บทที่ 3
บทที่ 3
บทที่ 3
สวนหลังจวนอ๋อง
เรือนน้อยจิ้งซือ
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนนั่งอยู่บนม้านั่งหิน ส่วนชิวอันยืนอยู่เบื้องหน้าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนอย่างนอบน้อม
“อันเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าการกระทำของเจ้าเมื่อครู่ สร้างความขุ่นเคืองให้กับตระกูลแม่ทัพทั้งห้าไปแล้ว?”
“ท่านแม่ หรือว่าการที่ลูกไม่เลือกพวกนางถือเป็นการล่วงเกินตระกูลของพวกนางแล้วหรือ? เช่นนั้นแล้ว ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาลูกก็ล่วงเกินคนมามากกว่านี้หรอกหรือ?”
ชิวอันมองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนอย่างไม่ใส่ใจ
“เจ้าคิดว่าการกระทำของเจ้าในวันนี้จะเหมือนกับเมื่อก่อนหรือ?”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมองชิวอันอย่างไม่สบอารมณ์
“เมื่อก่อนที่เจ้าปฏิเสธคุณหนูทั้งหมด แล้วไม่มีใครกล้าโต้แย้ง ก็เพราะเมื่อก่อนพรสวรรค์ของเจ้า...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็พลันหมองลง นางไม่อยากจะรื้อฟื้นเรื่องในอดีตจึงเปลี่ยนเรื่องพูด
“หากวันนี้เจ้าเลือกคนใดคนหนึ่งในห้าคนนั้น หรือไม่เลือกเลยสักคน พวกนางก็คงไม่ว่าอะไร”
“แต่ทว่าวันนี้เจ้ากลับเลือกสาวใช้ที่เสียโฉมต่อหน้าพวกนาง แต่ไม่ยอมเลือกพวกนาง นี่ไม่ใช่การดูถูกพวกนางหรอกหรือ? ไม่ใช่ว่าเป็นการบอกพวกนางว่าด้อยกว่าแม้กระทั่งสาวใช้ที่เสียโฉมหรอกรึ?”
“พวกนางต้องด้อยกว่าอยู่แล้ว ไม่ดูสารรูปตัวเองเลย ตัวใหญ่กว่าลูกเสียอีก ไม่มีความเป็นกุลสตรีเลยสักนิด ลูกยอมเป็นโสดไปตลอดชีวิตดีกว่าแต่งงานกับพวกนาง”
ชิวอันก้มหน้าลงพึมพำเสียงเบา
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนมองชิวอันแล้วส่ายหน้า แม้ว่าชิวอันจะพึมพำเสียงเบา แต่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ในระดับราชันย์ยุทธ์ ไหนเลยจะไม่ได้ยิน
“อันเอ๋อร์ เจ้าพูดความจริงกับแม่มาเถิด เจ้าตั้งใจจะแต่งงานกับสาวใช้นางนั้นจริงๆ หรือเพียงเพื่อจะเลี่ยงการแต่งงานกับบุตรีแห่งตระกูลแม่ทัพทั้งห้า”
โกรธก็ส่วนโกรธ แต่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็ยังอยากจะรู้ให้แน่ชัดว่าชิวอันคิดอะไรอยู่กันแน่
“ท่านแม่ ลูกจะแต่งงานกับสาวใช้นางนั้น ในชาตินี้จะไม่แต่งกับใครนอกจากนาง หากพระชายาซื่อจื่อไม่ใช่นาง ลูกยอมไม่แต่งงานไปตลอดชีวิต”
ชิวอันก็เงยหน้าขึ้นมองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนอย่างแน่วแน่ พลางคิดในใจว่า
“น่าขันสิ้นดี สาวใช้ในชุดสีเขียวเกี่ยวข้องกับระบบและอนาคตของข้า ข้าจะไปแต่งงานกับคนอื่นได้อย่างไร อย่าว่าแต่นางจะมีแผลเป็นสองรอยเลย ต่อให้ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นข้าก็ต้องแต่ง ใครใช้ให้นางเป็นคนที่ฟ้าลิขิตมาให้ข้าเล่า”
“ว่าอะไรนะ?”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็ตกใจจนลุกขึ้นจากม้านั่งหิน มองชิวอันด้วยความประหลาดใจ
“อันเอ๋อร์ ต่อให้เจ้าจะไม่ชอบสตรีทั้งห้าคนในวันนี้ แต่แม่ก็สามารถช่วยหาหญิงอื่นให้เจ้าได้อีก เจ้าใยต้องมาหลงใหลในตัวสาวใช้นางนั้นด้วยเล่า”
“อันเอ๋อร์ ฟังแม่เถิด อีกไม่กี่วันแม่จะหาหญิงงามดุจดอกไม้หายากมาให้เจ้า”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างสุดความสามารถ
“ท่านแม่ หรือว่าท่านก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่รังเกียจว่านางเป็นเพียงสาวใช้ หรือเป็นเพราะรอยแผลเป็นสองรอยบนใบหน้าของนาง”
ชิวอันจ้องมองพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเขม็ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
เมื่อมองเห็นแววตาที่ผิดหวังของชิวอัน ในใจของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็พลันเจ็บปวดขึ้นมา นางถอนหายใจแล้วค่อยๆ กล่าวว่า
“อันเอ๋อร์ แม่ไม่รังเกียจที่นางเป็นสาวใช้ และก็ไม่รังเกียจที่นางเสียโฉม”
“หากเป็นเจ้าในเมื่อก่อน แม่จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแต่งงานของเจ้า แต่ตอนนี้สถานการณ์ของเจ้าแตกต่างออกไปแล้ว แม่จะต้องคำนึงถึงชีวิตในภายภาคหน้าของเจ้า”
“ท่านแม่กับพ่ออ๋องของเจ้าไม่อาจปกป้องเจ้าไปชั่วชีวิต อีกทั้งพ่ออ๋องของเจ้าก็สร้างศัตรูไว้มากมาย หากวันใดที่เราสองคนสิ้นอายุขัยไปแล้วไม่มีใครคอยคุ้มครองเจ้า พวกเขาก็คงจะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปแน่”
“ทุกสิ่งที่แม่ทำไปล้วนเพื่อตัวเจ้าทั้งสิ้น เจ้าฟังแม่สักครั้งได้หรือไม่?”
บนใบหน้าของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเผยให้เห็นถึงความรักและความจนใจ ในแววตาเต็มไปด้วยความห่วงใยและเอ็นดูต่ออันเอ๋อร์
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถิด เรื่องที่ท่านกังวล ลูกเตรียมการไว้หมดแล้ว ต่อให้ไม่มีความช่วยเหลือจากคนภายนอก ลูกก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างดี”
ชิวอันจับมือของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนแล้วกล่าวเสียงเบา
เรื่องที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนเป็นกังวลอยู่ มีหรือที่ชิวอันจะไม่รู้ หลังจากที่รู้สถานการณ์ของตนเองเมื่อสามปีก่อน ชิวอันก็เริ่มเตรียมการไว้แล้ว และบัดนี้ยังผูกมัดกับระบบอีก ยิ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใดอีกเลย
“เจ้าเตรียมการอะไรไว้รึ? วันๆ ก็เอาแต่อยู่ในเรือนของตัวเอง ไม่ก้าวเท้าออกจากประตู”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียน ไหนเลยจะเชื่อคำพูดของชิวอัน
เมื่อเห็นว่าพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนไม่เชื่อ ในใจของชิวอันก็พลันเกิดความรู้สึกอยากจะเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดออกมาแต่เมื่อคิดว่าเวลายังไม่เหมาะสม ก็ได้แต่อดทนไว้ก่อน
ครู่ต่อมา ชิวอันก็นึกขึ้นมาว่าพ่ออ๋องของตนคืออ๋องเจิ้นเปียน น่าจะล่วงรู้เรื่องราวบางส่วนของตนผ่านทางทหารเงาแล้วดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะลองเสี่ยงดู
“ท่านแม่ พวกเราสองคนเถียงกันไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้เรามาพนันกันดีหรือไม่ ท่านเขียนจดหมายถึงท่านพ่อ เพื่ออธิบายเรื่องนี้ ดูสิว่าท่านพ่อจะฟังท่าน หรือจะให้ลูกตัดสินใจด้วยตนเอง”
“หากท่านพ่อฟังท่าน ลูกก็จะฟังท่านเช่นกัน ท่านบอกให้แต่งกับใครลูกก็จะแต่งกับคนนั้น เอาอย่างนี่ดีหรือไม่?”
“หือ! เจ้าพูดจริงรึ?”
เมื่อพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนฟังจบ ก็หัวเราะออกมาทันที เพราะถึงแม้อ๋องเจิ้นเปียนจะเป็นแม่ทัพใหญ่ ผู้ไม่เคยแพ้ใครและเป็นระดับจักรพรรดิยุทธ์ แต่ภายในบ้านกลับค่อนข้างเกรงใจภรรยา
“แน่นอน ลูกยินดีที่จะยอมรับผลการพนัน”
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ค่อนข้างจะมั่นใจของพระชายาอ๋องเจิ้นเปียน ชิวอันก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็ได้แต่ทำเช่นนี้ต่อไป อย่างมากก็แค่ผิดคำพูดเท่านั้น
“ดี เช่นนั้นแม่ก็จะไม่บังคับเจ้าอีก ช่วงหนึ่งเดือนนี้ เจ้าจงเตรียมตัวให้ดีเถิด แม่จะหาคนมาแต่งงานกับเจ้า”
ไม่ว่าชิวอันจะแต่งงานกับใคร พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็ตั้งใจว่าจะให้ชิวอันแต่งงานในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เพื่อที่เขาจะมีทายาทสืบสกุลโดยเร็ว
“ท่านแม่ ในเมื่อลูกตกลงกับท่านแล้ว ท่านจะยอมตกลงกับลูกสักเรื่องได้หรือไม่?”
“อืม”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนรู้สึกว่าเรื่องใหญ่ก็คลี่คลายลงแล้ว อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก จึงพยักหน้า
“ท่านแม่ ลูกอยากให้ท่านย้ายนางมาที่เรือนน้อยชิงเฟิง เพื่อรับใช้ลูกเดี๋ยวนี้เลย”
แม้ว่าชิวอันจะไม่พูดอย่างชัดเจนว่าคือใคร แต่มีหรือที่พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนจะไม่รู้ว่าเขาหมายถึงใคร เดิมทีนางตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อคิดดูแล้วก็พยักหน้ายอมรับ แล้วหันไปสั่งหรงหมัวมัวที่อยู่ด้านข้างว่า
“เจ้าไปย้ายสาวใช้นางนั้นมาที่เรือนน้อยชิงเฟิงของอันเอ๋อร์เดี๋ยวนี้เลย”
“เพคะ พระชายา”
หรงหมัวมัวทำความเคารพพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนแล้วจึงถอยออกไปจัดการ
“ขอบพระทัยท่านแม่ ลูกขอทูลลา”
ชิวอันพูดจบก็รีบร้อนเดินออกจากสวนไปโดยไม่รอให้พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนได้เอ่ยคำใด
อันที่จริง ชิวอันอยากจะกลับไปที่เรือนน้อยชิงเฟิงของตนเพื่อศึกษาระบบเกาะเมียกินใจจะขาดอยู่แล้ว เขาอยากจะดูว่าระบบมีประโยชน์อย่างไรกันแน่ แต่กลับถูกพระชายาอ๋องเจิ้นเปียนจับตัวมาสั่งสอนที่สวนหลังจวนแห่งนี้เสียก่อน
เมื่อมองดูท่าทางรีบร้อนของชิวอัน พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนก็ส่ายหน้า
“นิสัยแบบนี้ไม่รู้ว่าไปเอาจากใครมา ช่างใจร้อนเสียจริง”
พระชายาอ๋องเจิ้นเปียนนั่งอยู่บนม้านั่งหินสักพักแล้วจึงเดินไปยังห้องหนังสือ นางจะไปเขียนจดหมายถึงอ๋องเจิ้นเปียนและกำชับให้เขาต้องอยู่ข้างนาง
---
เรือนน้อยชิงเฟิง
ห้องหนังสือ
“ชิวเจี้ยน นำจดหมายฉบับนี้ไปให้ผู้เฒ่าเย่ บอกให้เขาส่งถึงมือท่านพ่อให้เร็วที่สุด”
ชิวอันหลังจากเขียนจดหมายเสร็จก็ใส่ซองแล้วยื่นให้กับชิวเจี้ยน
“ขอรับ ซื่อจื่อ บ่าวจะบอกผู้เฒ่าเย่ว่าให้ส่งถึงท่านอ๋องโดยเร็วที่สุดขอรับ”
ชิวเจี้ยนเก็บจดหมายไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวังแล้วจึงเดินออกไปนอกประตู
“เดี๋ยวก่อน”
ขณะที่ชิวเจี้ยนกำลังจะก้าวเท้าออกนอกประตู ในใจของชิวอันก็รู้สึกไม่วางใจ จึงร้องเรียกชิวเจี้ยนไว้อีกครั้ง
“ซื่อจื่อ มีอะไรจะสั่งอีกหรือขอรับ”
ชิวเจี้ยนเดินกลับมาอยู่เบื้องหน้าชิวอันอีกครั้ง
“เจ้าไปบอกผู้เฒ่าเย่ว่า ในอนาคตข้าผู้เป็นซื่อจื่อจะมีความสุขหรือไม่ ชีวิตจะดีหรือไม่ดี ล้วนขึ้นอยู่กับจดหมายฉบับนี้แล้ว ขอให้ผู้เฒ่าเย่ส่งถึงมือท่านพ่อให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ชิวอันกำชับแล้วกำชับอีก
“ขอรับ ซื่อจื่อ บ่าวจะนำไปเรียนตามคำสั่งทุกประการขอรับ”
ชิวเจี้ยนพูดจบก็ยังไม่คิดจะจากไปทันที แต่กลับยืนมองชิวอันอยู่
“เหตุใดเจ้ายังไม่ไปอีก ไม่รู้หรือว่าจดหมายฉบับนี้ด่วนแค่ไหน?”
เมื่อเห็นชิวเจี้ยนยืนนิ่งไม่ไปไหน ชิวอันก็ถลึงตาใส่เขาทันที
“ขอรับ บ่าวไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”
ชิวเจี้ยนก็ยิ้มอย่างขมขื่นออกมาอย่างลับๆ รับคำแล้วจึงถอยออกไป ที่เขายังไม่จากไปเมื่อครู่ก็เพราะกลัวว่าชิวอันจะมีอะไรจะพูดอีก
หลังจากที่ชิวเจี้ยนจากไป ชิวอันก็เอนหลังพิงเก้าอี้แล้วหลับตาลงเพื่อติดต่อไปยังระบบในสมองของเขา
“ระบบ เจ้ามีความสามารถอะไรบ้าง?”