เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6

บทที่ 6

บทที่ 6


บทที่ 6

“เสวี่ยมิ๋งเปิดประตูเสีย นี่มันกลางวันแสกๆ เหตุใดจึงปิดประตู”

เสียงตะโกนของหลี่หมัวมัวผู้ดูแลห้องครัวดังมาจากนอกประตู

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”

หลี่หมัวมัวพูดจบก็เริ่มเคาะประตูอีกครั้ง

“คุณหนู ข้าจะไปเปิดประตูเองเจ้าค่ะ”

กัวเสวี่ยกำลังจะลุกขึ้นไปเปิดประตู แต่หนิงเซียงกลับเดินไปที่ประตูก่อนแล้ว

“เอี๊ยด”

ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก หลี่หมัวมัวในชุดสีเขียวก็เหลือบมองหนิงเซียงแต่ไม่พูดอะไร เพียงแต่ชะโงกศีรษะเข้าไปมองข้างใน เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยนั่งอยู่ ก็กวักมือเรียกพลางตะโกนว่า

“เสวี่ยมิ๋งยังไม่รีบออกมาอีก หรงหมัวมัวตามหาเจ้าอยู่”

“หรงหมัวมัวตามหาข้าอยู่หรือเจ้าคะ”

เมื่อกัวเสวี่ยรู้ว่าหรงหมัวมัวกำลังตามหาตนก็รู้สึกสงสัยว่าคือใครไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็นึกออกว่าหรงหมัวมัวคือใคร ในใจก็พลันตกใจขึ้นมา พลางคิดว่าหรือจะเป็นพระชายาที่ต้องการพบนางกันแน่ นางควรจะหนีหรือควรจะไปดี

เมื่อหลี่หมัวมัวเห็นว่ากัวเสวี่ยยืนนิ่งไม่ขยับก็ร้อนใจขึ้นมาทันที นางเดินเข้าไปอยู่ข้างๆ กัวเสวี่ยแล้วฉุดมือนางเดินออกไปข้างนอก พลางเดินพลางบ่นว่า

“รีบไปเถอะ หรงหมัวมัวเป็นคนโปรดของพระชายานะ จะปล่อยให้นางรอนานไม่ได้”

“ไม่รู้ว่าเจ้ารู้จักกับหรงหมัวมัวได้อย่างไร ถึงกับให้นางมาตามหาเจ้าด้วยตนเอง”

เมื่อถูกหลี่หมัวมัวฉุดลากไปเช่นนี้ กัวเสวี่ยก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เดินตามหลี่หมัวมัวออกไปข้างนอก

“หรงหมัวมัว พาเสวี่ยมิ๋งมาแล้วเจ้าค่ะ”

หลี่หมัวมัวพากัวเสวี่ยมาอยู่ข้างกายหรงหมัวมัวที่ลานบ้าน

“อืม”

หรงหมัวมัวเหลือบมองกัวเสวี่ย เมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าของนางก็รู้ทันทีว่าเป็นนาง จึงโบกมือไล่หลี่หมัวมัว

“เจ้าออกไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องจะพูดกับนาง”

“จริงสิ ต่อไปนี้นางไม่ใช่คนของห้องครัวอีกแล้ว เจ้าไปหาคนอื่นมาทำงานแทนนางเถิด”

“เจ้าค่ะ”

หลี่หมัวมัวเหลือบมองกัวเสวี่ยแล้วก็หันหลังกลับไป

หลังจากที่หลี่หมัวมัวจากไปแล้ว หรงหมัวมัวก็มองสำรวจกัวเสวี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า อยากจะดูว่านางมีดีตรงไหน ถึงทำให้ซื่อจื่ออยากจะแต่งงานกับนางอย่างเอาเป็นเอาตาย

หลังจากสำรวจอย่างละเอียดก็พบว่าส่วนอื่นๆ ของกัวเสวี่ยนนั้นสมบูรณ์แบบทุกอย่าง น่าเสียดายก็แต่ใบหน้าของนางเท่านั้น

ภายใต้สายตาที่พินิจพิจารณาของหรงหมัวมัว กัวเสวี่ยรู้สึกราวกับมีหนามทิ่มแทงตามตัว จนทำให้รู้สึกอึดอัดไปหมดเมื่อเห็นว่าหรงหมัวมัวเอาแต่จ้องมองไม่พูดอะไรสักที กัวเสวี่ยจึงได้แต่ทำลายความเงียบก่อน เอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า

“ไม่ทราบว่าหมัวมัวตามหาบ่าวมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”

“ไม่ใช่ข้าที่มีเรื่องกับเจ้า แต่เป็นซื่อจื่อที่ต้องการพบเจ้า”

“ซื่อจื่อตามหาบ่าวหรือเจ้าคะ”

เมื่อกัวเสวี่ยได้ยินดังนั้น ในใจก็พลันยินดีขึ้นมา บนใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา

เมื่อครู่นางยังกังวลอยู่ว่าจะไปหาวิธีพบเขาอย่างไรดี ไม่คิดว่าเขาจะส่งคนมาตามหานางเองเสียอย่างนั้น หรือว่าเขาจะชอบนางจริงๆ แล้วเขาชอบอะไรในตัวนางกัน

ขณะที่กัวเสวี่ยกำลังสงสัยว่าชิวอันชอบอะไรในตัวนางอยู่นั้น หรงหมัวมัวก็พลันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

“ถูกต้อง แต่เจ้าอย่าคิดเกินเลยไป พระชายายินยอมให้เจ้าไปอยู่ข้างกายซื่อจื่อก็เพียงเพื่อให้รับใช้ซื่อจื่อเท่านั้น ยังไม่ยินยอมให้ซื่อจื่อแต่งงานกับเจ้า”

เมื่อครู่แววดีใจของกัวเสวี่ยที่แสดงออกมา หรงหมัวมัวก็เห็นอยู่ในสายตาเช่นกัน จึงรีบเอ่ยปากตักเตือนกัวเสวี่ยสักหน่อย

“เจ้าค่ะ บ่าวเข้าใจแล้ว”

กัวเสวี่ยรับคำอย่างนอบน้อม

แม้ว่ากัวเสวี่ยจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปต่อปากต่อคำกับหรงหมัวมัว หากนางโกรธขึ้นมา อาจไม่ยอมพาตนเองไปพบซื่อจื่อก็ได้ และการที่ตนเองจะไปหาเขาก็จะยิ่งยากเข้าไปอีก

“อืม!”

เมื่อเห็นสีหน้าที่นอบน้อมของกัวเสวี่ย หรงหมัวมัวก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วกล่าวว่า

“เจ้ากลับไปเก็บข้าวของที่ห้อง เก็บเสร็จแล้วก็รีบตามข้าไปที่เรือนน้อยชิงเฟิงของซื่อจื่อ”

“เจ้าค่ะ หรงหมัวมัว”

กัวเสวี่ยรับคำแล้วก็เดินไปยังห้องของตน

ทันทีที่กัวเสวี่ยเดินเข้าไปในห้อง หนิงเซียงก็เดินเข้ามาหาทันที

“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ หรงหมัวมัวตามหาท่านด้วยเรื่องอันใด หรือว่าพระชายาจะส่งนางมากลั่นแกล้งท่าน”

เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยกำลังเก็บข้าวของอยู่ ก็ยิ่งร้อนใจขึ้นมาอีก ไม่เปิดโอกาสให้กัวเสวี่ยพูดสักคำ ก็รีบพูดต่อว่า

“คุณหนู ที่หรงหมัวมัวมาคงไม่ใช่เพื่อจะไล่ท่านออกจากจวนอ๋องหรอกใช่หรือไม่เจ้าคะ!”

หนิงเซียงร้อนใจจนเดินไปเดินมา

“แย่แล้ว แย่แล้ว คุณหนูหากท่านออกจากจวนอ๋องไปแล้ว จะแต่งงานกับซื่อจื่อได้อย่างไรเจ้าคะ”

หลังจากที่กัวเสวี่ยเก็บห่อสัมภาระเสร็จแล้ว เห็นว่าหนิงเซียงยังคงเดินไปเดินมาอยู่ ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ นางสะพายห่อสัมภาระแล้วเดินมาอยู่ข้างกายหนิงเซียง

“พอแล้ว หนิงเซียง ใครบอกเจ้าว่าข้าถูกไล่ออกจากจวนอ๋องกัน”

“คุณหนูหากท่านไม่ได้ถูกไล่ออกจากจวนอ๋อง เหตุใดจึงเก็บข้าวของเล่าเจ้าคะ”

หนิงเซียงมองกัวเสวี่ยด้วยความสงสัย

“ก็เพราะข้าจะไปอยู่ที่เรือนน้อยชิงเฟิงกับซื่อจื่ออย่างไงเล่า และเจ้าอยู่ที่นี่รออีกสักสองสามวันก่อน ข้าจะมารับเจ้าไปอยู่ด้วย”

กัวเสวี่ยตบไหล่ของหนิงเซียงแล้วก็ยิ้มเดินออกไป

“ไปอยู่ที่เรือนน้อยชิงเฟิงกับซื่อจื่อรึ”

เมื่อหนิงเซียงฟังจบ ก็ตกตะลึงไปในทันที และเมื่อนางรู้ตัวอีกที ก็รีบวิ่งที่นอกประตู แต่กัวเสวี่ยก็จากสวนน้อยไปเสียแล้ว

“คุณหนูขอให้ท่านโชคดีนะเจ้าคะ”

หนิงเซียงมองไปยังลานบ้านที่ว่างเปล่าแล้วพึมพำกับตัวเอง

…………………………

เรือนน้อยชิงเฟิง

ห้องหนังสือ

“ซื่อจื่อ ซื่อจื่อ”

ขณะที่ชิวอันกำลังคิดว่าจะพิชิตใจกัวเสวี่ยด้วยวิธีใดอยู่นั้น ชิวเจี้ยนก็พลันวิ่งเข้ามาจากนอกประตูอย่างรีบร้อน พลางวิ่งพลางตะโกนไปด้วย

“เป็นอะไรไป เกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงทำให้เจ้ารีบร้อนเช่นนี้”

เมื่อถูกชิวเจี้ยนขัดจังหวะความคิด ชิวอันก็มองเขาอย่างไม่พอใจ

“ซื่อจื่อ เมื่อครู่บ่าวเห็นพวกสาวใช้ในจวนลือกันว่าท่านจะแต่งงานกับสาวใช้ที่เสียโฉม เป็นเรื่องจริงหรือขอรับ”

ชิวเจี้ยนมองชิวอันด้วยความประหลาดใจ

“ปัง”

ชิวอันหยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาแล้วขว้างไปทางชิวเจี้ยน ชิวเจี้ยนก็ไม่กล้าหลบ หนังสือจึงกระแทกเข้ากับร่างของชิวเจี้ยนทันที

“ซื่อจื่อ เหตุใดท่านจึงใช้หนังสือขว้างบ่าวขอรับ บ่าวทำอะไรผิดไปหรือขอรับ”

แม้ว่าชิวอันจะไม่ได้ออกแรงขว้างหนังสือ แต่ชิวเจี้ยนก็ยังรู้สึกน้อยใจ พลางเก็บหนังสือที่พื้นแล้วเดินเข้าไปหาชิวอันพลางพูดอย่างน้อยใจ

“หึ! อะไรคือสาวใช้ที่เสียโฉม ต่อไปนี้ต้องเรียกนางว่าพระชายาซื่อจื่อเข้าใจหรือไม่”

ชิวอันมองชิวเจี้ยนอย่างไม่พอใจ

“หากครั้งหน้าข้าเห็นเจ้าเรียกนางเช่นนี้อีก ต่อไปก็ไม่ต้องมาอยู่ข้างกายซื่อจื่ออีกต่อไป”

“ขอรับ ซื่อจื่อ บ่าวทราบว่าผิดไปแล้วขอรับ”

เมื่อชิวอันบอกว่าจะไล่เขาไป ชิวเจี้ยนก็ร้อนรนขึ้นมาทันที เขาอยู่ข้างกายชิวอันมาสิบกว่าปีแล้ว ไม่เคยเห็นชิวอันพูดคำที่หนักแน่นเช่นนี้มาก่อน จึงรีบยอมรับผิดทันที

ชิวอันมองชิวเจี้ยนด้วยสีหน้าจริงจัง

“อืม! จำไว้ ต่อไปนี้นางคือพระชายาซื่อจื่อของซื่อจื่อตลอดชีวิตและเป็นสตรีเพียงคนเดียวของซื่อจื่อตลอดชีวิตนี้ ข้าผู้เป็นซื่อจื่อจะไม่แต่งกับใครนอกจากนาง”

“เจ้าจะต้องเคารพนางเหมือนกับที่เคารพซื่อจื่อ”

ชิวอันก็คิดในใจว่า

“นางคือคู่ชีวิตของข้า เป็นตัวช่วยฝึกยุทธ์ของข้า หากทำไม่ดีกับนาง แล้วนางไม่ต้องการข้า ข้าก็คงจะจบสิ้นแล้ว”

และในขณะที่ชิวอันกำลังพูดประโยคนี้อยู่ หรงหมัวมัวก็พากัวเสวี่ยมาถึงนอกห้องหนังสือพอดี ชิวอันพูดเสียงดังขนาดนั้น คนทั้งสองที่อยู่ในลานบ้านย่อมได้ยินเป็นธรรมดา

หรงหมัวมัว ก็อดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองกัวเสวี่ยด้วยความประหลาดใจ นางไม่คิดว่าชิวอันจะรักนางถึงเพียงนี้ น่าเสียดายก็แต่ใบหน้าและฐานะของนาง มิฉะนั้นแล้วก็คงจะเหมาะสมกับซื่อจื่ออย่างยิ่ง

ในขณะนี้ กัวเสวี่ยยืนอยู่กลางลานบ้าน ในใจรู้สึกสับสนขึ้นมา

นางอยากจะแต่งงานกับชิวอันก็เพียงเพื่อฐานะของเขา อยากจะยืมฐานะของเขาเพื่อแก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่ ไม่คิดว่าชิวอันจะรักนางจริงๆ ในใจจึงอดที่จะรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้

“ไปเถอะ หลังจากส่งเจ้าให้ซื่อจื่อแล้ว ข้ายังต้องกลับไปรายงานพระชายาอีก”

หรงหมัวมัวพูดจบก็เดินไปยังห้องหนังสืออีกครั้ง

กัวเสวี่ยจัดการกับอารมณ์ของตนเองแล้วเดินตามไปติดๆ

เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังของชิวอัน ชิวเจี้ยนก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าชิวอันจริงจังมากแค่ไหน จึงรีบโค้งคำนับแล้วกล่าวว่า

“ขอรับ ซื่อจื่อ บ่าวเข้าใจแล้ว เมื่อครู่เป็นบ่าวที่พูดผิดไป ต่อไปบ่าวจะปฏิบัติต่อนางดุจพระชายาซื่อจื่อขอรับ”

“อืม”

เมื่อเห็นท่าทีที่จริงใจของชิวเจี้ยน ชิวอันก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ซื่อจื่อ”

ขณะที่ชิวอันกำลังจะพูด ก็พลันมีเสียงหนึ่งดังมาจากหน้าประตู จึงหันไปมอง

เมื่อเห็นหรงหมัวมัวในใจของชิวอันก็ยินดีขึ้นมาทันที เขารู้ว่ากัวเสวี่ยจะต้องมาด้วยอย่างแน่นอน จึงรีบมองไปทางด้านหลังของนาง เมื่อเห็นกัวเสวี่ยที่อยู่ด้านหลังของนาง ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา รีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหานางทันที

จบบทที่ บทที่ 6

คัดลอกลิงก์แล้ว