เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15

บทที่ 15

บทที่ 15


บทที่ 15

“ซื่อจื่อ ท่านอย่าพูดจาเหลวไหล ต่อให้ท่านจะชอบนาง แต่ก่อนที่ฝ่าบาทจะทรงแต่งตั้งนาง นางก็เป็นเพียงแค่สาวใช้หรืออย่างมากก็เป็นเพียงแค่อนุภรรยาเท่านั้น”

เมื่อรู้ว่าชิวอันยังคงเป็นคนไร้ประโยชน์ เฉินเผิงก็ใจเย็นลงมาก

“และการกระทำของท่านเมื่อวานนี้ก็เป็นการดูถูกพวกเรา ท่านไม่ควรจะให้คำอธิบายแก่พวกเราทั้งห้าตระกูลหรอกหรือ?”

“ฮาๆ! ที่พวกเจ้าคิดว่าซื่อจื่อดูถูกพวกเจ้า ก็ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าการคิดว่าเสวี่ยเอ๋อร์สู้สตรีจากห้าตระกูลของพวกเจ้าไม่ได้”

ชิวอันกวาดสายตามองเฉินเผิงและคนอื่นๆ อย่างเย็นชา

“เช่นนั้น หากพิสูจน์ว่าเสวี่ยเอ๋อร์ ดีกว่าสตรีจากห้าตระกูลของพวกเจ้า การดูถูกที่พวกเจ้าพูดถึงก็จะยุติลงใช่หรือไม่”

“ซื่อจื่อ ท่านกำลังพูดเล่นกับพวกข้าอยู่หรือ?”

เฉินเผิงมองชิวอันด้วยความไม่เข้าใจ

“หากพูดถึงชาติตระกูล พวกเราล้วนเป็นตระกูลขุนนาง บรรพบุรุษล้วนเป็นขุนนางขั้นสาม”

“หากพูดถึงความสามารถของพวกนาง ระดับพลังของสตรีทั้งห้าตระกูลของเรา อย่างน้อยที่สุดก็คือจอมยุทธ์ขั้นกลางสูงที่สุดก็คือปรมาจารย์ขั้นต้น”

“หากพูดถึงรูปโฉม...”

เฉินเผิงเหลือบมองรูปร่างของกัวเสวี่ย แล้วมองไปที่สตรีทั้งห้าคนที่อยู่ข้างกายตนเองเพื่อเปรียบเทียบ

ในใจแอบคิดว่าหากไม่ใช่เพราะรอยแผลเป็นบนใบหน้าของกัวเสวี่ย ตนเองก็คงจะเลือกกัวเสวี่ยเช่นกัน แต่ในใจคิดเช่นนี้ ปากกลับพูดเช่นนั้นไม่ได้ จึงเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นว่า

“หากพูดถึงรูปโฉม รอยแผลเป็นสองรอยบนใบหน้าของนางก็ทำให้นางเสียโฉมไปแล้ว จะมาเทียบกับสตรีทั้งห้าตระกูลของข้าได้อย่างไร”

“ฮาๆ!”

ชิวอันหัวเราะเยาะทันทีแล้วก็เริ่มโต้กลับเฉินเผิง

“หากพูดถึงชาติตระกูล พวกเจ้าจะสู้จวนอ๋องเจิ้นเปียนของข้าไหวหรือ? ซื่อจื่อยังต้องพึ่งพาชาติตระกูลของภรรยาอีกหรือไม่?”

“หากพูดถึงรูปโฉม พวกเจ้าคิดว่ารูปร่างของพวกนางจะเทียบกับพระชายาซื่อจื่อของข้าได้หรือ?”

“ก็แค่รอยแผลเป็นสองรอยบนใบหน้าเท่านั้น รอให้ซื่อจื่อไปขอร้องหมอเทวดาซ่างกวนให้มารักษา ก็สิ้นเรื่องแล้ว?”

“หากพูดถึงความสามารถ...”

“ฮาๆ!”

ชิวอันหัวเราะเบาๆ อีกครั้ง

“หากยังไม่ประลอง พวกเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพระชายาซื่อจื่อของข้าสู้พวกเจ้าไม่ได้?”

กัวเสวี่ย มองชิวอันอย่างเหม่อลอย นางรู้สึกว่าตนเองอาจจะต้องทำความรู้จักกับเขาใหม่เสียแล้ว

เมื่ออยู่ต่อหน้านาง เขากลับทำตัวเหมือนคนไร้ยางอาย ไม่มีความน่าเกรงขามของซื่อจื่อแต่อย่างใด ยอมตามใจนางทุกเรื่อง

แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นกลับเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม พูดจาข่มขู่ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร

กัวเสวี่ย คิดในใจว่า

“บางทีการใช้ชีวิตอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก”

เมื่อเฉินเผิงเห็นว่าชิวอันจะให้สาวใช้มาประลองกับพวกตนก็พลันหัวเราะเสียงดังออกมา

“ฮ่าๆๆ!”

“ซื่อจื่อ ท่านกำลังพูดเล่นอยู่หรือไม่? หรือว่ากำลังดูถูกพวกเรา? คิดจะให้สาวใช้มาประลองกับพวกเราจริงๆรึ ท่านคิดว่านางคู่ควรหรือ?”

เฉินเผิงชี้ไปที่กัวเสวี่ย

“ทำไม? ไม่กล้ารึ?”

ชิวอันมองเฉินเผิงด้วยสายตาดูถูก จากนั้นก็กวาดสายตาดูถูกไปยังคนอื่นๆต่อ

เมื่อเห็นสายตาดูถูกของชิวอัน ขณะที่เฉินเผิงกำลังลังเลว่าจะตอบตกลงดีหรือไม่ จ้าวอี้ที่อยู่ข้างๆ ก็ทนสายตาดูถูกของชิวอันไม่ไหว จึงเอ่ยขึ้นมาก่อน

“เอาสิ ข้าตกลงที่จะประลองกับนาง แต่ข้าไม่ขอรับประกันความเป็นความตายของนาง”

เมื่อเฉินเผิงเห็นว่าจ้าวอี้ตอบตกลงแล้ว ก็เตรียมจะเอ่ยปากเช่นกัน แต่เขาจะไม่ตอบตกลงชิวอันง่ายๆ เช่นนี้ เขามีแผนการของเขา

“ซื่อจื่อ พวกเราสามารถตกลงที่จะประลองกับนางได้ แต่ท่านต้องยอมรับเงื่อนไขของข้าหนึ่งข้อ และพวกเราก็ขอไม่รับประกันว่าจะไม่ทำร้ายนาง อย่างไรเสียการต่อสู้ก็มักรับบาดเจ็บเป็นเรื่องปกติ”

“ได้ เจ้าลองพูดเงื่อนไขของเจ้ามาสิ”

ชิวอันพยักหน้า

ชิวอันไม่คิดจะใส่ใจเลยว่าเฉินเผิงจะพูดว่าจะทำร้ายกัวเสวี่ย หลังจากที่ทั้งสองคนแบ่งปันระดับพลังกันแล้ว กัวเสวี่ยก็จะมีพลังถึงระดับราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด เขาไม่เชื่อว่ากัวเสวี่ยจะยังเอาชนะเฉินเผิงและพวกขยะเหล่านี้ไม่ได้ ต่อให้เอาชนะไม่ได้ อย่างมากตนเองก็แค่เปิดเผยระดับพลังออกไปเท่านั้น

เฉินเผิงมองชิวอันอย่างไม่ประสงค์ดี

“หากนางแพ้ ข้าต้องการให้ท่านคุกเข่าขอโทษสตรีทั้งห้าตระกูลของเรา”

เมื่อชิวอันได้ยินดังนั้นก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล

“ได้ ข้าผู้เป็นซื่อจื่อ…”

ชิวอันยังพูดไม่ทันจบ ชิวเจี้ยนที่อยู่ข้างๆ ก็ขัดขึ้นมา

“ซื่อจื่อ อย่าตกลงนะขอรับ พวกเขา…”

ชิวเจี้ยนไม่เชื่อว่ากัวเสวี่ยจะสามารถเอาชนะเฉินเผิงที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดได้จริงๆ จึงไม่อยากให้ชิวอันต้องมาถูกดูถูก แต่เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกชิวอันโบกมือห้ามไว้

ชิวอันหันไปมองชิวเจี้ยนอย่างไม่พอใจ

“หากเจ้ายังสงสัยในคำพูดของซื่อจื่ออีก ก็ออกไปข้างนอกซะ”

“ขอรับ ซื่อจื่อ”

เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่พอใจของชิวอัน ชิวเจี้ยนก็ได้แต่ก้มหน้าลงรับคำ

ชิวอันหันกลับไปมองเฉินเผิงอีกครั้ง

“จะให้ซื่อจื่อยอมรับเงื่อนไขของพวกเจ้าก็ได้ แต่พวกเจ้าก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของซื่อจื่อหนึ่งข้อเช่นกัน”

“ได้ ซื่อจื่อ โปรดว่ามา”

เฉินเผิงพยักหน้า

“หากพวกเจ้าแพ้ พวกเจ้าทุกคนจะต้องขอโทษพระชายาซื่อจื่อ”

ชิวอันมองเฉินเผิงและคนอื่นๆ อย่างจริงจัง

“ไม่มีทาง พวกเราจะไปขอโทษนางได้อย่างไร”

เฉินเผิงพูดออกมาโดยไม่ต้องคิด

“โอ้! ความหมายของเจ้าคือยอมรับว่าสู้พระชายาซื่อจื่อไม่ได้อย่างนั้นรึ?”

ชิวอันมองเฉินเผิงอย่างเย้ยหยัน

“ท่าน...”

เมื่อเห็นใบหน้าที่เย้ยหยันของชิวอัน เฉินเผิงก็โกรธจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะแต่เมื่อคิดอีกที หากตนเองชนะ ไม่เพียงแต่จะไม่ต้องขอโทษ แต่ยังสามารถทำให้ชิวอันเสียหน้าได้อีกด้วย เขาจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า

“ก็ได้ ข้าตกลง”

“แล้วพวกเจ้าล่ะ?”

ชิวอันกวาดสายตามองทุกคน

เมื่อเห็นว่าเฉินเผิงตอบตกลงแล้ว ทุกคนก็คิดว่าตนเองคงจะไม่แพ้ จึงพยักหน้าตอบตกลงกันทุกคน

“ข้าตกลง”

“ข้าตกลง”

……………………

เมื่อเห็นว่าทุกคนตอบตกลงแล้ว บนใบหน้าของชิวอันก็พลันปรากฏรอยยิ้มที่แปลกประหลาดขึ้นมาจากนั้นก็หันไปมองชิวเจี้ยน

“พาพวกเขาไปที่ลานประลอง”

“ขอรับ ซื่อจื่อ”

ชิวเจี้ยนโค้งตัวตอบ จากนั้นก็พาเฉินเผิงและคนอื่นๆ ไปยังลานประลอง

หลังจากที่ทุกคนจากไป ชิวอันก็หันไปมองกัวเสวี่ยแต่กลับพบว่ากัวเสวี่ยกำลังมองตนเองด้วยสายตาที่เหม่อลอย บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มปรากฏอยู่ เขาจึงโบกมือไปมาที่หน้าของนาง

“ภรรยา เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่รึ? ถึงยิ้มอย่างมีความสุขเช่นนี้”

“ไม่มีอะไร!”

คำพูดของชิวอันทำให้กัวเสวี่ยที่กำลังเพ้อฝันอยู่ตื่นขึ้นมา เมื่อกัวเสวี่ยเห็นหน้าชิวอันก็พลันนึกถึงเรื่องที่คิดเมื่อครู่ขึ้นมา ใบหน้าก็พลันแดงขึ้นมาทันที รีบหันหน้าหนีไปทางอื่นไม่กล้ามองชิวอันอีก

เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยไม่ยอมพูด ชิวอันก็ไม่บังคับถามต่อ

ในขณะนั้นเอง กัวเสวี่ยเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าในห้องโถงเหลือเพียงตนเองกับชิวอันเท่านั้น จึงหันไปมองชิวอันด้วยความสงสัย

“พวกเขาไปไหนกันหมดแล้ว เรื่องราวคลี่คลายแล้วหรือ?”

ชิวอันส่ายหน้า

“ยัง แต่ก็ใกล้แล้ว พวกเขาไปที่ลานประลองกันหมด รอทำอีกเรื่องหนึ่งก็คงจะคลี่คลายแล้ว”

“เรื่องอันใด?”

“ก็แค่เรื่องเล็กๆ เจ้าก็แค่เอาชนะพวกนางเท่านั้น”

“หะ ข้าต้องเอาชนะพวกนางรึ ไม่มีทางหรอก”

กัวเสวี่ยส่ายหน้า นางรู้ว่าระดับพลังของตนเองเป็นอย่างไร การจะให้เอาชนะพวกนางแทบจะเป็นที่ยากมาก แต่แล้วนางก็พูดต่อว่า

“แต่ถึงแม้ข้าจะรู้ว่าแพ้ แต่ข้าก็ยินดีที่จะประลองแทนท่าน”

“ภรรยา หากข้าผู้เป็นสามีไม่มีความมั่นใจ ก็ไม่คิดจะให้เจ้าไปเจ็บตัวหรอก”

“สามีมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะทำให้เจ้าชนะ ถึงให้เจ้าออกไปประลอง และหากเจ้าเป็นฝ่ายชนะ ไม่เพียงแต่จะยุติเรื่องระหว่างห้าตระกูล แต่อาจจะสามารถทำให้ท่านแม่ยอมรับเจ้าเป็นพระชายาซื่อจื่อด้วย”

ชิวอันมองกัวเสวี่ยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก

“แต่ข้าเป็นเพียงจอมยุทธ์ขั้นสูงสุด พวกเขามีถึงระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด ห่างกันตั้งหนึ่งระดับ”

กัวเสวี่ยมองชิวอันอย่างท้อแท้ เป็นครั้งที่สองที่นางรู้สึกว่าพละกำลังของตนเองไม่เพียงพอ นางก็อยากจะชนะ อยากจะเป็นที่ยอมรับจากพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเช่นกัน แต่นางก็ไร้กำลัง จึงจำต้องใช้แผนเจ็บตัวเพื่อแลกกับความสงสารและการยอมรับจากพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนแทน

“ฮาๆ! ภรรยา หากเจ้ามีระดับราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด เจ้าจะมีความมั่นใจที่จะรับมือกับพวกเขาหรือไม่”

ชิวอันมองกัวเสวี่ยด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า

“ย่อมต้องมีความมั่นใจอยู่แล้ว หากข้ามีระดับราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด ข้าจะต้องซัดพวกเขาจนแม่ของพวกเขาก็จำไม่ได้แน่”

กัวเสวี่ยพูดจบก็กำหมัดแน่น แต่แล้วก็คลายหมัดออกแล้วถอนหายใจ

“แต่ก็ได้แค่คิดเท่านั้น จะเป็นไปได้อย่างไร”

“ภรรยา สามีมีวิธีที่จะทำให้เจ้าบรรลุถึงระดับราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด”

ชิวอันยิ้มให้กัวเสวี่ยอย่างลึกลับ

“ท่าน! ท่านมีวิธีรึ?”

กัวเสวี่ยมองชิวอันอย่างสงสัย

จบบทที่ บทที่ 15

คัดลอกลิงก์แล้ว