- หน้าแรก
- โจวเฉาสองภพ : แค่ปลุกพลังยังไม่พอ ข้าขอเป็นจอมยุทธ์!
- บทที่ 10 ชาติที่สอง
บทที่ 10 ชาติที่สอง
บทที่ 10 ชาติที่สอง
บทที่ 10 ชาติที่สอง
ก็นึกว่าจะมาคุยกับฉัน ดูดาวดูเดือน คุยกันตั้งแต่บทกวีไปจนถึงปรัชญาชีวิต..
แต่ผู้หญิงคนนี้จะมาแลกเปลี่ยนชีวิตอย่างลึกซึ้งกับฉันงั้นหรอ!
"เอ่อ เสี่ยวหง ข้าชอบนอนคนเดียว"
"ท่านจอมยุทธ์ เสี่ยวหงเต็มใจเจ้าค่ะ ท่านช่วยพวกเราไว้ ข้าขอตอบแทนด้วยชีวิต มอบกายถวายตัวเป็นอนุของท่าน"
โจวเฉายังพอรับได้กับความสัมพันธ์แบบคืนเดียว
แต่ถ้าจะมาเกาะแกะเขาไปตลอด เขาไม่เอาด้วยหรอก
โลกแห่งการบ่มเพาะนั้นอันตรายเกินไป มีโจร กองทัพ สงคราม ผู้แข็งแกร่ง โจวเฉาแค่อยากจะใช้ "คัมภีร์หมื่นภพ" สักที เพื่อเพิ่มขอบเขตให้เร็วที่สุด เพื่อให้ตัวเองสามารถมันใจว่าจะมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้อย่างมั่นคงที่สุด
การพาพวกเธอมาด้วยในช่วงไม่กี่วันนี้มันก็แค่ทางผ่าน
แต่ถ้าต้องพาไปด้วยตลอด มันก็น่าจะเหนื่อยเกินไป
"ข้าไม่สะดวกในคืนนี้ ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่าเถอะ.."
โจวเฉาผลักเสี่ยวหงออกไป บอกให้เธอกลับไปนอนก่อน และบอกพวกเธอว่าห้ามแอบดูเขา ไม่งั้นเขาจะหนีไปและให้พวกเธอกลายเป็นอาหารของหมาป่า
เสี่ยวหงกลับไปยังข้างหลิวฉินและคนอื่นๆ จากนั้นก็เล่าตามความจริง
หลิวฉินรู้สึกเหมือนเจอเรื่องเหลือเชื่อ
"ในโลกนี้จะมีผู้ชายที่ไม่หลงใหลในสตรีเพศด้วยหรือ ท่านจอมยุทธ์เป็นนี่ช่างแน่วแน่จริงๆ"
เสี่ยวหงกล่าวว่า "ท่านจอมยุทธ์.. หรือว่าเขาจะไม่ชอบผู้หญิงหรือเจ้าคะ"
"หมายความว่ายังไง"
"ข้าได้ยินมาว่ามีผู้ชายบางคน เขา เขา... เขาชอบผู้ชาย"
"ซี้ด..."
พวกผู้หญิงทั้งห้าคนต่างตั้งใจพูดคุยกันมาก พวกเธอไม่ได้แอบดูโจวเฉา แต่กลับมารวมตัวกันซุบซิบ ไม่รู้ว่ากำลังพูดคุยกันในหัวข้อที่น่าสนใจอะไรกันอยู่
ด้านโจวเฉาเองเมื่อเห็นว่าทางสะดวกก็เปิด "คัมภีร์หมื่นภพ" ขึ้นมา
ข้อความที่แสดงบนหน้าล่าสุดก็เปลี่ยนไปจริงๆ
[กรรมของชาติที่แล้วถูกตัดขาดแล้ว ยังมีหมึกเหลืออยู่ สามารถจำลองชาติใหม่ต่อไปได้]
"หมึกงั้นหรอ"
โจวเฉามองไปที่พู่กัน
รอยหมึกบนนั้นจางกว่าตอนที่เขาเพิ่งทะลุมิติมามาก
"ที่แท้ค่าใช่จ่ายก็เป็นหมึกนี่เอง"
เครื่องจำลองสถานการณ์ของคนอื่นอาจจะใช้เงินทอง อาจจะใช้หินวิญญาณ หรือแม้แต่ใช้พลังชีวิต
แต่ "เครื่องจำลองสถานการณ์" ของโจวเฉาใช้ "หมึก"
การเขียนหนังสือ แน่นอนว่าต้องใช้หมึก
ก็สมเหตุสมผล
แต่จะเติมหมึกได้อย่างไรล่ะ
แน่นอนว่าต้องเป็นแท่นฝนหมึกที่ลอยอยู่บนหัวของหลินอวิ้น
แต่ตอนนี้หลินอวิ้นกับเขาไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกันเลย ถ้าหมึกหมดแล้วจะต้องทำยังไงดีล่ะ
"ไม่รู้ว่าในโลกนี้จะมีคนที่มีแท่นฝนหมึกลอยอยู่บนหัวเพื่อเติมหมึกให้ฉันได้หรือเปล่านะ"
แต่ตอนนี้เขาไม่อยากคิดอะไรให้เสียเวลา ในเมื่อสามารถจำลองสถานการณ์ได้อีกครั้ง โจวเฉาจึงพลิกไปยังหน้าว่างหน้าถัดไปทันที
และพู่กันก็ลงมือเขียนขึ้นมาเอง
[ชาติที่สอง]
[วันที่ 1 ท่านเรียกเสี่ยวหงกลับมาอีกครั้ง]
[เสี่ยวหงยืนอยู่ต่อหน้าท่านอย่างเก้ๆ กังๆ "ท่านจอมยุทธ์ มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือเจ้าคะ"]
[ท่านถอนหายใจ "ข้าจะไม่เกรงใจแล้วกัน"]
[ในคืนนั้น ท่านกับเสี่ยวหงดูดาวดูเดือน คุยกันตั้งแต่บทกวีไปจนถึงปรัชญาชีวิต จนสุดท้าก็ทำการแลกเปลี่ยนตัวตนกันอย่างลึกซึ้ง]
[วันที่สอง พวกท่านเดินทางต่อ]
[ในตอนกลางคืน ท่านเรียกเสี่ยวชิงสาวใช้อีกคนของหลิวฉินออกไปคนเดียว]
[เป็นค่ำคืนที่แสนวิเศษอีกครั้ง]
[วันที่สาม พวกท่านเดินทางต่อ]
[ในตอนกลางคืน ท่านเรียกหลิวฉิน...]
"แกจะเอายังไงกันแน่! ถี่ขนาดนี้ร่างกายจะไหวหรอเนี่ย" เขาอุทานเมื่อได้อ่านเรื่องราว
ในโลกแห่งความเป็นจริง โจวเฉาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพิจารณาอะไรให้รอบคอบ..
แต่ตัวเขาในการจำลองสถานการณ์นั้นไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเขาไม่จำเป็นต้องพิจารณาผลที่ตามมา เน้นไปที่การทำอะไรตามใจชอบ ขอแค่อย่ารีบทำให้ตัวเองตายก็พอ
อย่างไรก็ตาม ความทรงจำเหล่านี้จะถูกสืบทอดมาเมื่อจบการจำลองสถานการณ์
ดังนั้น...
มุมปากของโจวเฉาไม่สามารถกดลงได้
[วันที่ 5 พวกท่านเดินทางไปตามถนนบนภูเขา ในที่สุดก็เห็นทุ่งนาผืนใหญ่ ซึ่งนั่นคือสัญญาณว่าพวกท่านเข้าใกล้เมืองแล้ว]
[วันที่ 6 หลังจากผ่านหมู่บ้านไปหลายแห่ง ท่านก็เห็นกำแพงเมืองสูงตระหง่านที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด]
[เมืองเฮยซาน เมืองสำคัญทางตะวันตกของแคว้นหนานเจ้า และเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ชายแดนทางตะวันตกของประเทศนี้ ใกล้กับแคว้นซีฉู่ที่สุด]
[ที่หน้าประตูเมือง พวกท่านถูกขอให้แสดงใบรับรองสามัญชนของหนานเจ้า คล้ายกับบัตรประชาชนในโลกก่อนหน้า]
[ท่านถึงได้นึกขึ้นได้ว่าตอนที่เผาโรงเตี๊ยม มัวแต่เอาเงิน ลืมที่จะหาใบรับรองสามัญชนของท่าน และมันก็ถูกเผาไปพร้อมกับกองไฟ]
[หลิวฉินและคนอื่นๆ ก็ไม่มีเช่นกัน พวกเธอถูกโจรปล้นไปหมดแล้ว ตอนที่จากมาก็ตื่นตระหนกเกินไปจนลืมหา]
[แคว้นหนานเจ้ากำลังทำสงครามกับซีฉู่ และที่นี่ยังเป็นเมืองใหญ่ที่ชายแดน หากไม่มีใบรับรองสามัญชน ทหารที่ประตูเมืองจะไม่ให้พวกท่านเข้าไป]
[หลิวฉินกล่าวว่า "พวกเรามาพึ่งญาติ รบกวนท่านด้วย พวกญาติของลูกจะพิสูจน์ว่าพวกเราเป็นคนของแคว้นหนานเจ้าจริงๆ บ้านเกิดอยู่ที่เมืองซีเฟิง ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างจากที่นี่พอสมควร แต่ก็อยู่ในเขตการปกครองของแคว้นหนานเจ้า"]
[ทหารไม่อยากเสียเวลากับหลิวฉิน ถือหอกยาวเตรียมจะพุ่งเข้ามา]
[ท่านตาไว มือไว คว้าจับด้ามหอกไว้ หมุนเวียนพลังปราณ ทำให้ทหารที่ไม่ค่อยเป็นมิตรคนนี้ล้มลงกับพื้น]
["กล้าดียังไง! กล้าทำร้ายเจ้าพนักงาน พี่น้องทั้งหลาย จับพวกนี้ให้หมด!"]
[ท่านรู้ว่าในการจำลองสถานการณ์ ท่านจะไม่ทนต่อความคับแค้นใจแน่นอน]
[สู้ไม่ได้ก็หนี อย่างมากก็กลับไปเป็นโจรอีกครั้ง ยังไงท่านก็เป็นมืออาชีพในด้านนี้อยู่แล้ว]
[ในขณะนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูเมือง ขัดขวางไม่ให้ท่านและทหารทะเลาะกัน]
[“ท่านเจ้าหน้าที่ ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกสาวของลูกพี่ลูกน้องของข้าที่อยู่ห่างไกลจริงๆ ก่อนหน้านี้มีการติดต่อกันทางจดหมาย แจ้งว่าต้องการมาพึ่งพาอาศัย เกรงว่าระหว่างทางคงจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น รบกวนท่านเจ้าหน้าที่อย่าทำให้ลำบากเลย”]
[เมื่อทหารเห็นคนที่มา เขาก็ยิ้มแย้มในทันที]
[“ที่แท้ก็คือท่านเจ้าสำนักหลิว ขออภัยด้วย ในเมื่อเป็นญาติของท่าน ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่รบกวนท่านช่วยไปทำใบรับรองสามัญชนในภายหลังด้วย”]
[ท่านหลิวเจ้าสำนักยัดเงินให้ทหารที่ประตูเมือง จากนั้นแล้วก็นำท่านและหลิวฉินเข้าไปในเมือง]
[หลังจากพูดคุยกัน ท่านหลิวเจ้าสำนักก็ทราบถึงเรื่องราวของพวกท่าน]
[ท่านก็รู้เช่นกันว่าเขาเป็นใคร]
[เขาคือหลิวหยง เจ้าสำนักของสำนักวรยุทธ์จิ้นอู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสำนักวรยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ในเมืองเฮยซาน]
[สำนักวรยุทธ์คือสถานที่สอนให้คนได้ฝึกฝนบ่มเพาะ แต่ต้องจ่ายเงิน แถมราคาก็ไม่ถูก คนทั่วไปจึงไม่มีเงินเรียน]
[สำนักวรยุทธ์แตกต่างจากสำนักฝึกวิชา]
[สำนักวรยุทธ์ไม่ต้องการให้ท่านจงรักภักดีต่อสำนักอย่างยิ่งยวด ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักวรยุทธ์กับลูกศิษย์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของเงิน ใครจ่ายเงินหนึ่งวัน ก็สามารถเรียนรู้วรยุทธ์ในสำนักวรยุทธ์ได้หนึ่งวัน]
[หรือถ้าไม่อยากเรียนแล้วก็แค่จากไปเท่านั้น]
[ถ้าจะพูดถึงความสัมพันธ์แบบอาจารย์ลูกศิษย์บ้างก็ได้ ไม่พูดถึงความสัมพันธ์นั้นก็ไม่มีภาระทางจิตใจแต่อย่างใด]
[ท่านรู้ว่านี่คือผู้บ่มเพาะตัวจริง แถมยังเป็นถึงจ้าวสำนัก ต้องมีความเชี่ยวชาญในการบ่มเพาะอย่างแน่นอน]
[ท่านตัดสินใจแล้วว่าจะสอบถามเขาให้ดี]
[หากเขาต้องการเก็บเงิน มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับท่าน ตอนนี้ท่านมีตั๋วเงินติดตัว มีทองคำและเงินมากมายในกระเป๋า]
[หลิวหยงให้หลิวฉินและคนอื่นๆ พักอาศัยอยู่ในบ้านของเขา]
[เมื่อทราบว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเธอ หลิวหยงจึงจัดงานเลี้ยงใหญ่ในตอนกลางคืน เพื่อเลี้ยงดูท่านเป็นการตอบแทน แถมยังให้จานเหรียญทองเป็นของขวัญ ท่านก็รับไว้โดยไม่เกรงใจ]
[หลังงานเลี้ยง หลิวหยงยังจัดแจงให้ภรรยาน้อยมาปรนนิบัติท่านอีกด้วย]
[ท่านมีความสุขมาก]
[วันที่ 7 หลังจากพักผ่อนมาทั้งคืน ขับไล่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทาง ท่านก็มาที่สำนักวรยุทธ์จิ้นอู่ในเมืองเฮยซาน]
[หลิวฉง ลูกชายของหลิวหยงก็เรียนวรยุทธ์อยู่ในสำนักด้วย เขาเคยเจอท่านเมื่อคืนนี้ รู้ว่าท่านเป็นเพื่อนของพ่อ จึงเชิญท่านเข้าไปด้วยความเป็นกันเอง ต้อนรับท่านอย่างแขกเหรื่อคนหนึ่ง..]