- หน้าแรก
- โจวเฉาสองภพ : แค่ปลุกพลังยังไม่พอ ข้าขอเป็นจอมยุทธ์!
- บทที่ 11 ฝึกผิดวิธี
บทที่ 11 ฝึกผิดวิธี
บทที่ 11 ฝึกผิดวิธี
บทที่ 11 ฝึกผิดวิธี
[ท่านได้พบกับ หลิวหยง ที่โรงฝึกซึ่งกำลังสอนวิทยายุทธ์ให้แก่ลูกศิษย์ใหม่]
[ท่านยืนฟังอยู่ข้างๆ และได้ข้อสรุปว่า กลุ่มโจรแห่งหุบเขาเฮยสุ่ยเข้าใจวิทยายุทธ์ผิดไปจริงๆ]
[เช่น พวกเส้นเอ็น กระดูก หรืออะไรทำนองนั้น มันไม่มีขอบเขตพลังที่ชื่อแปลกๆ แบบนั้นหรอก]
[หยางเอ้อคิดว่าวิทยายุทธ์มีเก้าขอบเขต จริงๆ แล้วทั้งหมดนั้นคือขอบเขตหลอมรวมร่างกาย ซึ่งเป็นเพียงเก้าช่วงของขอบเขตหลอมรวมร่างกายเท่านั้น]
[ขอบเขต “เส้นลมปราณ” ที่ท่านเป็นอยู่ในตอนนี้ คือช่วงที่เจ็ดของขอบเขตหลอมรวมร่างกาย!]
[วิทยายุทธ์มีหกขอบเขตใหญ่ๆ]
[หลอมรวมร่างกาย, รวบรวมปราณ, กลั่นวิญญาณ, กายทองคำ, ทะเลปราณ, บรรลุระดับ]
[สามช่วงแรกของการหลอมรวมร่างกายเรียกว่าฝึกภายนอก ซึ่งก็คือการขัดเกลาโครงสร้างร่างกาย]
[สามช่วงกลางเรียกว่าฝึกภายใน คือการรวมพลังลมปราณแท้จริง]
[คนทั่วไปหากบรรลุถึงช่วงที่หกของการหลอมรวมร่างกาย ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นจอมยุทธ์แห่งยุทธภพแล้ว]
[สามช่วงหลังของการหลอมรวมร่างกาย เป็นการหลอมรวมพลังลมปราณแท้จริงกับร่างกายเข้าด้วยกัน]
[ผู้ฝึกยุทธ์ที่บรรลุถึงช่วงที่เก้าของการหลอมรวมร่างกาย จะสามารถใช้พลังลมปราณแท้จริงปกป้องร่างกายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อถึงตอนนั้นดาบ หอก ดาบปลายปืนธรรมดา จะไม่สามารถทำร้ายผู้ฝึกยุทธ์ได้เลยแม้แต่น้อย นี่คือที่มาของคำว่า “คงกระพันชาตรี”]
**************
– หลอมรวมร่างกาย
ขั้น 1-3 ฝึกภายนอก
ขั้น 4-6 ฝึกภายใน
ขั้น 7-9 หลอมรวมพลังลมปราณแท้จริงกับร่างกายเข้าด้วยกัน << โจวเฉาอยู่ขั้น 7 ตรงนี้ **
- รวบรวมปราณ
- กลั่นวิญญาณ
- กายทองคำ
- ทะเลปราณ
- บรรลุระดับ
*******
ในที่สุดโจวเฉาก็ได้เห็นความรู้พื้นฐานของวิทยายุทธ์ที่ถูกต้องแล้ว
“เมื่อดูแบบนี้ พวกโจรก็ไม่ได้ฝึกผิดพลาดอะไรมากมายนัก เพียงแต่พวกเขาไม่ได้รับการศึกษาที่เป็นระบบ แถมยังต้องหลบซ่อนอยู่ในภูเขาตลอดเวลา ทำให้เรียกชื่อผิดไปบ้าง”
แล้วหลังขอบเขตบรรลุระดับขึ้นไปมีอีกไหม
โจวเฉาเชื่อว่าต้องมีแน่ๆ
แต่แค่ฝึกฝนขอบเขตหลอมรวมร่างกายให้สมบูรณ์ ก็คงกระพันชาตรีแล้ว
คนที่เก่งกาจกว่าขอบเขตบรรลุระดับ สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่แล้ว เป็นสิ่งที่สูงเกินเอื้อม การทำความเข้าใจจึงไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากจะทำให้ตายฟรี
[นอกจากนี้ หลิวหยงยังพูดถึงรากกระดูก]
[รากกระดูกมีผลต่อความเร็วในการไหลเวียนพลังแห่งวิทยายุทธ์ เช่น พลังลมปราณแท้จริง พลังเวท พลังปราณ เป็นต้น]
[รากกระดูกยิ่งดี การไหลเวียนก็ยิ่งเร็ว]
[รากกระดูกยังมีผลต่อความแข็งแกร่งของร่างกาย]
[ตอนที่ทุกคนยังเป็นคนธรรมดา ความแตกต่างอาจไม่ชัดเจน]
[อย่างมากก็แค่คนที่มีรากกระดูกดีจะไม่ค่อยป่วย ทนทานต่อการโดนทำร้าย ฟื้นตัวจากการบาดเจ็บได้เร็วกว่า จิตใจดีกว่าคนอื่นเล็กน้อย]
[แต่เมื่อขึ้นไปสู่ขอบเขตที่สูงขึ้น ความแตกต่างก็จะชัดเจนมาก]
[หลิวหยงจุดธูป และให้ลูกศิษย์หมุนเวียนเคล็ดวิชาหลอมรวมร่างกาย โดยให้พลังลมปราณแท้จริงออกจากตันเถียน(จุดรวมพลัง) ไหลเวียนไปทั่วร่างกายหนึ่งรอบ แล้วกลับมารวมกันที่ตันเถียนอีกครั้ง ความเร็วในการทำเช่นนี้จะบ่งบอกถึงระดับของรากกระดูก]
[คนที่สามารถทำได้หนึ่งรอบภายในครึ่งธูป ถือว่าเป็นอัจฉริยะด้านวิทยายุทธ์ คนที่ทำได้ภายในหนึ่งธูป ถือว่ามีรากกระดูกดีเลิศ คนที่ทำได้ภายในสามธูป ถือว่าปานกลาง ส่วนคนที่ใช้เวลาเกินสามธูป ถือว่าต่ำต้อย]
[ท่านเองก็ทดสอบดู และพบว่าท่านต้องใช้เวลาถึงห้าธูป]
“โห รากกระดูกฉันแย่ขนาดนี้เลยเหรอ ไม่แปลกใจเลยที่การจำลองครั้งที่แล้วต้องใช้เวลายี่สิบปีถึงจะฝึกฝนไปถึงช่วงที่เจ็ดของขอบเขตหลอมรวมร่างกาย.. ไร้ประโยชน์จริงๆ”
เมื่อคิดแบบนี้ คนที่มีรากกระดูกดีในหมู่คนทั่วไปน่าจะมีน้อยมาก
เพราะในบรรดาโจรพันกว่าคน คนอย่างหยางเอ้อก็เป็นหัวหน้า แสดงว่ารากกระดูกของหยางเอ้อก็ต่ำต้อยเช่นกัน
เผลอๆ โจรจำนวนมากจะไม่มีรากกระดูกเลยด้วยซ้ำ
ขอบเขตแรกสามขอบเขตที่พวกเขาเรียกว่า จินกู่ผี – เส้นเอ็น กระดูก ผิวหนัง ก็แค่ร่างกายดีกว่าคนทั่วไปเท่านั้น ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งวิทยายุทธ์แม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม ด้วยการมีอยู่ของคัมภีร์หมื่นภพรากกระดูกที่ไม่ดีของโจวเฉาจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ถ้าทั้งชีวิตนี้สำเร็จได้ยาก ก็ใช้สองชีวิต สองชีวิตไม่ได้ก็สามชีวิต
เริ่มเดินทางจากจุดเริ่มต้นไกลขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องก็พอ
คัมภีร์หมื่นภพไม่ต้องการผลลัพธ์แบบนี้หรอกหรือ
[วันนี้ท่านมาหาหลิวหยง ด้านหนึ่งคือต้องการทำความเข้าใจว่าวิทยายุทธ์ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ซึ่งท่านก็พอจะเข้าใจแล้ว]
[อีกด้านหนึ่งคือท่านต้องการสอบถามเกี่ยวกับปัญหาของ “เคล็ดวิชามังกรหยาง”]
[ตอนนี้ท่านไม่กล้าฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ กลัวว่าจะเป็นเหมือนชาติที่แล้ว ที่จะถอนตัวจากผู้ชายไม่ได้]
[เมื่อครู่ท่านก็ได้รู้ว่า เคล็ดวิชาของผู้ฝึกยุทธ์จริงๆ แล้วก็มีการแบ่งประเภท]
[เคล็ดวิชาเป็นคำเรียกรวมของคัมภีร์วิทยายุทธ์ต่างๆ]
[หากแบ่งย่อย จะมี เคล็ดใจ, วิทยายุทธ(ศิลปะการต่อสู้), ทักษะปราณ, เวทย์มนตร์ปราณ เป็นต้น]
[เคล็ดวิชามังกรหยาง คือเคล็ดใจ หรือพูดให้ถูกคือ เคล็ดใจพลังลมปราณแท้]
[เคล็ดใจเป็นรากฐานของการพัฒนาวิทยายุทธ์]
[เปรียบเหมือนอยู่ในขอบเขตหลอมรวมร่างกาย หากไม่มีเคล็ดใจพลังลมปราณแท้ พลังลมปราณแท้จริงก็จะไม่สามารถไหลเวียน และจะไม่พัฒนาขึ้น]
[ส่วนเคล็ดวิชาอย่าง “สับสะเปะสิบแปดมีด” ก็คือศิลปะการต่อสู้หรือวิทยายุทธนั่นเอง เป็นท่าไม้ตายที่ใช้ได้จริงในการต่อสู้]
[ส่วนทักษะปราณ เวทย์มนตร์ปราณ เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ในขอบเขตที่สูงขึ้น ตอนนี้ท่านยังไม่สามารถสัมผัสได้]
[หลังจากที่หลิวหยงสอนเสร็จ ท่านก็เข้าพบเขา]
[“ในเมื่อเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตหลิวฉินก็ไม่ต้องเกรงใจ เชิญนั่งเถอะ”]
[ท่านหยิบเคล็ดวิชามังกรหยางออกมาทันที และสอบถามว่าเคล็ดวิชานี้เป็นเคล็ดวิชามารหรือไม่ ทำไมถึงสามารถดูดซับพลังหยางของผู้ชาย และทำไมถึงทำให้จิตใจคนผิดปกติได้]
[ท่านรู้ว่านี่เป็นการจำลอง ดังนั้นท่านจึงไม่ต้องกังวลว่าหากเคล็ดวิชามังกรหยางเป็นเคล็ดวิชาล้ำค่า หลิวหยงจะฆ่าท่านเพื่อชิงสมบัติอะไรทำนองนั้น]
[อย่างมากในการจำลองครั้งหน้าก็เปลี่ยนไปถามคนอื่น อาจจะเจอคนที่ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นก็เป็นได้]
[แถมท่านคิดว่า หลิวหยงอย่างน้อยก็เป็นเจ้าสำนักโรงฝึกศิลปะป้องกันตัว เป็นครูบาอาจารย์ เขาคงไม่น่าจะเป็นคนที่แย่มากนัก]
[เมื่อหลิวหยงเห็นเคล็ดวิชามังกรหยาง แววตาของเขาก็เป็นประกาย]
[ในขณะนั้น ท่านมั่นใจว่าเขารู้จักเคล็ดวิชานี้]
[“นี่คือเคล็ดใจพลังลมปราณแท้ระดับสุดยอดปฐพี ล้ำค่ามาก สำนักจิ้งอู่ถังที่ยิ่งใหญ่ของข้า ยังไม่มีเคล็ดวิชาระดับปฐพีสักเล่ม!”]
[เป็นสมบัติจริงๆ ด้วย!]
[เคล็ดวิชาแบ่งออกเป็นสี่ระดับคือ ฟ้า ปฐพี ซวน หวง แต่ละระดับแบ่งออกเป็นสี่ขั้นคือ ระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง ระดับสุดยอด]
[ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกหยางเอ้อต้องเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง ทำให้เคล็ดวิชามังกรหยาง เสียหายแน่นอน]
[หลิวหยงแค่เคยได้ยินเกี่ยวกับเคล็ดวิชามังกรหยาง วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นของจริง]
[หลังจากได้รับการยินยอมจากท่าน เขาก็เริ่มพลิกดูเคล็ดวิชานี้]
[ด้วยประสบการณ์ด้านวิทยายุทธ์ที่มากมายของเขา หลังจากอ่านจบ เขาก็ได้ข้อสรุป]
[“ฝึกผิดวิธี”]
[“หา?”]
[“เคล็ดวิชามังกรหยาง ไม่ได้ให้เจ้าไปดูดพลังหยางของผู้ชายเพื่อเร่งการรวมตัวของพลังลมปราณแท้จริง เป้าหมายสูงสุดของการฝึกฝนคือการเปลี่ยนพลังลมปราณแท้จริงให้เป็นพลังชีวิต ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเราไม่ต้องกลัวภัยคุกคามจากอายุ!”]
[วิทยายุทธ์ไม่ใช่การบำเพ็ญเพียร สภาพร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์จะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการแสดงออกของความแข็งแกร่งของวิทยายุทธ์]
[ผู้ฝึกยุทธ์สูงอายุอาจมีขอบเขตที่สูงกว่าใครจากการสะสมประสบการณ์ แต่สภาพร่างกายที่เสื่อมโทรม จะทำให้พวกเขาไม่สามารถแสดงความแข็งแกร่งที่ควรจะเป็นของขอบเขตนั้นได้อย่างสมบูรณ์]
[สิ่งที่ทำให้เคล็ดวิชามังกรหยางมีค่าคือ มันสามารถเปลี่ยนพลังลมปราณแท้จริงให้เป็นพลังชีวิต ทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนได้กลับไปสู่วัยหนุ่ม ไม่ต้องถูกจำกัดด้วยความชราของร่างกาย!]
[“ฮ่าๆ แต่ นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาที่ช่วยยืดอายุขัยหรือทำให้เป็นอมตะแต่อย่างใด เพียงแต่ทำให้เจ้าแม้จะแก่แล้ว ก็สามารถใช้พลังลมปราณแท้จริงเพื่อแลกกับการมีสภาพร่างกายเหมือนตอนวัยหนุ่มได้ชั่วคราวเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องแก่ตายอยู่ดี”]
คนไม่รู้หนังสือทำคนเสียคนจริงๆ!
โจวเฉานึกขึ้นได้
ว่าหยางเอ้อแต่เดิมก็อ่านหนังสือไม่ออก
ที่เขาสามารถอ่านเคล็ดวิชามังกรหยางได้และถ่ายทอดส่งต่อไปให้พี่น้องในหมู่บ้าน ก็เพราะเขาจับพวกผู้ชายมาอ่านให้เขาฟัง แล้วเขาก็จดจำเอา
ไม่แน่ว่าในนั้นอาจมีไอ้เจ้าเหล่ห์คนหนึ่ง จงใจทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย..
ไม่น้อย! ถึงขั้นดูดพลังผู้ชายนี่มันผิดพลาดไปไกลมากแน่ๆ
ยังดีที่ตัวเขาในการจำลอง ตอนที่หนีออกจากหุบเขาเฮยสุ่ยก็ได้นำต้นฉบับของเคล็ดวิชามังกรหยางออกมาด้วย และสืบทอดมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงผ่านทางคัมภีร์หมื่นภพของเขา