บทที่ 17
บทที่ 17
บทที่ 17
กัวเสวี่ยมีสีหน้าเรียบเฉย แต่ในดวงตาที่งดงามกลับแฝงไปด้วยความเยือกเย็น นางยกมือขึ้นช้าๆ ในชั่วพริบตาพลังปราณก็พลุ่งพล่าน ผสานเข้ากับพลังแห่งฟ้าดินอย่างรวดเร็ว
และฝ่ามือของนางก็มีลำแสงสว่างจ้าเปล่งประกายออกมา พุ่งเข้าใส่เฉินเซวียน
การโจมตีของเฉินเซวียนที่กำลังพุ่งเข้ามาก็ถูกทำลายลงในทันที ร่างของนางก็ถูกพลังนั้นซัดกระเด็นจนถอยหลังออกไป กระอักเลือดออกมาหลายคำ
“หะ! ราชันย์ยุทธ์รึ?”
เมื่อเห็นพลังปราณของกัวเสวี่ยผสานเข้ากับพลังแห่งฟ้าดิน เฉินเผิงก็ร้องออกมาด้วยตื่นตระหนก
ทุกคนที่อยู่ข้างหลังเฉินเผิงก็มองกัวเสวี่ยอย่างตกตะลึง ไม่คิดว่าสาวใช้ที่พวกเขาดูถูกจะเป็นราชันย์ยุทธ์
เฉินเผิงและคนอื่นๆ ตกตะลึง แต่กัวเสวี่ยกลับไม่เป็นเช่นนั้น นางกลับฉวยโอกาสไล่ตามไปต่อ ฝีเท้าขยับเบาๆ ในชั่วพริบตาก็เข้าใกล้ตัวเฉินเซวียนแล้ว จากนั้นนางก็โบกมือเรียวเล็กเบาๆ พลังปราณที่แฝงไปด้วยพลังแห่งฟ้าดินก็ซัดเฉินเซวียนจนล้มหัวทิ่มลงกับพื้น
เฉินเซวียนดิ้นรนที่จะลุกขึ้น แต่กลับพบว่าเลือดลมในร่างกายปั่นป่วน จนลุกขึ้นไม่ไหว
เมื่อกัวเสวี่ยเห็นว่าเฉินเซวียนไม่สามารถต่อสู้ได้อีก ก็ไม่คิดจะลงมือต่อ แต่กลับยืนนิ่งอยู่กับที่แล้วมองไปที่เฉินเผิง
“ข้าต้องการจะสู้กับเจ้า”
การลงมือเมื่อครู่ยังไม่อาจจะทำให้กัวเสวี่ยพอใจ นางจึงต้องการท้าทายเฉินเผิงที่แข็งแกร่งที่สุดต่อ
ในตอนนี้ เฉินเผิงก็ฟื้นจากความตื่นตระหนกแล้ว เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยท้าทายตนเอง เขาก็พยักหน้า
“เอาสิ ข้าจะสู้กับเจ้า ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะบรรลุถึงระดับราชันย์ยุทธ์จริงๆ”
“เจ้าเป็นเพียงสาวใช้ ไม่ทางเป็นระดับราชันย์ยุทธ์แน่ หากราชันย์ยุทธ์จริง แล้วจะมาเป็นสาวใช้ที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนทำไม”
“ที่เจ้าเอาชนะเซวียนเอ๋อร์ได้จะต้องใช้เล่ห์กลอะไรบางอย่างเป็นแน่ แต่ข้าไม่เหมือนกัน ข้าเป็นถึงปรมาจารย์ขั้นสูงสุดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุถึงระดับราชันย์ยุทธ์แล้ว ข้าจะเป็นคนเปิดโปงเจ้าเอง”
เฉินเผิงไม่เชื่อเลยสักนิดว่ากัวเสวี่ยจะเป็นระดับราชันย์ยุทธ์จริงๆ หากสาวใช้เป็นถึงราชันย์ยุทธ์แล้วตนเองที่เป็นบุตรหลานของตระกูลขุนนางกลับยังเป็นเพียงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ เช่นนั้นแล้ว เขาจะไม่ใช่คนไร้ประโยชน์หรอกหรือ
“ฮึ! ข้าพระชายาซื่อจื่อจะเป็นหรือไม่เป็น เจ้าขึ้นมาก็รู้เองไม่ใช่หรือ”
เมื่อกัวเสวี่ยเห็นว่าเฉินเผิงดูถูกตนเองถึงเพียงนี้ ในใจก็มีโทสะขึ้นมาเช่นกัน ตัดสินใจว่าจะเล่นงานเขาสักหน่อย
เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยเรียกตนเองว่าพระชายาซื่อจื่อ บนใบหน้าของชิวอันก็พลันปรากฏรอยยิ้มที่หวานชื่นขึ้นมา
ชิวเจี้ยนที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่ค่อยเชื่อว่ากัวเสวี่ยจะเป็นราชันย์ยุทธ์ เดิมทีคิดจะถามชิวอันเพื่อยืนยัน แต่เมื่อเห็นว่าชิวอันกำลังยิ้มอย่างโง่เขลาพลางจ้องมองกัวเสวี่ยอยู่ตลอด ก็ระงับความสงสัยไว้ในใจ แล้วมองไปที่กัวเสวี่ยต่อไป
เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยกล้าที่จะท้าทายตนเอง เฉินเผิงก็ไม่สามารถระงับความโกรธในใจอีกต่อไปเช่นกัน
“หาที่ตาย!”
เฉินเผิงตะโกนเสียงดัง เขาก็พุ่งเข้าใส่กัวเสวี่ยทันที บนหมัดมีพลังปราณพันรอบอยู่ กรีดอากาศจนเกิดเสียงแหลมคม
กัวเสวี่ยมองการโจมตีที่ดูน่ากลัวของเฉินเผิง ด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็เอียงตัวหลบเบาๆ
ร่างที่พลิ้วไหวของนางราวกับผีเสื้อที่กำลังร่ายรำ หมัดของเฉินเผิงก็เฉียดชายเสื้อของนางไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เฉินเผิงโจมตีพลาดไป ในใจก็ยิ่งตื่นตระหนก จากนั้นก็ใช้กระบวนท่าหมัดที่รุนแรงออกมาอีกครั้ง
เงาหมัดมากมายโจมตีอย่างต่อเนื่อง กระจายออกไปรอบทิศทาง
แต่กัวเสวี่ยกลับไม่สนใจ นางใช้ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ ร่างของนางก็ลอยถอยหลังไปอย่างสง่างาม ชายเสื้อพลิ้วไสวหลบหลีกอย่างต่อเนื่อง
กัวเสวี่ยบางครั้งก็ยื่นมือออกมา ใช้พลังปราณที่ผสานกับพลังแห่งฟ้าดินปัดป้องเบาๆ
และบางครั้งก็โจมตีไปที่ข้อต่อของเฉินเผิงอย่างแม่นยำ ทำให้เฉินเผิงยิ่งโกรธมากขึ้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ต้องโจมตีอย่างบ้าคลั่งต่อไป
ส่วนกัวเสวี่ยก็เหมือนกำลังหยอกล้อกับสัตว์ร้ายที่หิวโหย นางหลบหลีกและโต้กลับอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่กระบวนท่าของเฉินเผิงหยุดชะงักจากการรวบรวมพลังใหม่อีกครั้ง ในดวงตาของกัวเสวี่ยก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมา กัวเสวี่ยร่ายรำมือทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว รวบรวมพลังปราณขึ้นมา จากนั้นก็ผลักไปข้างหน้าเบาๆ การโจมตีที่ดูเหมือนจะเชื่องช้านี้ กลับรวดเร็วอย่างน่าประหลาด ฟาดลงมาที่หน้าอกของเฉินเผิงโดยไม่รู้ตัว
เฉินเผิงรู้สึกเพียงว่ามีพลังมหาศาลราวกับภูเขาถล่มทลายไหลเข้าสู่ร่างกาย ในลำคอรู้สึกหวานขึ้นมา แล้วกระอักเลือดออกมาทันที ร่างของเฉินเผิงก็พลันลอยกระเด็นออกไปราวกับว่าวที่สายป่านขาด ร่วงลงมาอย่างแรงที่ขอบลานประลองจนฝุ่นดินฟุ้งกระจาย
“ตอนนี้ยอมรับหรือยังว่าข้าพระชายาซื่อจื่ออยู่ในระดับราชันย์ยุทธ์?”
กัวเสวี่ยเดินไปอยู่ข้างกายเฉินเผิงแล้วยิ้มให้เขาเล็กน้อย
เฉินเผิงล้มอยู่บนพื้นไม่สนใจกัวเสวี่ย เอาแต่พึมพำกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่ต่อสู้กันเมื่อครู่ เขาก็ยืนยันแล้วว่าพลังของกัวเสวี่ยคือระดับราชันย์ยุทธ์จริงๆ แต่ก็ไม่อาจทำใจเชื่อได้อยู่ดี
“ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้นางจะเป็นราชันย์ยุทธ์ได้อย่างไร”
เมื่อเห็นว่าเฉินเผิงดูเหมือนจะสติแตกไปแล้ว กัวเสวี่ยก็ไม่สนใจเขาอีกต่อไป แต่หันไปมองคนที่เหลืออยู่ เมื่อทุกคนเห็นสายตาของกัวเสวี่ยก็ตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว แม้แต่เฉินเผิงที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังพ่ายแพ้ไปแล้ว พวกเขาขึ้นไปก็ไม่ต่างอะไรกับการหาเรื่องเจ็บตัว พวกเขาไม่ใช่คนโง่ หากระดับพลังของคนทั้งสองเท่ากัน นั่นจะเรียกว่าการประลองแต่หากระดับพลังของคนทั้งสองต่างกันมากขนาดนี้แล้วยังขึ้นไปอีก นั่นก็คือการหาเรื่องเจ็บตัว
“ซื่อจื่อ ท่านคิดว่าการที่นางข่มขู่ทุกคนในตอนนี้เป็นเรื่องที่ดีหรือ?”
“บางครั้งการเปิดเผยความสามารถมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป”
ขณะที่ชิวอันกำลังมองกัวเสวี่ยข่มขู่ทุกคนด้วยใบหน้าที่ยินดีอยู่นั้น หรงหมัวมัวก็ไม่รู้ว่ามาอยู่ข้างกายเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
เมื่อฟังคำพูดของหรงหมัวมัว รอยยิ้มบนใบหน้าของชิวอันก็หายไปในทันที ในแววตาฉายแววคมกล้าขึ้นมา
“ใครกล้าแตะต้องนาง ข้าขอสาบานว่าจะต้องล้างบางสิบชั่วโคตรของมัน”
ชิวอันพูดจบก็เดินไปยังกัวเสวี่ย เมื่อเดินไปถึงข้างกายกัวเสวี่ยแล้ว เขาก็จับมือนางขึ้นมา กุมไว้ในมือแน่น กัวเสวี่ยหันไปมองชิวอัน เดิมทีคิดจะสลัดมือเขาออก แต่เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเขาดูไม่ดี ก็เลิกดิ้นรน ปล่อยให้เขาจูงมือต่อไป
ชิวอันมองเฉินเผิงที่อยู่บนพื้นอย่างเย็นชา
“เฉินเผิง ตอนนี้เจ้ายอมรับแล้วหรือยัง? ยังคิดว่าพระชายาซื่อจื่อที่ข้าเลือกมานั้นด้อยกว่าน้องสาวของพวกเจ้าหรือไม่? ยังคิดว่าเป็นข้าผู้เป็นซื่อจื่อที่ดูถูกพวกเขาอยู่อีกหรือไม่?”
เฉินเผิง ที่ดิ้นรนลุกขึ้นยืนก็มองไปที่ชิวอัน จากนั้นก็มองไปที่กัวเสวี่ยแล้วพยักหน้า
“ข้ายอมแล้ว ข้ายอมรับว่าท่านเลือกถูกแล้ว นางยอดเยี่ยมกว่าสตรีจากห้าตระกูลของเรา การที่ท่านเลือกนางไม่ใช่การดูถูกพวกเราทั้งห้าตระกูล”
ความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว เฉินเผิงไม่มีอะไรจะพูดอีก
“แล้วพวกเจ้าล่ะ? ยอมรับหรือไม่? ยังคิดว่าซื่อจื่อดูถูกพวกเจ้าทั้งห้าตระกูลอยู่หรือไม่?”
ชิวอันหันไปมองคนที่เหลืออยู่
“ยอมรับ ยอมรับแล้ว ไม่มีการดูถูก”
“ยอมรับ ไม่มีการดูถูก”
………………
ทุกคนต่างก็เอ่ยปากยอมแพ้
กัวเสวี่ยเป็นถึงราชันย์ยุทธ์ หากพวกเขาจะไม่ยอมรับก็คงจะโง่แล้ว หากเป็นพวกเขาเองก็ย่อมจะเลือกกัวเสวี่ยเช่นกัน
“ดี ในเมื่อพวกเจ้าทุกคนยอมรับแล้ว เช่นนั้นก็ไม่มีเรื่องที่ซื่อจื่อดูถูกพวกเจ้าทั้งห้าตระกูลอีกต่อไป”
“แต่ในเมื่อไม่มีเรื่องที่ซื่อจื่อดูถูกพวกเจ้าทั้งห้าตระกูลแล้ว แต่พวกเจ้ากลับมาท้าทายที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนของข้า ควรจะให้คำอธิบายแก่ซื่อจื่ออย่างไรดี?”
ชิวอันกวาดสายตามองทุกคนอย่างเย็นชา
“นี่ นี่...”
เฉินเผิงและคนอื่นๆ มองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะตอบอย่างไร
การมาที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนเพื่อก่อเรื่องในครั้งนี้ พวกเขาล้วนแอบที่บ้านมา หากต้องชดใช้ก็จะต้องแจ้งให้พ่อแม่ของพวกเขาทราบ ถึงตอนนั้นเมื่อกลับไปก็คงจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก
สุดท้ายทุกคนก็มองไปที่เฉินเผิง เรื่องนี้เฉินเผิงเป็นคนจัดการ ก็ต้องให้เฉินเผิงเป็นคนรับผิดชอบ
เมื่อเฉินเผิงเห็นดังนั้นก็กัดฟันมองไปที่ชิวอัน
“ซื่อจื่อ ไม่ทราบว่าท่านต้องการให้พวกเราทำอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการให้คำอธิบายแก่ท่าน?”
เฉินเผิงรู้ว่าในเมื่อชิวอันต้องการให้พวกตนให้คำอธิบาย ในใจของเขาก็คงจะคิดไว้แล้วว่าจะให้พวกตนทำอย่างไร