื่อจะเป็นอะไรไปอีกเล่า”
หรงหมัวมัวแค่นเสียงอย่างเย็นชา แต่แล้วก็ยังคงรีบเดินไปยังลานประลองอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นท่าทีปากไม่ตรงกับใจของหรงหมัวมัว จ้าวหรานก็ยิ้มอย่างขมขื่นออกมาแล้วรีบตามไปทันที
---
“ฮาๆ! ซื่อจื่อ ข้านึกว่าท่านจะเสียใจไม่กล้ามาแล้วเสียอีก”
หลังจากที่กัวเสวี่ยกับชิวอันมาถึงลานประลองแล้ว เฉินเผิงก็ยิ้มพลางมองไปที่ชิวอัน
“ฮาๆ! ซื่อจื่อจะเสียใจได้อย่างไร เพียงแต่หวังว่า เมื่อพวกเจ้าแพ้แล้วจะไม่เสียใจก็แล้วกัน”
ชิวอันก็โต้กลับไปอย่างไม่เกรงใจ
“ฮึ!”
เฉินเผิงแค่นเสียงอย่างเย็นชาแล้วก็ไม่พูดต่อ เขารู้ว่าตนเองพูดสู้ชิวอันไม่ได้ จึงหันไปมองกัวเสวี่ยแทน
“อย่าหาว่าพวกเรารังแกเจ้าเลย เจ้าอยากจะสู้กับใครในพวกเรา? เจ้าเลือกตามสบาย”
หากเป็นเมื่อหนึ่งเค่อก่อน กัวเสวี่ยคงจะเลือกอย่างระมัดระวัง เลือกคนที่อ่อนแอที่สุดในหมู่คนทั้งหมด แต่ตอนนี้นางเป็นถึงราชันย์ยุทธ์แล้ว ไหนเลยจะสนใจคนกลุ่มนี้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็แค่ระดับปรมาจารย์เท่านั้น นางจึงชี้ไปที่เฉินเผิงและคนอื่นๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก
เมื่อเฉินเผิงมองตามนิ้วของกัวเสวี่ยไปก็พลันส่ายหน้าขึ้นมา จากนั้นก็หันกลับมามองกัวเสวี่ย
“ข้ากะว่าจะให้เจ้าได้เปรียบเสียหน่อย ไม่คิดว่าเจ้าจะเลือกเซวียนเอ๋อร์ ดูท่าโชคของเจ้าคงจะแย่มาก เซวียนเอ๋อร์เป็นผู้มีระดับพลังสูงที่สุดในบรรดาสตรีทั้งห้า มีระดับพลังถึงปรมาจารย์ขั้นต้น”
เฉินเผิงพูดจบก็มองไปที่เฉินเซวียนแล้วพูดอย่างจงใจ
“เซวียนเอ๋อร์ เจ้าต้องออมมือหน่อยนะ อย่าทำร้ายพระชายาซื่อจื่อจนบาดเจ็บสาหัสเล่า มิฉะนั้นวันนี้พวกเราอาจจะเดินออกจากจวนอ๋องเจิ้นเปียนไม่ได้”
เมื่อเฉินเผิงพูดคำว่าพระชายาซื่อจื่อออกมา เขาก็เน้นเสียงเป็นพิเศษ
เมื่อได้ยินคำพูดที่เสียดสีของเฉินเผิง ชิวอันก็ไม่ได้เอ่ยปากอะไรเพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย รอดูเฉินเผิงเสียหน้าอย่างเงียบๆ
“ท่านพี่ ข้าจะระวัง จะไม่ทำร้ายนางจนบาดเจ็บสาหัส”
เฉินเซวียนรับคำแล้วก็กำหมัดแน่น เดินไปยังกลางลานประลองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
การออมมือไม่มีอยู่ในความของนางเลยสักนิด เมื่อวานนี้ก็เพราะนางถึงต้องได้รับความอัปยศเช่นนั้น ตอนนี้มีโอกาสแก้แค้นแล้วจะปล่อยไปง่ายๆได้อย่างไร
เฉินเผิงและคนอื่นๆ ต่างก็มองกัวเสวี่ยด้วยรอยยิ้ม จินตนาการถึงภาพที่นางจะถูกเฉินเซวียนทรมานต่อจากนี้
เมื่อเห็นว่าเฉินเซวียนใกล้จะถึงกลางลานประลองแล้ว กัวเสวี่ยก็เดินไปข้างหน้าเพื่อขึ้นไปลานประลองด้วยเช่นกัน แต่เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกชิวอันดึงไว้
กัวเสวี่ยหันกลับมามองชิวอันอย่างสงสัย
“ภรรยา เจ้าต้องออมมือหน่อยนะ อย่าฆ่านางเสียเล่า ตระกูลของพวกนางอย่างไรเสียก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับจวนอ๋องเจิ้นเปียนของข้ามากนัก หากเจ้าฆ่านางไปก็จะไม่ดี”
ชิวอันมองกัวเสวี่ยด้วยรอยยิ้ม
“ฮึ!”
ถึงแม้เสียงของชิวอันจะไม่ดังมากนัก แต่เฉินเผิงก็คอยจับตามองชิวอันอยู่ตลอด ย่อมได้ยินคำพูดของชิวอันเป็นธรรมดา เมื่อได้ยินแล้วก็อดที่จะแค่นเสียงอย่างเย็นชาไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“อืม!”
กัวเสวี่ยพยักหน้าไม่พูดอะไร หันหน้าเดินตรงไปยังเฉินเซวียน
เมื่อเดินไปถึงระยะห่างจากเฉินเซวียนประมาณหนึ่งเมตร กัวเสวี่ยก็หยุดลง กำลังจะพูดบางอย่าง แต่เฉินเซวียนกลับไม่ให้เวลานางพูดสักคำ
เฉินเซวียนก็ตะโกนเสียงดังออกมา ร่างกายราวกับภูตผี สองฝ่ามือฉีกอากาศ พุ่งเข้าใส่กัวเสวี่ยทันที