- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาในนิยายครอบครัวปลาเค็ม
- บทที่ 14 วันนี้ได้กินเนื้อ!
บทที่ 14 วันนี้ได้กินเนื้อ!
บทที่ 14 วันนี้ได้กินเนื้อ!
“ท่านพ่อพูดว่าห้าสิบตำลึงอะไรหรือเจ้าคะ? บ้านเรามีเงินห้าสิบตำลึงด้วยเหรอ?” เหยียนอวี้หูผึ่งขึ้นมาทันที!
“เอ่อ... ก็กะว่าจะรอเล่าให้พวกเจ้าฟังตอนดึกๆ” คุณพ่อเหยียนทำท่าลับๆ ล่อๆ มองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบว่า “วันนี้ตอนเข้าเมือง ถูกคนจากบ่อนพนันมาดักไว้ ไม่ยอมให้ไปไหนจนกว่าจะจ่ายเงิน ลุงใหญ่ของเจ้าเลยเอาที่นาสิบหมู่ของบ้านเราไปจำนำ... ไม่สิ จะว่าจำนำก็ไม่เชิง ไม่เห็นมีตั๋วจำนำนี่นา น่าจะขายไปเลยมากกว่า ได้เงินมาเจ็ดสิบตำลึงพอดีเป๊ะ หักหนี้ไปยี่สิบตำลึง ก็เลยเหลืออยู่ห้าสิบตำลึง”
“ท่านพ่อ!” เหยียนอวี้ทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ “เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมพอกลับมาถึงไม่รีบบอกกันเลยเล่า!”
“ก็มันบอกไม่ทันนี่ ลุงใหญ่ของเจ้ายังจะให้พ่อกลับเข้าเมืองไปอีกรอบด้วยนะ ไปเอาของตามใบรับของพวกนี้ ต้องรีบไปรีบกลับให้ทันช่วงกลางวัน พ่อก็ต้องหาอะไรรองท้องก่อนไม่ใช่รึไงจะมีเวลาที่ไหนมานั่งบอก ลูกพ่อ ดูเจ้าทำหน้าเข้าสิ ไม่พอใจใหญ่แล้วนะ ไม่อย่างนั้นตอนบ่ายเจ้าไปเข้าเมืองเป็นเพื่อนพ่อไหมจะได้หายหงุดหงิด? จะว่าไป แผนที่ฉบับย่อที่เจ้าวาดให้มันใช้ได้ดีจริงๆ นะ ต้องขอบคุณมันเลย ไม่อย่างนั้นคงได้ตาบอดคลำทางแน่” คุณพ่อเหยียนพูดอย่างโล่งอก
“ไปในเมืองเหรอเจ้าคะ?” ดวงตาของเหยียนอวี้เป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว “ไปสิเจ้าคะ! ไปๆ!”
หลี่เสว่เหมยฟังสองพ่อลูกคุยกันอย่างออกรสถึงความน่าตื่นตาตื่นใจในเมือง ก็ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ เมืองเล็กๆ แค่นั้น มีถนนอยู่กี่สายกันเชียว
ทั้งสามคนในครอบครัวซดน้ำข้าวต้มใสกันไปคนละหน่อย จากนั้นคุณพ่อเหยียนก็พาภรรยาไปที่บ้านของหมอชุย เพื่อนำเกวียนลาไปคืนให้
เขานึกขึ้นมาได้ในทันที ว่าเหตุใดพี่ใหญ่ถึงได้ให้เขาเข้าเมืองไปอีกรอบ ของที่ต้องขนอาจจะเยอะก็ส่วนหนึ่ง แต่การที่ต้องเดินไปนั่นแหละ ถึงจะสะดวกขับเกวียนวัวมาในขากลับ
พอไปถึงบ้านหมอชุย ก็กล่าวขอบคุณกันเป็นการใหญ่ ตอนแรกภรรยาหมอชุยปฏิเสธฟางข้าวสับที่คุณพ่อเหยียนเตรียมมาให้เจ้าลาอยู่นานสองนาน แต่สุดท้ายก็ยอมรับไว้
หมอชุยจับชีพจรให้หลี่เสว่เหมย และก็เป็นอย่างที่คาดไว้...นางตั้งครรภ์จริงๆ
ท่ามกลางเสียงแสดงความยินดีไม่ขาดปากของภรรยาหมอชุย ทั้งสองก็เดินกลับบ้านอย่างมึนงง
ถึงแม้ลูกสาวจะเคยบอกไว้แล้ว แต่พอได้รับการยืนยันจากหมอ ความรู้สึกก็แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
“แม่ท้องจริงๆ ด้วยนะลูก เกือบสองเดือนแล้ว” หลี่เสว่เหมยบอกกับเหยียนอวี้
เหยียนอวี้ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นแถว หัวเราะคิกคัก “อีกไม่กี่เดือน บ้านเราก็จะมีเจ้าสามแล้ว!”
“ใช่ เจ้าสามกำลังจะมาแล้ว! เราต้องรีบเตรียมตัวกันได้แล้ว” คุณพ่อเหยียนปลุกปลอบใจตัวเอง
ตอนแรกก็ดีใจอยู่หรอก แต่พอความดีใจจางลงไป ความกังวลก็เข้ามาแทนที่
สภาพแวดล้อมที่แร้นแค้นเลวร้ายเช่นนี้ จะเลี้ยงเด็กได้อย่างไรกัน!
“คุณอารอง ท่านพ่อเรียกให้ไปหาขอรับ” หลานชายคนโตเดินมาเรียกเขา
เขารับคำแล้วรีบเดินไปทันที
พอเข้าไปในห้องก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “พี่ใหญ่ ท่านจะ...”
“หุบปาก!” เหยียนหวยเหวินอดไม่ได้ที่จะตวาดห้าม ช่างไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย เขาลุกจากเตียงเองได้แล้วแท้ๆ ยังจะมาถามนั่นถามนี่อยู่ได้
เขาโกรธจนหอบหายใจอยู่สองสามครั้ง “เอาเกวียนไปคืนแล้วรึ? ได้ขอบคุณเขาดีๆ หรือไม่?”
“คืนแล้วขอรับ ข้าสับฟางข้าวสาลีไปให้กระสอบหนึ่ง” คุณพ่อเหยียนตอบอย่างว่าง่าย
“แล้วเหตุใดจึงพาภรรยาของเจ้าไปด้วย? น้องสะใภ้ไม่สบายตรงไหนรึ?” เหยียนหวยเหวินจำได้ลางๆ ว่าในช่วงเวลานี้ น้องสะใภ้เคยล้มป่วยหนัก แต่สาเหตุนั้นเขาจำไม่ได้แล้ว
“ภรรยาข้า...นางท้องขอรับ!” คุณพ่อเหยียนยังไม่หายตื่นเต้น พอมีคนถามก็รีบเล่าอย่างกระตือรือร้น “หมอชุยจับชีพจรให้แล้ว บอกว่าได้สองเดือนแล้วขอรับ แหะๆ!”
เหยียนหวยเหวินถึงกับตัวแข็งทื่อ!
ตั้งครรภ์สองเดือน...ล้มป่วยหนัก...
เด็กคนนั้น... เด็กคนนั้นน่าจะรักษาไว้ไม่ได้ และน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้เอง
เขาเตือนตัวเองอีกครั้ง จะต้องไม่แยกบ้านเด็ดขาด
ดูสิน้องรองของเขา ถ้าขาดเขาไปแล้วจะเป็นอย่างไร? แม้แต่ลูกของตัวเองยังรักษาไว้ไม่ได้เลย
เมื่อคิดว่ากำลังจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมา เหยียนหวยเหวินก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เขาชี้ไปที่ของขวัญอำลาที่ท่านเจ้าสำนักมอบให้แล้วกล่าวว่า:
“ตระกูลเรามีทายาทน้อย การมีสมาชิกใหม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ก่อนหน้านี้ข้าคิดไม่รอบคอบ ซื้อแต่ข้าวกล้องที่กินแล้วอิ่มท้อง พวกเรากินได้ไม่เป็นไร แต่น้องสะใภ้ร่างกายบอบบาง เจ้าไปที่ร้านขายธัญพืช ซื้อข้าวสารกับแป้งสาลีอย่างดีมาหน่อย”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ถึงแม้ปีนี้จะแล้ง แต่ก็อย่าประหยัดจนเกินไปนัก เจ้าสอง (เหยียนอวี้) ยังเล็ก ข้าเห็นว่าผอมลงไปมาก ซื้อเนื้อกลับมาด้วย เอามาบำรุงร่างกายให้เด็กๆ”
คุณพ่อเหยียนรู้สึกอุ่นวาบในใจ พี่ใหญ่ช่างดีจริงๆ ตัวเองยังป่วยกระเสาะกระแสะ แต่ก็ยังเป็นห่วงคนนั้นคนนี้อยู่เสมอ
“พี่ใหญ่ ร่างกายของท่านก็ทรุดโทรมเหมือนกันนะขอรับ พึ่งแต่ยาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องกินของดีๆ บำรุงด้วย” คุณพ่อเหยียนตัดสินใจว่าจะซื้อมาให้เยอะหน่อย ไม่ใช่แค่หญิงตั้งครรภ์กับเด็กที่ต้องกิน พี่ใหญ่เองก็ต้องบำรุงให้ดี พึ่งแต่ยาอย่างเดียวจะไปพออะไร
“ข้าไม่เป็นไร” เหยียนหวยเหวินโบกมือ ในชาติที่แล้วเขาหนีภัยแล้งไปที่เมืองหลวง การเดินทางยังยากลำบากถึงเพียงนั้น ครั้งนี้เขาเตรียมจะย้ายทั้งครอบครัวขึ้นไปทางเหนือ ระยะทางไกลกว่าเดิม มีแต่จะลำบากยิ่งกว่า
มีคำกล่าวว่า ‘ยามอยู่บ้านอดออม ยามเดินทางฟุ่มเฟือย’ เตรียมของไปมากเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ
เงินทองช่างร่อยหรอเต็มที ไม่รู้ว่าจะใช้ไปถึงกวนโจวได้หรือไม่
“เจ้ารีบไปเถอะ ไปเร็วกลับเร็ว”
“ขอรับ!”
สุดท้ายคุณพ่อเหยียนก็ไม่ได้พาลูกสาวเข้าเมืองไปด้วย
เพิ่งจะพ้นเที่ยงวัน แดดกำลังร้อนจัด อีกทั้งยังต้องเดินไป เขาจึงสงสารลูก ทำได้เพียงสัญญาว่าโอกาสหน้าจะพาไปด้วยอย่างแน่นอน
เขาเดินจ้ำอ้าวไปจนถึงในเมือง สิ่งแรกที่ทำคือไปรับเกวียนวัว
เกวียนวัวราคายี่สิบแปดตำลึงช่างแตกต่างจริงๆ แค่มองดูก็ภูมิฐานกว่าเกวียนลาที่จอดอยู่ข้างๆ แล้ว
เขาขับเกวียนวัวไปรับของตามร้านต่างๆ จนมาถึงร้านสุดท้ายคือร้านขายธัญพืช ถึงได้รู้ว่าพี่ใหญ่ของเขาใจป้ำเพียงใด
ซื้อข้าวกล้องถึงสี่กระสอบเต็มๆ คนงานช่วยกันยกขึ้นเกวียน เขาเองก็ลองยกดู...หนักอึ้งทีเดียว
เขาซื้อข้าวสารกับแป้งสาลีอย่างดีเพิ่ม เห็นมีข้าวฟ่างขายด้วยก็เลยเหมามานิดหน่อย
เขาเลือกเนื้อหมูสามชั้นมาหนึ่งชิ้นใหญ่ เลือกกระดูกท่อนโตๆ ที่เลาะเนื้อออกจนเกลี้ยงแล้วอีกหน่อย สุดท้ายยังไปต่อรองกับเจ้าของแผงอยู่นานสองนาน จนเขาใจอ่อนยอมแถมตับหมูให้มาอีกครึ่งพวง
เงินยังเหลืออยู่อีก แต่เขาไม่รู้ว่าเหลือเท่าไหร่แน่
รู้แค่ว่าเป็นเศษเงินสองสามเหรียญ กับเหรียญทองแดงอีกหนึ่งพวงกว่าๆ
ไม่รู้หนังสือไม่น่ากลัวเท่าไม่รู้เลขจริงๆ...
เมื่อกลับถึงบ้าน พี่ใหญ่กับหลานชายคนโตกลับไม่อยู่เสียแล้ว
“เห็นพี่ใหญ่บอกว่าออกไปดูที่นา ว่ายังเหลือข้าวสาลีที่ยังไม่ได้เก็บอีกเยอะไหม” หลี่เสว่เหมยช่วยจัดแจงของชิ้นเล็กๆ เข้าที่ ก่อนจะหิ้วเนื้อ กระดูก และตับหมูเข้าไปในครัว
นานๆ ทีจะได้กินเนื้อ ต้องจัดการให้ดีหน่อย นางไม่รู้ว่าฝีมือทำอาหารของต้าหยาเป็นอย่างไร หลายวันที่ผ่านมาก็ยังไม่มีโอกาสให้เด็กคนนั้นได้แสดงฝีมือ แต่นางรู้และมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของพ่อเหยียนอวี้ดี
วันนี้ จะต้องให้คุณพ่อเหยียนลงครัวด้วยตัวเอง!
น้ำหนึ่งกะละมังเล็กๆ ก็ไม่ต้องพิถีพิถันอะไรมาก ในเมื่อล้วนเป็นชิ้นส่วนจากหมูตัวเดียวกัน ใครก็อย่าได้รังเกียจใคร ล้างรวมกันไปในกะละมังเดียวนี่แหละ
คุณพ่อเหยียนเพิ่งจะขนข้าวกระสอบที่สี่ลงมาได้ พอได้ออกแรงก็รู้สึกได้ทันที กระสอบหนึ่งน่าจะหนักราวๆ ร้อยชั่งได้
เขาปลดแอกออกจากวัว ผูกมันไว้เรียบร้อย ลูกสาวของเขาก็อาสาเป็นคนป้อนหญ้าให้วัวเอง เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปในครัวทันที
“ข้าทำเอง”
สองสามีภรรยาใจตรงกัน
หลี่เสว่เหมยหลีกทางให้ แล้วย่อตัวลงไปดูเตาไฟ
คุณพ่อเหยียนหยิบมีดทำครัวขึ้นมาลองน้ำหนักดู ก่อนจะหาชามกระเบื้องใบใหญ่ๆ มาคว่ำลง แล้วลงมือลับมีดกับก้นชามเสียงดังแคร่กๆ
เหยียนอวี้ได้ยินเสียงก็รีบวิ่งมาทันที
นางเกาะขอบประตู จ้องมองพ่อของตัวเองตาไม่กะพริบ
มีดในมือตวัดลง แยกมันหมูกับเนื้อแดงออกจากกัน จากนั้นก็เลาะหนังออก
กระดูกท่อนโตก็สับเป็นชิ้นๆ
เริ่มจุดไฟ ตั้งกระทะ
ต้าหยาได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็รีบวิ่งมาดู
นางเห็นคุณอารองของนาง หั่นมันหมูเป็นชิ้นๆ แล้วโยนลงกระทะทันที มันหมูค่อยๆ หดเล็กลง ขณะที่น้ำมันหมูค่อยๆ ไหลออกมา กลิ่นหอมยั่วยวนโชยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ