บทที่ 7
บทที่ 7
บทที่ 7
เมื่อชิวอันเดินไปอยู่ข้างกายกัวเสวี่ยและกำลังจะเอ่ยชื่อนาง เขาก็พลันนึกขึ้นมาว่าตนเองยังไม่รู้ว่านางชื่ออะไรเลย เขาอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งด้วยความประหม่า ไม่รู้ว่าจะเรียกนางว่าอะไรดี สุดท้ายจึงพูดว่า
“เจ้า... เจ้ามาแล้วรึ”
พรืด
เมื่อเห็นท่าทางประหม่าของชิวอัน กัวเสวี่ยก็ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะออกมา
แม้ว่าในขณะที่กัวเสวี่ยหัวเราะ รอยแผลเป็นสองรอยบนใบหน้าของนางจะยังคงบิดเบี้ยวราวกับตะขาบที่น่าเกลียดน่ากลัว แต่ในสายตาของชิวอันกลับดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง ชิวอันคิดว่าในเมื่อกัวเสวี่ยยิ้มให้เขา แสดงว่านางคงไม่รังเกียจเขามากนัก การทำให้กัวเสวี่ยไม่รังเกียจตนเองนั้น ถือว่าเส้นทางการพิชิตใจสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
“ซื่อจื่อ ข้าพานางมาส่งแล้ว หากซื่อจื่อไม่มีอะไรจะสั่งอีก บ่าวขอทูลลาเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทีประหม่าของชิวอันตอนที่เจอกัวเสวี่ย หรงหมัวมัวก็ได้แต่ส่ายหน้าออกมา
“ไม่มีอะไรแล้ว ก็ออกไปเถอะ”
ชิวอันโบกมือให้หรงหมัวมัว แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่กัวเสวี่ย
“บ่าวขอทูลลาเจ้าค่ะ”
เมื่อหรงหมัวมัวเห็นว่าชิวอันมองกัวเสวี่ยจนตาไม่กระพริบ ก็อดที่จะส่ายหน้าอีกครั้งไม่ได้ นางทำความเคารพชิวอันแล้วจึงถอยออกไป
“ซื่อจื่อ บ่าวขอทูลลาขอรับ”
เมื่อชิวเจี้ยนเห็นดังนั้น ก็รู้ความจึงทำความเคารพชิวอันแล้วถอยออกไปด้วย
“ไปเถอะ ไปเถอะ อย่ามารบกวนซื่อจื่อเลย”
ชิวอันโบกมือให้ชิวเจี้ยน
เมื่อชิวเจี้ยนเดินไปถึงข้างกายกัวเสวี่ย ก็นึกถึงคำสั่งของชิวอันเมื่อครู่ เขาลุกลี้ลุกลนอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงทำความเคารพกัวเสวี่ย
“คารวะพระชายาซื่อจื่อ”
ชิวเจี้ยนพูดจบก็รีบออกจากห้องไปอย่างเร่งรีบ
เมื่อฟังคำเรียกของชิวเจี้ยน กัวเสวี่ยก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงไม่คิดจะกล่าวคัดค้าน แต่กลับก้มหน้าลงอย่างเขินอาย ใบหน้าแดงระเรื่อ
ฮาๆๆ!
เมื่อชิวอันเห็นว่ากัวเสวี่ยกำลังหน้าแดงระเรื่อ ก็รู้สึกว่ามีหวังขึ้นมาทันที อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เมื่อเสียงหัวเราะของชิวอันดังขึ้น กัวเสวี่ยก็เงยหน้าขึ้นมองชิวอันแล้วถลึงตาใส่เขา
“เป็นเพราะท่านทั้งหมด ใครใช้ให้ท่านพูดจาเหลวไหล ข้ายังไม่ทันจะตกลงเป็นพระชายาซื่อจื่อของท่านเสียหน่อยท่านก็ไปบอกคนอื่นแล้วว่าข้าเป็นพระชายาซื่อจื่อของท่าน”
“ข้าชอบเจ้าจริงๆ อยากจะแต่งงานกับเจ้ามาก เจ้ายินดีมาเป็นพระชายาซื่อจื่อของข้าหรือไม่”
ชิวอันพลันคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อขอแต่งงานกับกัวเสวี่ย จ้องมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
“ท่าน... ท่าน... ท่านทำอะไรของท่าน ท่านเป็นถึงซื่อจื่อจะมาคุกเข่าให้ข้าได้อย่างไร รีบลุกขึ้นเร็วเข้า”
เมื่อเห็นว่าชิวอันคุกเข่าให้ตนเองอย่างกะทันหัน กัวเสวี่ยก็ถึงกับงุนงงไปหมด คนผู้นี้เป็นอะไรไป เขาเป็นถึงซื่อจื่อแต่กลับมาคุกเข่าให้สาวใช้อย่างนาง เขาไม่รักษาหน้าตาของตัวเองแล้วหรืออย่างไร นางจึงรีบหลบไปทันที
ใครจะรู้ว่าไม่ว่ากัวเสวี่ยจะเดินไปทางไหน ชิวอันก็จะหันไปคุกเข่าทางนั้น ราวกับจะบอกว่าหากนางไม่ตกลง เขาก็จะไม่ลุกขึ้น
“รีบลุกขึ้นเถิด หากท่านไม่ลุกขึ้น ข้าจะไม่พูดกับท่านไปตลอดชีวิต”
เมื่อเห็นว่าตนเองไม่สามารถหลบเลี่ยงการคุกเข่าของชิวอันพ้นไม่ว่าจะทำอย่างไร กัวเสวี่ยก็ได้แต่ใช้ไม้ตายสุดท้ายออกมา
“ฮาๆ! ก็ได้ ข้าลุกขึ้นแล้ว เช่นนั้นข้าจะถือว่าเจ้าตอบตกลงคำขอแต่งงานของข้าแล้วนะ”
ชิวอันมองกัวเสวี่ยด้วยรอยยิ้มที่เต็มใบหน้า
เมื่อเห็นท่าทางไร้ยางอายของชิวอัน กัวเสวี่ยก็รู้สึกจนปัญญาขึ้นมา ซื่อจื่ออ๋องเจิ้นเปียนผู้สูงศักดิ์ เหตุใดจึงเป็นคนไร้ยางอายเช่นนี้
“ซื่อจื่อ ข้าขอถามท่านสักหนึ่งคำถามได้หรือไม่”
กัวเสวี่ยมองชิวอันอย่างจริงจัง
“ได้สิ”
ชิวอันพยักหน้า
“อย่าว่าแต่หนึ่งคำถามเลย ต่อให้เป็นสิบคำถาม ร้อยคำถามก็ถามมาเลย”
“ซื่อจื่อ วันนี้เป็นครั้งแรกที่เราพบกัน และข้ายังเป็นหญิงที่เสียโฉมด้วย แต่เหตุใดท่านจึงอยากจะแต่งงานกับข้านักหรือ”
กัวเสวี่ยมองชิวอันด้วยความสงสัย จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป
“หรือว่าท่านคิดจะล้อเล่นกับข้า”
“ข้าถูกใส่ร้าย! ข้าชอบเจ้าจริงๆ ไม่มีการเสแสร้งใดๆ ทั้งสิ้น”
ชิวอันกลัวว่ากัวเสวี่ยจะเข้าใจผิด จึงรีบร้องโอดครวญว่าตนถูกใส่ร้าย
“ในเมื่อไม่ใช่การล้อเล่น เช่นนั้นเราเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก เหตุใดท่านจึงบอกว่าชอบข้า และจะแต่งงานกับข้า”
“ข้า... ข้า...”
ชิวอันถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ตอนแรกชิวอันเพียงแต่เห็นว่านางรูปร่างดี และไม่อยากแต่งงานกับสตรีจากตระกูลแม่ทัพเหล่านั้น จึงพูดว่าจะแต่งงานกับนาง แต่ต่อมาก็เป็นเพราะการเปิดใช้งานระบบจำเป็นต้องให้นางมาเป็นภรรยาของตน จึงอยากแต่งงานกับนาง
“หึ! เป็นอะไรไป พูดไม่ออกแล้วหรือ ปากก็บอกว่าชอบข้า แต่กลับพูดไม่ออกว่าชอบข้าที่ตรงไหน”
“ท่านมันคนหลอกลวง”
เมื่อเห็นว่าชิวอันพูดไม่ออก กัวเสวี่ยก็รู้สึกเหมือนถูกหลอกลวงขึ้นมาทันที จึงตะโกนออกมาอย่างอารมณ์เสีย
“ไม่ใช่ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้หลอกเจ้า”
“ข้าพูด ข้าพูด”
เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยอารมณ์เสีย ชิวอันก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว จึงคิดจะกุเรื่องกึ่งจริงกึ่งเท็จขึ้นมา
เมื่อกัวเสวี่ยได้ยินดังนั้น ก็ไม่พูดอะไรต่อ เพียงแต่จ้องมองชิวอันดูว่าเขาจะพูดอย่างไร
หลังจากที่ชิวอันคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็มองกัวเสวี่ยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก แล้วพูดอย่างช้าๆ กึ่งจริงกึ่งเท็จว่า
“เมื่อเช้า ตอนที่เจ้ากำลังจัดวางขนมใต้ต้นหอมหมื่นลี้กับมีท่วงท่าที่มีเสน่ห์นัก ตอนที่เจ้าก้มตัวลงเล็กน้อยแสงแดดที่สาดส่องลงมา ก็ค่อยๆ พาดลงบนบ่าของเจ้า ไหลไปตามเรือนร่างที่บอบบางของเจ้า วาดเส้นโค้งที่ชวนให้น่าหลงใหล”
“ในวินาทีนั้น ข้าก็ตกหลุมรักเจ้าแล้ว”
ชิวอันพูดจบก็มองไปยังเอวบางของกัวเสวี่ย
เมื่อเห็นว่าชิวอันมองมาที่เอวบางของตนอย่างโจ่งแจ้ง กัวเสวี่ยก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาทันที จึงตะโกนว่า
“ท่านมองไปทางไหน รีบหันไปเลยนะ”
“โอ้!”
ชิวอันหันกลับไปอย่างไม่เต็มใจนัก
ตอนแรกกัวเสวี่ยรู้สึกเขินอายจึงไม่ทันจะคิดอะไรมาก แต่หลังจากที่ชิวอันหันหลังกลับไปแล้ว นางก็คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พูดเสียงดังขึ้นมาทันทีว่า
“ไม่ถูก ท่านกำลังหลอกข้า ในจวนมีสาวใช้ที่เอวบางอยู่มากมาย เหตุใดท่านจึงเลือกข้า”
เมื่อชิวอันได้ยินดังนั้น ในใจก็แอบร้องทุกข์ขึ้นมา ไม่คิดว่ากัวเสวี่ยจะหลอกยากขนาดนี้ จึงจำต้องหลอกต่อไปอีกครั้ง
ชิวอันหันกลับมามองกัวเสวี่ยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
“การรักใครสักคนไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล บางทีหากเปลี่ยนเป็นที่อื่นหรือเวลาอื่น ข้าเห็นเจ้าก็อาจจะไม่ตกหลุมรักเจ้าแต่ข้าตกหลุมรักเจ้าในวินาทีนั้นที่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้”
“ข้าไม่คาดหวังว่าเจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่ แต่เวลาจะทำให้เจ้าเชื่อเอง ข้าจะใช้การกระทำเพื่อแสดงให้เจ้าเห็นว่าข้าชอบเจ้าและรักเจ้ามากแค่ไหน”
“ต่อให้เจ้าจะตอบตกลงคำขอแต่งงานของข้าในตอนนี้ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงานกันทันที เราจะให้เวลาครึ่งปีเป็นเครื่องพิสูจน์”
“หากผ่านไปครึ่งปีแล้วเจ้ายังไม่รู้สึกถึงความจริงใจของข้า ยังคิดว่าข้าไม่ชอบเจ้าอยู่อีก ข้าก็จะไม่บีบบังคับเจ้าอีกต่อไป”
“และถึงเวลานั้น ไม่เพียงแต่ข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่ยังสามารถตอบสนองความต้องการของเจ้า หนึ่งข้อเพื่อเป็นการชดเชยด้วย”
ชิวอันไม่เชื่อว่าในช่วงเวลาครึ่งปี ตนเองจะไม่สามารถเอาชนะใจกัวเสวี่ยได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทำให้กัวเสวี่ยยอมตกลงแต่งงานกับตน เพื่อที่จะสามารถเปิดใช้งานระบบ เขาจึงพูดต่อว่า
“เจ้าจะยอมตกลงแต่งงานกับข้าหรือไม่ หากเจ้ายอมตกลง ท่านแม่ของข้าก็จะไม่จัดหาหญิงอื่นมาให้ข้าดูตัวอีก”
ชิวอันมองกัวเสวี่ยด้วยสายตาที่อ้อนวอน
กัวเสวี่ยที่ฟังคำพูดหวานของชิวอันก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาบ้าง ไม่ว่าที่ชิวอันพูดจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ อย่างน้อยในช่วงครึ่งปีนี้ ตนเองก็จะมีตำแหน่งเป็นว่าที่พระชายาซื่อจื่อ และเมื่อถึงเวลานั้นก็จะมีโอกาศเข้าใกล้จักรพรรดิ นางจึงพยักหน้าตอบว่า
“ก็ได้ ข้าตกลง”
ทันทีที่กัวเสวี่ยพูดว่าตกลง ในสมองของชิวอันก็ปรากฏเสียงแจ้งเตือนของระบบที่เขารอคอยมานาน
“ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่เปิดใช้งานระบบเกาะเมียกินสำเร็จ”
หลังจากที่ระบบพูดจบก็เข้าสู่สภาวะหลับใหลอีกครั้ง
ชิวอันรออยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่เห็นเสียงของระบบดังขึ้นอีก ในใจก็ผิดหวังขึ้นมา เหตุใดการเปิดใช้งานระบบจึงไม่มีของขวัญสำหรับมือใหม่เล่า หรือว่ามันจะทำงานผิดปกติ
แม้ว่าชิวอันอยากจะถามระบบ แต่ในขณะนี้ก็ยังมีคนอยู่ในห้อง ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะสอบถาม เขาจึงมองไปที่กัวเสวี่ย และเห็นห่อสัมภาระของกัวเสวี่ยก็พูดขึ้นว่า
“ข้าจะให้สาวใช้พาเจ้าไปพักผ่อนก่อน เดี๋ยวข้าจะตามไปหาเจ้าทีหลัง”
“อืม”
กัวเสวี่ยพยักหน้า
ชิวอันตะโกนออกไปนอกประตูว่า
“ใครอยู่ข้างนอก”
ทันทีที่เสียงของชิวอันจบลง สาวใช้นางหนึ่งก็เดินเข้ามาจากนอกประตู
“ซื่อจื่อ มีอะไรจะสั่งหรือเจ้าคะ”
สาวใช้ทำความเคารพชิวอัน
“พาพระชายาซื่อจื่อไปพักที่ห้องข้างๆ ของซื่อจื่อ”
ชิวอันชี้ไปที่กัวเสวี่ย
สาวใช้เหลือบมองกัวเสวี่ยด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าสตรีที่สวมชุดสาวใช้ตรงหน้ากลายเป็นพระชายาซื่อจื่อไปได้อย่างไร แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมาก ได้แต่ก้มหน้าลงรับคำว่า
“เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ”
สาวใช้เดินมาอยู่ข้างกายกัวเสวี่ยแล้วทำความเคารพ
“พระชายาซื่อจื่อ เชิญตามบ่าวมาเจ้าค่ะ”
“อืม”
กัวเสวี่ยเหลือบมองชิวอันแล้วก็เดินตามสาวใช้ออกไป
หลังจากที่มองกัวเสวี่ยจากไปแล้ว ชิวอันก็รีบกลับไปนั่งที่โต๊ะหนังสืออีกครั้ง