เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4

บทที่ 4

บทที่ 4


บทที่ 4

สวนหลังจวนอ๋อง

เรือนหย่าซิน

“โฮสต์ ในเมื่อระบบมีชื่อว่าระบบเกาะเมียกิน ก็ตามชื่อเลย ท่านจะต้องพึ่งพาสตรีเท่านั้น และสตรีผู้นั้นจะต้องเป็นสตรีแห่งโชคชะตาของท่านด้วย”

“ระบบมีทั้งหมดสามฟังก์ชัน”

“ฟังก์ชันแรกคือฟังก์ชันตอบแทนการฝึกฝน เมื่อท่านเปิดใช้งานระบบแล้ว ระดับพลังของท่านจะผูกกับสตรีแห่งโชคชะตา ทุกครั้งที่ระดับพลังของสตรีแห่งโชคชะตาเพิ่มขึ้น ท่านก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยโดยไม่ต้องฝึกฝน”

“จริงรึ? แต่เส้นชีพจรของข้าขาดสะบั้น ตันเถียนก็เสียหายแล้ว ยังจะสามารถกักเก็บปราณเอาไว้ได้อีกหรือ?”

เมื่อรู้ว่าตนเองสามารถฝึกฝนได้ บนใบหน้าของชิวอันก็อดที่จะเผยรอยยิ้มแห่งความยินดีออกมาไม่ได้

“แน่นอนอยู่แล้ว ปราณของท่านไม่ได้ถูกเก็บไว้ในเส้นชีพจรและตันเถียน แต่ถูกเก็บไว้ในทุกเซลล์ของร่างกายท่าน ไม่ว่าระดับพลังของท่านจะสูงเพียงใด ในสายตาของคนอื่นท่านก็ยังเป็นคนไร้ประโยชน์อยู่ดี”

“ฮาๆ! เช่นนั้นก็ยิ่งดีเลยสิ สามารถแสร้งทำเป็นหมูเพื่อล่อให้เสือมากิน ข้าละยิ่งชอบ”

เมื่อชิวอันฟังคำกล่าวของระบบ บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มที่แปลกประหลาดออกมา พลางจินตนาการถึงวิธีการเล่นงานศัตรูของตนในอนาคต

“และยังไม่ใช่แค่นั้น ระดับพลังของท่านจะสูงกว่าสตรีแห่งโชคชะตาอยู่สองระดับเสมอ”

“อะไรนะ? ข้าจะสูงกว่านางอยู่สองระดับเสมอรึ?”

“เช่นนั้นมิใช่ว่าหลังจากที่นางฝึกฝนจนถึงระดับจักรพรรดิยุทธ์แล้ว ข้าก็จะเป็นผู้มีพลังต่อสู้สูงสุดในทวีปเฉียนคุน หรือก็คือระดับนักบุญยุทธ์หรอกหรือ?”

“แล้วหลังจากที่นางบรรลุถึงระดับนักบุญยุทธ์แล้ว ข้าจะอยู่ในระดับใดกัน?”

ชิวอันก็เบิกตาโพลงด้วยความประหลาดใจ จ้องมองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย ฟังก์ชันนี้ของระบบช่างเหนือจินตนาการเกินไปแล้ว

“ถูกต้อง ท่านจะสูงกว่าสตรีแห่งโชคชะตาอยู่สองระดับเสมอ ส่วนจะเป็นระดับใดกันแน่ รอจนกว่าท่านจะบรรลุถึงระดับนักบุญยุทธ์แล้วก็จะเข้าใจเอง”

“ฮ่าๆๆ! ดี ดี ดี ไม่เพียงแต่ข้าจะมีระดับพลัง แต่ยังสามารถเพิ่มระดับพลังด้วยการนอนเฉยๆ อีก มันช่างดียิ่งนัก”

ชิวอันหัวเราะออกมาอย่างตื่นเต้น

ในขณะนั้นเอง ระบบก็พลันสาดน้ำเย็นใส่ชิวอัน

“โฮสต์ ตอนนี้ท่านยังไม่เปิดใช้งานระบบเลย และท่านก็ยังเป็นคนไร้ประโยชน์อยู่เช่นเดิม”

“เห้ย...เจ้า! ระบบ เจ้าจะทำลายบรรยากาศเพื่ออะไรกัน? เจ้ารู้ไหมว่าพูดจาแบบนี้ช่างน่าโดนต่อยปากนัก”

ชิวอันก็โกรธจนด่าทอระบบ คิดว่าระบบจะทำลายบรรยากาศไปเพื่ออะไรกัน ปล่อยให้ตนเองดีใจสักหน่อยไม่ได้หรือไง?

ใครจะรู้ว่าระบบกลับตอบชิวอันด้วยคำพูดที่เย็นชาอีกครั้ง

“โฮสต์ ระบบเพียงแค่พูดความจริงเท่านั้น”

“ระบบ เจ้าคอยดูเถิด ข้าจะทำให้นางยอมตกลงแต่งงานกับข้าให้ได้”

เมื่อเห็นระบบพูดประโยคที่เย็นชาออกมา ชิวอันก็รีบพูดอย่างเกรี้ยวกราด

“โฮสต์ สู้ๆ เข้านะ ระบบเชื่อว่าท่านทำได้”

ทันทีที่เสียงของระบบจบลง ในสมองของชิวอันก็พลันปรากฏภาพมือที่กำหมัดแน่นขึ้นมา และข้างๆ ยังมีตัวอักษรปรากฏขึ้นว่า “สู้ๆ ลุยเลยเพื่อน”

เมื่อเห็นกำปั้นและตัวอักษร “สู้ๆ ลุยเลยเพื่อน” ชิวอันก็พลันหัวเราะฮ่าๆ ออกมา ก็รู้สึกว่าระบบก็ไม่ได้ดูไร้น้ำใจไปเสียทีเดียว

“พรืด ฮ่าๆ ระบบ ดูท่าเจ้าก็หาใช่พวกไร้น้ำใจไม่ ยังรู้จักให้กำลังใจข้าด้วย”

“โฮสต์ ที่ระบบให้กำลังใจท่านก็ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น หากท่านไม่สามารถเปิดใช้งานระบบได้ ระบบก็จะไม่สามารถแสดงความสามารถของระบบเกาะเมียกินออกมาได้เช่นกัน และระบบก็จะต้องเสียหน้าในหมู่ระบบอื่นๆ เป็นอย่างมาก”

เมื่อชิวอันฟังจบ รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันหายไปในทันที

“ช่างเถอะ ข้าคงคิดไปเองฝ่ายเดียว”

คำพูดที่ไร้ซึ่งน้ำใจของระบบ ทำให้ชิวอันหมดความสนใจที่จะพูดคุยเล่นกับมันอีกต่อไป เขาจึงกลับเข้าสู่ประเด็นหลักและสอบถามถึงฟังก์ชันของระบบต่อ

“ระบบ นอกจากฟังก์ชันนี้แล้ว เจ้ายังมีฟังก์ชันอะไรอีกบ้าง?”

“โฮสต์ ฟังก์ชันที่สองของระบบคือฟังก์ชันคืนเงินสิบเท่าจากการใช้จ่าย ขอเพียงท่านใช้จ่ายเงินเพื่อภรรยา ท่านก็จะได้รับการคืนเงินสิบเท่า”

เมื่อชิวอันฟังถึงความสามารถของฟังก์ชันที่สอง ก็พลันตื่นเต้นขึ้นมา หากตนนำเงินทั้งหมดไปให้นาง ทรัพย์สินของตนก็ไม่ใช่ว่าจะเพิ่มขึ้นสิบเท่าหรอกหรือ เช่นนั้นตนก็อาจจะกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในเมืองหลวงเลยนะสิ

“ระบบ การคืนเงินสิบเท่า ฟังดูแล้วมันขี้เหนียวไปหน่อยหรือไม่ ข้าเห็นระบบอื่นๆ คืนเงินกันเป็นร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แต่ทำไมพอมาถึงตาข้ากลับลดน้อยลงไปมากขนาดนี้เล่า?”

แม้ว่าในใจของชิวอันจะดีใจมากแล้ว แต่ความโลภของมนุษย์ก็ไม่มีที่สิ้นสุด หากได้คืนเป็นพันเท่า หมื่นเท่า ตนเองก็จะไม่ร่ำรวยยิ่งกว่าท้องพระคลังหรอกหรือ เขาจึงเริ่มต่อรองกับระบบ

หลังจากที่ชิวอันพูดจบ ระบบก็ไม่ส่งเสียงใดๆ ออกมา แต่กลับเงียบไป

เมื่อระบบไม่ส่งเสียง ชิวอันก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมาทันที เขาจึงไม่พูดอะไร เพียงแต่รอคอยคำตอบของระบบอย่างเงียบๆ

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางความคาดหวังของชิวอัน ในขณะที่ชิวอันกำลังคิดว่าระบบค้างไปแล้วหรือไม่นั้น ระบบก็ส่งเสียงขึ้นมา

“โฮสต์ พูดถูกแล้ว ระบบจะขี้เหนียวเช่นนั้นไม่ได้ เช่นนั้นก็เปลี่ยนจากสิบเท่าเป็นร้อยเท่าแล้วกัน”

เมื่อเห็นว่าถูกเปลี่ยนเป็นคืนร้อยเท่า ชิวอันก็ดีใจอย่างมาก รอยยิ้มบนใบหน้าก็ไม่สามารถเก็บซ่อนไว้ได้อีกต่อไป แต่รอยยิ้มนี้ก็อยู่เพียงไม่นานก็พลันหายไป

ดูเหมือนว่าระบบจะรู้ทันความคิดของชิวอัน จึงสาดน้ำเย็นใส่เขาอีกครั้ง

“โฮสต์ โปรดทราบ นี่คือฟังก์ชันคืนเงินจากการใช้จ่าย ไม่ใช่ว่าท่านนำเงินทั้งหมดไปให้ภรรยาแล้วระบบจะคืนเงินให้ท่านร้อยเท่า แต่จะต้องให้ภรรยาของท่านใช้จ่ายซื้อของจริงๆ เท่านั้น”

เมื่อฟังเช่นนั้น ชิวอันก็ยิ้มออกมาอย่างขมขื่นเป็นตนเองที่คิดมากไปเอง แค่เปลี่ยนจากสิบเท่าเป็นร้อยเท่าก็นับว่าดีมาพอแล้ว

หากเป็นอย่างที่ตนคิดเมื่อครู่ ก็เหมือนกับมีพลังก็อปปี้โดยไม่ต้องเสียสละอะไรเลย ตนเองก็คงไม่ใช่แค่ร่ำรวยเทียบเท่าท้องพระคลัง แต่เงินทั้งทวีปเฉียนคุนรวมกันก็ยังไม่มากเท่าตน

“ระบบ ฟังก์ชันอีกอย่างหนึ่งของเจ้ามีประโยชน์อะไร?”

“โฮสต์ ฟังก์ชันที่สามของระบบคือฟังก์ชันภารกิจ”

“ระบบจะสุ่มมอบหมายภารกิจให้กับโฮสต์ เมื่อทำภารกิจสำเร็จก็จะมีรางวัลให้”

“โอ้! ภารกิจรึ? แล้วเป็นภารกิจแบบไหนรึ?”

“โฮสต์ ภารกิจทั้งหมดเป็นแบบสุ่ม ระบบก็ยังไม่ทราบเช่นกัน แต่ภารกิจเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับสตรีแห่งโชคชะตาของท่าน”

“โอ้! เช่นนั้นก็ดี เพื่อภรรยาของข้าแล้วจะให้เสี่ยงชีวิตก็ไม่เป็นไร ต่อให้ไม่มีรางวัลข้าก็ยินดีที่จะทำ การช่วยเหลือนางก็คือการช่วยเหลือตัวเอง”

“แล้วรางวัลภารกิจของเจ้ามีอะไรบ้าง?”

“โฮสต์ มีแต่สิ่งที่ท่านคาดไม่ถึง แต่ท่านวางใจเถิด รางวัลจะต้องถูกใจท่านอย่างมากแน่”

“ระบบ มีแค่สามฟังก์ชันนี้เองรึ? มันน้อยไปหน่อยหรือไม่? จะเพิ่มอีกได้หรือไม่? เช่นการเช็คอินทุกวันเพื่อรับรางวัลหรือให้ภารกิจเล็กๆ น้อยๆ ทุกวันอะไรอย่างนี้”

เมื่อครู่ชิวอันเพิ่งจะลิ้มรสความหวานมา เขาจึงคิดว่าระบบคงจะพูดจาง่าย ไม่แน่ว่าอาจจะเพิ่มฟังก์ชันให้ตนเองอีกจริงๆ ก็ได้

ใครจะรู้ว่าครั้งนี้ระบบกลับไม่สนใจชิวอันอีกต่อไป แต่กลับพูดอย่างเย็นชาว่า

“โฮสต์ หากท่านมีเวลามาต่อรองกับระบบ ก็สู้เอาเวลาไปคิดหาวิธีพิชิตใจสตรีแห่งโชคชะตาของท่านดีกว่า มิฉะนั้นท่านก็คงจะไม่มีโอกาสได้ใช้แม้กระทั่งสามฟังก์ชันนี้ด้วยซ้ำ”

“หึ! ระบบ เจ้าดูถูกข้าผู้เป็นซื่อจื่อเกินไปแล้ว เจ้าคอยดูเถิด ไม่เกินสามวัน ข้าผู้เป็นซื่อจื่อจะต้องพิชิตใจนางและเปิดใช้งานระบบแน่”

เมื่อถูกระบบดูถูกอีกครั้ง ชิวอันก็รู้สึกโกรธจนอับอาย

ใครจะรู้ว่าครั้งนี้ระบบกลับไม่ตอบ แต่เข้าสู่สภาวะหลับใหลไปแล้ว

เมื่อเห็นว่าระบบไม่สนใจตนเอง ชิวอันก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา สติจึงถอนออกจากสมอง ลืมตาขึ้นแล้วลุกขึ้นไปยืนข้างหน้าต่างพลางแหงนมองท้องฟ้า

“เฮ้อ! เมื่อครู่พูดจาโอ้อวดเกินไปหน่อย ดูจากท่าทีของนาง ก็ดูแล้วไม่ใช่คนที่โลภในลาภยศเงินทอง และยังดูเหมือนจะต่อต้านการแต่งงานกับข้าอีกด้วย ข้าจะทำอย่างไรดีให้นางยอมตกลงแต่งงานกับข้าดีนะ?”

ชิวอันมองท้องฟ้าแล้วพึมพำกับตนเอง ในใจก็คิดหาวิธีที่จะทำให้นางยอมแต่งงานกับตน

สวนหลังจวนอ๋องเจิ้นเปียน

เรือนหย่าซิน

หลังจากที่กัวเสวี่ยผลักชิวอันออกไป นางก็วิ่งกลับมายังห้องของตนทันที และรีบปิดประตูลงกลอน

“แฮ่กๆ….”

กัวเสวี่ยยืนพิงประตูพลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เดิมทีด้วยระดับพลังของนางแล้ว การวิ่งเพียงระยะทางสั้นๆไม่มีทางทำให้นางเหนื่อยหอบเลย แต่ที่นางเป็นเช่นนี้ก็เพราะความตื่นเต้นที่มากเกินไป

“ซื่อจื่อแห่งจวนอ๋องเจิ้นเปียนมีปัญหาทางสายตาหรืออย่างไร ข้าอยู่ในสภาพนี้แล้ว เขายังจะอยากแต่งงานกับข้าอีกหรือว่าตอนนั้นมือสังหารจะทำร้ายสมองของเขาไปด้วย?”

กัวเสวี่ยพึมพำกับตัวเองเสียงเบา

“คุณหนู ท่านกำลังพูดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?”

ในขณะนั้นเอง สาวใช้ในชุดสีเขียวนางหนึ่งก็พลันโผล่ออกมาจากด้านข้าง

“ว้าย!”

กัวเสวี่ยที่กำลังพึมพำอยู่ ก็ถึงกับสะดุ้งตกใจเมื่อถูกสาวใช้ในชุดสีเขียวทักขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“หนิงเซียง เจ้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่? เมื่อครู่เหตุใดข้าจึงไม่เห็นเจ้า?”

“คิกๆ! คุณหนู บ่าวอยู่ที่นี่ตลอดเจ้าค่ะ เพียงแต่ท่านไม่ทันสังเกตเอง”

หนิงเซียงยิ้มให้กับกัวเสวี่ยแล้วพูดต่อว่า

“คุณหนู เมื่อครู่ท่านบอกว่าใครถูกทำร้ายที่สมองหรือเจ้าคะ?”

“จะว่าไปแล้วก็ต้องโทษเจ้า จะปวดท้องเวลาไหนก็ไม่ปวด กลับมาปวดท้องเอาตอนนี้ ถึงต้องเกิดเรื่องน่าอายเช่นเมื่อครู่ขึ้น”

กัวเสวี่ยพูดจบก็ใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของหนิงเซียง

“คิกๆ คุณหนู ท่านรีบเล่ามาเถิดเจ้าค่ะ ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”

เมื่อเห็นท่าทีไม่พอใจของกัวเสวี่ย หนิงเซียงกลับไม่กลัวเลย แต่กลับเขย่าแขนของกัวเสวี่ยแทน

เมื่อเห็นท่าทีออดอ้อนของหนิงเซียง กัวเสวี่ยก็ไม่แสดงท่าทีโกรธอีกต่อไป เพียงแต่พูดอย่างจนใจว่า

“ข้ากระหายน้ำ”

“ได้เจ้าค่ะ คุณหนู พวกเรานั่งลงก่อนแล้วค่อยคุยกันนะเจ้าคะ บ่าวจะไปรินน้ำให้ท่าน”

หนิงเซียงพูดจบก็จูงกัวเสวี่ยไปนั่งที่โต๊ะ แล้วรินน้ำให้หนึ่งแก้ว

“วันนี้ข้าไปส่งขนมแทนเจ้า พอวางเสร็จกำลังจะจากไป ก็ถูกซื่อจื่ออ๋องเจิ้นเปียนเข้ามาจูงมือ แถมเขายังบอกว่าจะแต่งงานกับข้าอีก”

“ข้างๆ มีสตรีจากตระกูลแม่ทัพตั้งมากมายแต่ดันไม่เลือก กลับมาเลือกสาวใช้ที่มีแผลเป็นอย่างข้าเป็นภรรยา เจ้าว่าเขาสมองไม่ดีหรือเปล่าเล่า?”

“โชคดีที่ข้าฉลาด พอเห็นเขาเหม่อก็รีบผลักเขาออกไปแล้ววิ่งหนีมา”

กัวเสวี่ยมองหนิงเซียงด้วยสีหน้าจนใจ

“คิกๆ! คุณหนู นี่แสดงว่าท่านมีเสน่ห์เหลือล้น แม้จะจงใจสวมหน้ากากอัปลักษณ์ไว้ก็ยังไม่อาจปิดบังเสน่ห์ของท่านท่านยอมเขาไปเลยไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”

หนิงเซียง ก็ล้อเลียนกัวเสวี่ยด้วยความสนุก

“หนิงเซียง อย่าพูดจาเหลวไหล ตอนนี้ข้าคิดเพียงแต่จะแก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่เท่านั้น”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ กัวเสวี่ยก็ราวกับเห็นภาพของท่านพ่อท่านแม่ถูกตัดศีรษะอีกครั้ง ในแววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

เมื่อเห็นแววตาที่เคียดแค้นของกัวเสวี่ย รอยยิ้มบนใบหน้าของหนิงเซียงก็หายไปเช่นกัน นางปลอบใจกัวเสวี่ยว่า

“คุณหนู ท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ พวกเราจะต้องแก้แค้นให้นายท่านได้แน่”

“ขอเพียงพวกเราอยู่ที่นี่ต่อไป รออีกครึ่งเดือนในวันเกิดของมารดาอ๋องเจิ้นเปียน ก็จะต้องมีโอกาศเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อถวายฎีกาแน่ และให้ฝ่าบาทสืบสวนคดีใหม่อีกครั้งเพื่อล้างมลทินและคืนความเป็นธรรมให้นายท่าน”

“ใช่แล้ว ขอเพียงพวกเราอยู่ที่นี่ต่อไป จะต้องมีโอกาสเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

กัวเสวี่ยพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็รู้สึกกลัดกลุ้มใจขึ้นมาอีก

“หนิงเซียง หลังจากเข้ามาอยู่ในจวนหลายวันนี้ ข้าลองคิดดูแล้ว เป็นข้าเองที่คิดการง่ายเกินไปในตอนแรก”

“คิดว่าขอเพียงมีโอกาศเข้าเฝ้าฝ่าบาท ก็จะสามารถล้างมลทินให้ท่านพ่อท่านแม่ได้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าทั้งเจ้าและข้าต่างก็ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของท่านพ่อท่านแม่เลย แล้วจะทำให้ฝ่าบาทเชื่อด้วยวิธีใดเล่า? จะทำให้พระองค์ทรงสั่งรื้อคดีใหม่ได้อย่างไร?”

หนิงเซียงที่ฟังดังนั้น ก็กลัดกลุ้มตามไปด้วย

“น่าเสียดายที่พวกเราไร้ที่พึ่ง ไม่รู้จักขุนนางผู้มีอำนาจ มิฉะนั้นฝ่าบาทก็คงจะทรงสั่งรื้อคดีไปแล้ว”

หนิงเซียงพึมพำเสียงเบา

“ขุนนางผู้มีอำนาจ! ขุนนางผู้มีอำนาจ!...”

กัวเสวี่ยราวกับถูกครอบงำ ในปากเอาแต่พร่ำพูดประโยคของหนิงเซียงซ้ำไปซ้ำมา

“คุณหนู ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ? ท่านอย่าทำให้หนิงเซียงกลัวนะเจ้าคะ!”

เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยเอาแต่พูดประโยคเดิมซ้ำๆ หนิงเซียงก็รู้สึกตกใจกลัวขึ้นมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน ในน้ำเสียงเจือปนไปด้วยเสียงสะอื้น

ขณะที่หนิงเซียงกำลังทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้น กัวเสวี่ยก็พลันจับมือนาง

“หนิงเซียง เจ้าพูดถูก พวกเราต้องหาขุนนางผู้มีอำนาจมาช่วยเราถึงจะถูก เจ้าคิดว่าอ๋องเจิ้นเปียนถือเป็นผู้มีอำนาจหรือไม่?”

เมื่อเห็นว่ากัวเสวี่ยไม่ได้ถูกครอบงำอีกต่อไป หนิงเซียงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“คุณหนู ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ? อ๋องเจิ้นเปียนแน่นอนว่าต้องเป็นผู้มีอำนาจอยู่แล้ว มิฉะนั้นพวกเราจะมาที่จวนอ๋องเจิ้นเปียนเพื่ออะไร”

“เขาไม่เพียงแต่เติบโตมาพร้อมกับฝ่าบาทตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ มารดาของพระองค์ยังเป็นแม่นมของฝ่าบาท อีกทั้งยังกุมกองทัพสามแสนนายเพื่อปกป้องชายแดนอีกด้วย”

“เจ้าว่าหากอ๋องเจิ้นเปียนพูดแทนพวกเรา ฝ่าบาทจะทรงสั่งรื้อคดีอยุติธรรมของท่านพ่อท่านแม่หรือไม่?”

“คุณหนู หากอ๋องเจิ้นเปียนเอ่ยปาก ฝ่าบาท ย่อมต้องทรงสั่งรื้อคดีอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ดูเหมือนว่าหนิงเซียงจะนึกอะไรขึ้นมา นางมองกัวเสวี่ยด้วยความตื่นตะลึง

“คุณหนู หรือว่าท่าน...?”

หนิงเซียงยังพูดไม่ทันจบก็ถูกกัวเสวี่ยขัดขึ้นมา

“ถูกต้อง ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะแต่งงานกับซื่อจื่ออ๋องเจิ้นเปียน ในฐานะที่ข้าเป็นพระชายาซื่อจื่อของจวนอ๋องเจิ้นเปียนหากข้าถวายฎีการ้องทุกข์ต่อฝ่าบาทในงานวันเกิดของท่านผู้เฒ่าหญิง พระองค์ต้องทรงเห็นแก่หน้าผู้เฒ่าหญิง และยอมตกลงอย่างแน่นอน”

“คุณหนู ท่านต้องคิดให้ดีนะเจ้าคะ ซื่อจื่อผู้นั้นวรยุทธ์ถูกทำลายจนสิ้น ในอนาคตก็ไม่สามารถฝึกฝนได้อีก อ๋องเจิ้นเปียนก็สร้างศัตรูไว้มากมาย หากอ๋องเจิ้นเปียนยังอยู่ก็คงไม่เป็นไร แต่หากอ๋องเจิ้นเปียนไม่อยู่แล้ว จวนอ๋องเจิ้นเปียนแห่งนี้ ก็ย่อมเป็นสถานที่อันตรายอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”

หนิงเซียงมองกัวเสวี่ยด้วยความเป็นห่วง หวังว่านางจะไตร่ตรองให้ดีก่อนลงมือทำ

“ไม่เป็นไร ขอเพียงสามารถล้างมลทินให้ท่านพ่อท่านแม่ อนาคตจะเป็นอย่างข้าก็ไม่สน”

กัวเสวี่ยพูดจบ บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา

“และอีกอย่าง ต่อให้ซื่อจื่อจะไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้แล้วจะอย่างไรเล่า? ใครบอกว่าจวนอ๋องจะต้องพึ่งพาเพียงซื่อจื่อเท่านั้น ในฐานะที่ข้าเป็นพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน ก็สามารถแบกรับธงของอ๋องเจิ้นเปียนได้เช่นกัน”

ดูเหมือนว่ากัวเสวี่ยจะเข้าสู่บทบาทของพระชายาซื่อจื่อได้อย่างรวดเร็ว

“เจ้าอย่าลืมสิว่าคุณหนูของเจ้าเป็นถึงอัจฉริยะ ในสภาวะที่ขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกฝนยังสามารถฝึกจนถึงระดับจอมยุทธ์ได้ หากมีทรัพยากรของจวนอ๋องเจิ้นเปียนละก็ ภายในสามสิบปีข้าย่อมสามารถฝึกฝนจนถึงระดับจักรพรรดิยุทธ์ได้ไม่ยาก”

จบบทที่ บทที่ 4

คัดลอกลิงก์แล้ว