เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 ชาติที่สอง

บทที่ 10 ชาติที่สอง

บทที่ 10 ชาติที่สอง


บทที่ 10 ชาติที่สอง

ก็นึกว่าจะมาคุยกับฉัน ดูดาวดูเดือน คุยกันตั้งแต่บทกวีไปจนถึงปรัชญาชีวิต..

แต่ผู้หญิงคนนี้จะมาแลกเปลี่ยนชีวิตอย่างลึกซึ้งกับฉันงั้นหรอ!

"เอ่อ เสี่ยวหง ข้าชอบนอนคนเดียว"

"ท่านจอมยุทธ์ เสี่ยวหงเต็มใจเจ้าค่ะ ท่านช่วยพวกเราไว้ ข้าขอตอบแทนด้วยชีวิต มอบกายถวายตัวเป็นอนุของท่าน"

โจวเฉายังพอรับได้กับความสัมพันธ์แบบคืนเดียว

แต่ถ้าจะมาเกาะแกะเขาไปตลอด เขาไม่เอาด้วยหรอก

โลกแห่งการบ่มเพาะนั้นอันตรายเกินไป มีโจร กองทัพ สงคราม ผู้แข็งแกร่ง โจวเฉาแค่อยากจะใช้ "คัมภีร์หมื่นภพ" สักที เพื่อเพิ่มขอบเขตให้เร็วที่สุด เพื่อให้ตัวเองสามารถมันใจว่าจะมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้อย่างมั่นคงที่สุด

การพาพวกเธอมาด้วยในช่วงไม่กี่วันนี้มันก็แค่ทางผ่าน

แต่ถ้าต้องพาไปด้วยตลอด มันก็น่าจะเหนื่อยเกินไป

"ข้าไม่สะดวกในคืนนี้ ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่าเถอะ.."

โจวเฉาผลักเสี่ยวหงออกไป บอกให้เธอกลับไปนอนก่อน และบอกพวกเธอว่าห้ามแอบดูเขา ไม่งั้นเขาจะหนีไปและให้พวกเธอกลายเป็นอาหารของหมาป่า

เสี่ยวหงกลับไปยังข้างหลิวฉินและคนอื่นๆ จากนั้นก็เล่าตามความจริง

หลิวฉินรู้สึกเหมือนเจอเรื่องเหลือเชื่อ

"ในโลกนี้จะมีผู้ชายที่ไม่หลงใหลในสตรีเพศด้วยหรือ ท่านจอมยุทธ์เป็นนี่ช่างแน่วแน่จริงๆ"

เสี่ยวหงกล่าวว่า "ท่านจอมยุทธ์.. หรือว่าเขาจะไม่ชอบผู้หญิงหรือเจ้าคะ"

"หมายความว่ายังไง"

"ข้าได้ยินมาว่ามีผู้ชายบางคน เขา เขา... เขาชอบผู้ชาย"

"ซี้ด..."

พวกผู้หญิงทั้งห้าคนต่างตั้งใจพูดคุยกันมาก พวกเธอไม่ได้แอบดูโจวเฉา แต่กลับมารวมตัวกันซุบซิบ ไม่รู้ว่ากำลังพูดคุยกันในหัวข้อที่น่าสนใจอะไรกันอยู่

ด้านโจวเฉาเองเมื่อเห็นว่าทางสะดวกก็เปิด "คัมภีร์หมื่นภพ" ขึ้นมา

ข้อความที่แสดงบนหน้าล่าสุดก็เปลี่ยนไปจริงๆ

[กรรมของชาติที่แล้วถูกตัดขาดแล้ว ยังมีหมึกเหลืออยู่ สามารถจำลองชาติใหม่ต่อไปได้]

"หมึกงั้นหรอ"

โจวเฉามองไปที่พู่กัน

รอยหมึกบนนั้นจางกว่าตอนที่เขาเพิ่งทะลุมิติมามาก

"ที่แท้ค่าใช่จ่ายก็เป็นหมึกนี่เอง"

เครื่องจำลองสถานการณ์ของคนอื่นอาจจะใช้เงินทอง อาจจะใช้หินวิญญาณ หรือแม้แต่ใช้พลังชีวิต

แต่ "เครื่องจำลองสถานการณ์" ของโจวเฉาใช้ "หมึก"

การเขียนหนังสือ แน่นอนว่าต้องใช้หมึก

ก็สมเหตุสมผล

แต่จะเติมหมึกได้อย่างไรล่ะ

แน่นอนว่าต้องเป็นแท่นฝนหมึกที่ลอยอยู่บนหัวของหลินอวิ้น

แต่ตอนนี้หลินอวิ้นกับเขาไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกันเลย ถ้าหมึกหมดแล้วจะต้องทำยังไงดีล่ะ

"ไม่รู้ว่าในโลกนี้จะมีคนที่มีแท่นฝนหมึกลอยอยู่บนหัวเพื่อเติมหมึกให้ฉันได้หรือเปล่านะ"

แต่ตอนนี้เขาไม่อยากคิดอะไรให้เสียเวลา ในเมื่อสามารถจำลองสถานการณ์ได้อีกครั้ง โจวเฉาจึงพลิกไปยังหน้าว่างหน้าถัดไปทันที

และพู่กันก็ลงมือเขียนขึ้นมาเอง

[ชาติที่สอง]

[วันที่ 1 ท่านเรียกเสี่ยวหงกลับมาอีกครั้ง]

[เสี่ยวหงยืนอยู่ต่อหน้าท่านอย่างเก้ๆ กังๆ "ท่านจอมยุทธ์ มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือเจ้าคะ"]

[ท่านถอนหายใจ "ข้าจะไม่เกรงใจแล้วกัน"]

[ในคืนนั้น ท่านกับเสี่ยวหงดูดาวดูเดือน คุยกันตั้งแต่บทกวีไปจนถึงปรัชญาชีวิต จนสุดท้าก็ทำการแลกเปลี่ยนตัวตนกันอย่างลึกซึ้ง]

[วันที่สอง พวกท่านเดินทางต่อ]

[ในตอนกลางคืน ท่านเรียกเสี่ยวชิงสาวใช้อีกคนของหลิวฉินออกไปคนเดียว]

[เป็นค่ำคืนที่แสนวิเศษอีกครั้ง]

[วันที่สาม พวกท่านเดินทางต่อ]

[ในตอนกลางคืน ท่านเรียกหลิวฉิน...]

"แกจะเอายังไงกันแน่! ถี่ขนาดนี้ร่างกายจะไหวหรอเนี่ย" เขาอุทานเมื่อได้อ่านเรื่องราว

ในโลกแห่งความเป็นจริง โจวเฉาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพิจารณาอะไรให้รอบคอบ..

แต่ตัวเขาในการจำลองสถานการณ์นั้นไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเขาไม่จำเป็นต้องพิจารณาผลที่ตามมา เน้นไปที่การทำอะไรตามใจชอบ ขอแค่อย่ารีบทำให้ตัวเองตายก็พอ

อย่างไรก็ตาม ความทรงจำเหล่านี้จะถูกสืบทอดมาเมื่อจบการจำลองสถานการณ์

ดังนั้น...

มุมปากของโจวเฉาไม่สามารถกดลงได้

[วันที่ 5 พวกท่านเดินทางไปตามถนนบนภูเขา ในที่สุดก็เห็นทุ่งนาผืนใหญ่ ซึ่งนั่นคือสัญญาณว่าพวกท่านเข้าใกล้เมืองแล้ว]

[วันที่ 6 หลังจากผ่านหมู่บ้านไปหลายแห่ง ท่านก็เห็นกำแพงเมืองสูงตระหง่านที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด]

[เมืองเฮยซาน เมืองสำคัญทางตะวันตกของแคว้นหนานเจ้า และเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ชายแดนทางตะวันตกของประเทศนี้ ใกล้กับแคว้นซีฉู่ที่สุด]

[ที่หน้าประตูเมือง พวกท่านถูกขอให้แสดงใบรับรองสามัญชนของหนานเจ้า คล้ายกับบัตรประชาชนในโลกก่อนหน้า]

[ท่านถึงได้นึกขึ้นได้ว่าตอนที่เผาโรงเตี๊ยม มัวแต่เอาเงิน ลืมที่จะหาใบรับรองสามัญชนของท่าน และมันก็ถูกเผาไปพร้อมกับกองไฟ]

[หลิวฉินและคนอื่นๆ ก็ไม่มีเช่นกัน พวกเธอถูกโจรปล้นไปหมดแล้ว ตอนที่จากมาก็ตื่นตระหนกเกินไปจนลืมหา]

[แคว้นหนานเจ้ากำลังทำสงครามกับซีฉู่ และที่นี่ยังเป็นเมืองใหญ่ที่ชายแดน หากไม่มีใบรับรองสามัญชน ทหารที่ประตูเมืองจะไม่ให้พวกท่านเข้าไป]

[หลิวฉินกล่าวว่า "พวกเรามาพึ่งญาติ รบกวนท่านด้วย พวกญาติของลูกจะพิสูจน์ว่าพวกเราเป็นคนของแคว้นหนานเจ้าจริงๆ บ้านเกิดอยู่ที่เมืองซีเฟิง ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างจากที่นี่พอสมควร แต่ก็อยู่ในเขตการปกครองของแคว้นหนานเจ้า"]

[ทหารไม่อยากเสียเวลากับหลิวฉิน ถือหอกยาวเตรียมจะพุ่งเข้ามา]

[ท่านตาไว มือไว คว้าจับด้ามหอกไว้ หมุนเวียนพลังปราณ ทำให้ทหารที่ไม่ค่อยเป็นมิตรคนนี้ล้มลงกับพื้น]

["กล้าดียังไง! กล้าทำร้ายเจ้าพนักงาน พี่น้องทั้งหลาย จับพวกนี้ให้หมด!"]

[ท่านรู้ว่าในการจำลองสถานการณ์ ท่านจะไม่ทนต่อความคับแค้นใจแน่นอน]

[สู้ไม่ได้ก็หนี อย่างมากก็กลับไปเป็นโจรอีกครั้ง ยังไงท่านก็เป็นมืออาชีพในด้านนี้อยู่แล้ว]

[ในขณะนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูเมือง ขัดขวางไม่ให้ท่านและทหารทะเลาะกัน]

[“ท่านเจ้าหน้าที่ ผู้หญิงคนนี้เป็นลูกสาวของลูกพี่ลูกน้องของข้าที่อยู่ห่างไกลจริงๆ ก่อนหน้านี้มีการติดต่อกันทางจดหมาย แจ้งว่าต้องการมาพึ่งพาอาศัย เกรงว่าระหว่างทางคงจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น รบกวนท่านเจ้าหน้าที่อย่าทำให้ลำบากเลย”]

[เมื่อทหารเห็นคนที่มา เขาก็ยิ้มแย้มในทันที]

[“ที่แท้ก็คือท่านเจ้าสำนักหลิว ขออภัยด้วย ในเมื่อเป็นญาติของท่าน ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่รบกวนท่านช่วยไปทำใบรับรองสามัญชนในภายหลังด้วย”]

[ท่านหลิวเจ้าสำนักยัดเงินให้ทหารที่ประตูเมือง จากนั้นแล้วก็นำท่านและหลิวฉินเข้าไปในเมือง]

[หลังจากพูดคุยกัน ท่านหลิวเจ้าสำนักก็ทราบถึงเรื่องราวของพวกท่าน]

[ท่านก็รู้เช่นกันว่าเขาเป็นใคร]

[เขาคือหลิวหยง เจ้าสำนักของสำนักวรยุทธ์จิ้นอู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสำนักวรยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ในเมืองเฮยซาน]

[สำนักวรยุทธ์คือสถานที่สอนให้คนได้ฝึกฝนบ่มเพาะ แต่ต้องจ่ายเงิน แถมราคาก็ไม่ถูก คนทั่วไปจึงไม่มีเงินเรียน]

[สำนักวรยุทธ์แตกต่างจากสำนักฝึกวิชา]

[สำนักวรยุทธ์ไม่ต้องการให้ท่านจงรักภักดีต่อสำนักอย่างยิ่งยวด ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักวรยุทธ์กับลูกศิษย์ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของเงิน ใครจ่ายเงินหนึ่งวัน ก็สามารถเรียนรู้วรยุทธ์ในสำนักวรยุทธ์ได้หนึ่งวัน]

[หรือถ้าไม่อยากเรียนแล้วก็แค่จากไปเท่านั้น]

[ถ้าจะพูดถึงความสัมพันธ์แบบอาจารย์ลูกศิษย์บ้างก็ได้ ไม่พูดถึงความสัมพันธ์นั้นก็ไม่มีภาระทางจิตใจแต่อย่างใด]

[ท่านรู้ว่านี่คือผู้บ่มเพาะตัวจริง แถมยังเป็นถึงจ้าวสำนัก ต้องมีความเชี่ยวชาญในการบ่มเพาะอย่างแน่นอน]

[ท่านตัดสินใจแล้วว่าจะสอบถามเขาให้ดี]

[หากเขาต้องการเก็บเงิน มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับท่าน ตอนนี้ท่านมีตั๋วเงินติดตัว มีทองคำและเงินมากมายในกระเป๋า]

[หลิวหยงให้หลิวฉินและคนอื่นๆ พักอาศัยอยู่ในบ้านของเขา]

[เมื่อทราบว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเธอ หลิวหยงจึงจัดงานเลี้ยงใหญ่ในตอนกลางคืน เพื่อเลี้ยงดูท่านเป็นการตอบแทน แถมยังให้จานเหรียญทองเป็นของขวัญ ท่านก็รับไว้โดยไม่เกรงใจ]

[หลังงานเลี้ยง หลิวหยงยังจัดแจงให้ภรรยาน้อยมาปรนนิบัติท่านอีกด้วย]

[ท่านมีความสุขมาก]

[วันที่ 7 หลังจากพักผ่อนมาทั้งคืน ขับไล่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทาง ท่านก็มาที่สำนักวรยุทธ์จิ้นอู่ในเมืองเฮยซาน]

[หลิวฉง ลูกชายของหลิวหยงก็เรียนวรยุทธ์อยู่ในสำนักด้วย เขาเคยเจอท่านเมื่อคืนนี้ รู้ว่าท่านเป็นเพื่อนของพ่อ จึงเชิญท่านเข้าไปด้วยความเป็นกันเอง ต้อนรับท่านอย่างแขกเหรื่อคนหนึ่ง..]

จบบทที่ บทที่ 10 ชาติที่สอง

คัดลอกลิงก์แล้ว