บทที่ 14
บทที่ 14
บทที่ 14
จวนอ๋องเจิ้นเปียน
เรือนจิ้งซือ
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียน จูเหยากำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ในห้อง ทันใดนั้นพ่อบ้านจวนอ๋อง จ้าวหรานก็เดินเข้ามาจากนอกประตู
“บ่าว คารวะพระชายา”
“อืม”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนพยักหน้า แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดปาก จากนั้นจึงมองไปยังจ้าวหราน
“มาหาข้าแต่เช้ามีเรื่องอันใด?”
“พระชายา เมื่อวานนี้คุณหนูทั้งห้าที่ท่านเชิญมา เพิ่งจะพากลุ่มคนมาที่จวนอ๋อง บอกว่าต้องการให้จวนอ๋องของเราให้คำอธิบายแก่พวกนางพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้!”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้แล้ว จึงไม่ประหลาดใจแต่อย่างใด แต่กลับกล่าวว่า
“พวกนางพาใครมาที่จวนอ๋องบ้าง พาองครักษ์มาหรือว่าเป็นพี่ชายของพวกนาง?”
“ทูลพระชายา พวกนางไม่ได้พาองครักษ์คนใดมา นอกจากคนขับรถม้าแล้ว ก็มีเพียงคุณหนูทั้งห้ากับพี่ชายของพวกนาง รวมทั้งสิ้นสิบสี่คนพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหรานโค้งตัวตอบ ในฐานะพ่อบ้านของจวนอ๋อง เขาย่อมมีสายตาที่เฉียบคมในการมองคนอยู่บ้าง
“อืม พวกเขาล้วนเป็นเด็กรุ่นหลัง หากข้าผู้เป็นชายาออกหน้าไปก็จะไม่เหมาะสมนัก จะกลายเป็นการรังแกเด็กเสียเปล่าๆ ข้าจะไม่ออกหน้าก็แล้วกัน”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวต่อว่า
“เจ้าเชิญพวกเขาเข้ามาในจวนอ๋อง ให้พวกเขารออยู่ที่ห้องโถง”
“จากนั้นเจ้าก็ไปที่เรือนน้อยชิงเฟิง เพื่อตามหาอันเอ๋อร์ เรื่องนี้เขาเป็นคนก่อขึ้น ก็ให้เขาไปจัดการด้วยตนเอง เจ้าคอยดูอยู่ข้างๆ ก็พอ ขอเพียงพวกเขาไม่ทำเกินไปนักเจ้าก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง”
“อย่างไรเสีย เรื่องนี้จะว่าไปก็เป็นความผิดของอันเอ๋อร์ ปล่อยให้เขารับบทเรียนเสียบ้างก็ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ พระชายา บ่าวจะไปตามซื่อจื่อเดี๋ยวนี้”
จ้าวหรานทำความเคารพพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนแล้วจึงถอยออกไป
หลังจากที่จ้าวหรานจากไป หรงหมัวมัวก็มองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนด้วยความกังวล
“พระชายา ท่านให้ซื่อจื่อไปรับมือพวกเขา ไม่กลัวว่าซื่อจื่อจะเสียเปรียบหรือเพคะ?”
“ไม่เป็นไร มีจ้าวหรานคอยดูอยู่ข้างๆ จะเสียเปรียบอะไรกัน อย่างมากก็แค่ถูกพวกเขาซ้อมไปตามกฎเกณฑ์ เจ็บตัวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น”
“หรือว่าพวกเขาจะกล้าทำร้ายอันเอ๋อร์จนบาดเจ็บสาหัสในจวนอ๋องเจิ้นเปียนของข้าเชียวหรือ?”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ในแววตาของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็ฉายแววเย็นชาขึ้นมา
“หากพวกเขากล้าลงมือทำร้ายอันเอ๋อร์หนักเกินไป ข้าผู้เป็นชายา ก็จะทำให้พวกเขาตายทั้งเป็น ต่อให้เรื่องจะไปถึงฝ่าบาท ข้าผู้เป็นชายาก็ไม่กลัว”
แม้ว่าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนจะพูดเช่นนั้น แต่เมื่อถูกหรงหมัวมัวพูดเข้า ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก หากชิวอันบาดเจ็บสาหัสจริงๆ ต่อให้ฆ่าพวกเขาไปก็ไม่มีประโยชน์ นางจึงมองไปที่หรงหมัวมัว
“เจ้าก็ไปดูด้วย พอเห็นว่าสมควรแล้วก็ให้พวกเขาหยุดมือ อย่าให้พวกเขาดูถูกอันเอ๋อร์มากเกินไป”
“เพคะ พระชายา บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้เพคะ”
หรงหมัวมัวทำความเคารพพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนแล้วก็เดินไปยังห้องโถง
---
ห้องโถง
“พี่เฉิน พวกเราจะต้องประลองกับซื่อจื่อจริงๆ หรือ?”
“การที่เราทำร้ายซื่อจื่อในจวนอ๋องเจิ้นเปียน จะเป็นเรื่องดีจริงๆหรือ?”
หลี่กวงมองเฉินเผิงด้วยความเป็นกังวล
อันที่จริง หลี่กวงไม่อยากจะตามมาที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนเพื่อก่อเรื่องสักเท่าไหร่ แต่หากตนเองไม่มา ในอนาคตก็คงจะถูกพวกเขาทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยแน่ จึงต้องจำใจตามมาด้วย
“เจ้าวางใจเถิด วันนี้พวกเรามาก็ไม่ใช่ว่าจะต้องลงมือกับชิวอันเสมอไป ขอเพียงเขายอมรับผิดเรื่องเมื่อวาน และขอโทษน้องสาวของพวกเรา พวกเราก็จะจากไป”
เฉินเผิงตบไหล่ของหลี่กวง จากนั้นก็มองไปที่ทุกคนในห้องโถง
“เรื่องนี้เป็นความผิดของจวนอ๋องเจิ้นเปียนตั้งแต่แรก สตรีทั้งห้าตระกูลของเราถูกเชิญจากพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนให้มาที่จวนอ๋อง เพื่อต้องการจะดูตัวกับซื่อจื่อ แต่ชิวอันกลับไม่แม้แต่จะชายตามองสตรีทั้งห้าตระกูลของเรา เรื่องนี้ก็แล้วไป”
“ที่น่าแค้นใจก็คือ ชิวอันกลับขอแต่งงานกับสาวใช้ที่เสียโฉมต่อหน้าพวกนาง นี่เป็นการแสดงว่าชิวอันไม่ไหวหน้าคนของห้าตระกูล”
“หากเขาชอบสาวใช้นางนั้นจริงๆ ก็ควรเปลี่ยนเวลาไปขอแต่งงานกับนาง ไม่ใช่มาเลือกทำในเวลานั้น นี่มันเห็นชัดว่าเขาอาศัยอำนาจของอ๋องเจิ้นเปียนมาดูถูกพวกเรา”
“พี่เฉินพูดถูก เรื่องนี้เป็นความผิดของชิวอันตั้งแต่แรก วันนี้พวกเราหาใช่มาเพื่อก่อเรื่องไม่ เพียงแต่อยากให้เขาให้คำอธิบายแก่พวกเรา ตระกูลซุนของเราแม้จะไม่มีอำนาจเท่าอ๋องเจิ้นเปียน แต่ก็ไม่อาจยอมให้เขาดูถูกเช่นกัน”
จ้าวอี้เอ่ยขึ้นมาอย่างเห็นด้วย
“ถูกต้อง ตระกูลเฉียนของเราก็ไม่ใช่จะมาดูถูกกันง่ายๆ”
“ตระกูลซุนของเราก็เช่นกัน”
เมื่อเฉินเผิงมองเห็นทุกคนในห้องโถงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น บนใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา การมาที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนเพื่อก่อเรื่องในครั้งนี้ก็เป็นเขาที่จัดการเองทั้งหมด
เมื่อก่อน ตอนที่ชิวอันยังไม่ถูกทำลายวรยุทธ์ เขามักจะถูกชิวอันซ่อมอยู่บ่อยครั้ง จึงค่อนข้างเกลียดชังชิวอันไม่ใช่น้อยและไม่ใช่แค่เขา แต่บุตรหลานของขุนนางในเมืองหลวงหลายคนก็ถูกเขาซ้อมเช่นกัน จนสร้างความแค้นไว้มากมาย
เมื่อก่อนชิวอันเป็นอัจฉริยะและยังมีอ๋องเจิ้นเปียนคอยหนุนหลัง บุตรหลานของขุนนางหลายคน จึงไม่กล้าโกรธไม่กล้าพูดอะไร และพอชิวอันถูกทำลายวรยุทธ์ไปก็ไม่ออกจากจวนอีกเลย พวกเขาที่อยากจะหาแก้แค้นก็ไม่มีโอกาสเลยสักครั้ง และในตอนนี้เมื่อมีโอกาสแล้ว มีหรือที่เฉินเผิงจะยอมปล่อยไป
หลี่กวงมองทุกคนที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น มีหรือที่จะไม่รู้ว่าในใจของพวกเขาคิดอะไรอยู่ ในใจรู้สึกเสียใจขึ้นมาเริ่มมีความคิดที่จะถอยกลับแล้ว เขาจึงมองออกไปนอกห้องโถงลักเลว่าจะออกไปดีหรือไม่
แต่ในขณะนั้นเอง ชิวอันและอีกสองคน ก็เดินเข้ามายังห้องโถงพอดี เขาจึงรีบหันกลับมาตะโกนเสียงดัง
“ทุกคนเงียบก่อน ซื่อจื่อมาแล้ว”
เมื่อเสียงตะโกนของหลี่กวงดังขึ้น ทุกคนในห้องก็พลันเงียบลง แล้วมองออกไปนอกห้องโถง
ถึงแม้วรยุทธ์ของชิวอันจะถูกทำลายไปแล้ว แต่เฉินเผิงและคนอื่นๆ ก็เคยถูกชิวอันซ้อมจนกลัวขี้ขึ้นสมองไปแล้ว ในใจย่อมต้องมีเงาฝังใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าเขามาก็ไม่กล้าส่งเสียงดัง
ชิวอันในชุดสีขาวก็เดินนำหน้ามาอย่างช้าๆ ตามมาด้วยสตรีที่มีแผลเป็นบนใบหน้าในชุดสีเหลืองสดใสและสุดท้ายเป็นชายหนุ่มในชุดสีเขียว
ชิวอันราวกับไม่เห็นกลุ่มของเฉินเผิง หลังจากที่ก้าวเข้ามาในห้องโถง เขาก็เชิดหน้าเดินตรงไปยังที่นั่งประธาน
ตลอดทาง ทุกคนต่างก็หลีกทางให้โดยไม่รู้ตัว เปิดทางให้เขา
เมื่อเดินไปถึงที่นั่งประธานแล้ว ชิวอันกับกัวเสวี่ยก็แยกกันนั่งลงบนที่นั่งประธาน ส่วนชิวเจี้ยนก็ยืนอยู่ข้างกายชิวอัน
เมื่อมองเห็นว่าหลายคนในห้องโถงล้วนเป็นคนคุ้นเคย ชิวอันก็เผยรอยยิ้มออกมา
“ไม่พบกันนานนะทุกท่าน วันนี้เหตุใดจึงมีเวลามาที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนเล่า หรือว่าจะคิดถึงซื่อจื่ออย่างงั้นหรือ?”
ชิวอันพูดจบก็ยื่นมือซ้าย ที่กำหมัดแน่นออกมา
เมื่อเห็นชิวอันกำมือซ้ายแน่น เฉินเผิงและคนอื่นๆ ก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
หลังจากถอยไปแล้ว เฉินเผิงก็นึกขึ้นมาว่าชิวอันไม่ใช่อัจฉริยะปรมาจารย์ขั้นสูงสุดคนนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นคนไร้ประโยชน์ เขาจึงก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง
“ซื่อจื่อ ท่านอย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้ความ ท่านไม่รู้จริงๆหรือว่าพวกเรามาเพราะเรื่องอะไร?”
“เมื่อวานท่านทำอะไรไป ลืมแล้วหรือ?”
“เมื่อวานซื่อจื่อทำเรื่องอะไรที่ทำให้ฟ้าดินพิโรธหรือ? ถึงกับทำให้พวกเจ้าต้องมาที่จวนอ๋องของข้าเพื่อก่อเรื่องแต่เช้าตรู่”
ชิวอันมองเฉินเผิงด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
“เมื่อวาน พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเชิญสตรี จากห้าตระกูลมาที่จวนอ๋อง เพื่อต้องการจะดูตัวกับท่าน แต่ท่านกลับไม่เลือกพวกนางสักคน แต่กลับเลือกนางทาสชั้นต่ำคนนี้ต่อหน้าพวกนาง”
แม้ว่าวันนี้กัวเสวี่ยจะสวมเสื้อผ้าที่หรูหรา แต่เมื่อเฉินเผิงเห็นรอยแผลเป็นสองรอยบนใบหน้าของกัวเสวี่ย ก็รู้ในทันทีว่านางคือสาวใช้ที่สตรีทั้งห้าคนพูดถึง
“บังอาจ”
เมื่อเฉินเผิงพูดดูถูกกัวเสวี่ยขึ้นมา ชิวอันก็โกรธขึ้นมาทันที เขาตะโกนใส่เฉินเผิงเสียงดัง ในน้ำเสียงก็เจือปนไปด้วยพลังปราณของราชันย์ยุทธ์เล็กน้อย
เสียงตะโกนของชิวอันทำให้ทุกคนในห้องโถงตกใจจนถอยหลังไปสามก้าวติดต่อกัน
ในขณะนั้นเอง เสียงของระบบก็ดังขึ้นข้างหูของชิวอัน
“ประกาศภารกิจ ภรรยาของโฮสต์ถูกดูถูก ความน่าเกรงขามของโฮสต์อยู่ที่ไหนกัน ขอให้โฮสต์ตอบโต้ ให้ฝ่ายตรงข้ามขอโทษ เมื่อทำภารกิจสำเร็จจะได้รับหน้ากากสารพัดนึก”
แม้จะไม่มีภารกิจของระบบ ชิวอันก็จะตอบโต้อยู่แล้ว ยิ่งมีรางวัลจากภารกิจด้วยแล้ว ชิวอันก็ยิ่งมองเฉินเผิงอย่างเย็นชาขึ้น
เมื่อครู่เฉินเผิงดูเหมือนจะสัมผัสถึงแรงกดดันของราชันย์ยุทธ์เล็กน้อยในเสียงตะโกนของชิวอัน เขาจึงตกใจจนชี้ไปที่ชิวอันอย่างลนลาน
“ท่าน... ท่าน... วรยุทธ์ของท่านไม่ใช่ว่าถูกทำลายไปแล้วหรือ? เหตุใดจึงยังสามารถใช้พลังปราณได้อีกเล่า?”
เมื่อฟังดังนั้น ชิวอันก็รู้ตัวว่าเมื่อครู่ตนเองดูเหมือนจะใช้พลังปราณออกไปแต่ในใจก็ไม่มีความตื่นตระหนก เขามองเฉินเผิงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ไร้สาระ ตันเถียนของซื่อจื่อแตกสลาย เส้นชีพจรขาดสะบั้น เป็นหมอเทวดาซ่างกวนที่วินิจฉัยด้วยตนเอง ความหมายของเจ้าคือเขากำลังโกหกอย่างนั้นรึ”
เมื่อชิวอันพูดเช่นนั้น เฉินเผิงก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ขณะที่กำลังจะพูดอีกครั้งก็ถูกชิวอันขัดขึ้น
“เฉินเผิง เจ้ากล้าดียังไงมาด่าทอพระชายาซื่อจื่อของข้า เจ้าสมควรรับโทษ”
ชิวอันมองเฉินเผิงอย่างเย็นชา