เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 ซาจูไช่หนึ่งชาม

บทที่ 24 ซาจูไช่หนึ่งชาม

บทที่ 24 ซาจูไช่หนึ่งชาม


พอกลับมาถึงโต๊ะอาหาร ในหัวของโจวตงเป่ยก็ดังหึ่งๆ

กับข้าวสามอย่าง เกลี้ยง?!

เอ้อร์หู่นั่งกุมท้องเรอเอิ๊กอ๊าก เฒ่าเพียวกำลังแคะฟันเหลืองๆ จากยาเตตราไซคลีนของเขาอยู่...

ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว พูดไปก็มีแต่น้ำตา ใครใช้ให้ตัวเองหาเรื่องเอง พาไอ้ตะกละสองคนนี้มาด้วย!

เขานั่งลง หยิบหมั่นโถวขึ้นมาลูกหนึ่งด้วยความขุ่นแค้น หักออกมาครึ่งหนึ่ง จิ้มลงไปในน้ำแกง

ตอนนั้นเอง...

ซาจูไช่*ร้อนๆ ชามหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ

หมายเหตุจากผู้แปล: 杀猪菜 (shāzhūcài) หรือ "แกงต้มผักกาดดองฆ่าหมู" เป็นอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ทำจากผักกาดดอง (ซวนไช่) ต้มกับหมูสามชั้นและไส้กรอกเลือดนะคะ

โจวตงเป่ยรีบเงยหน้าขึ้น ก็เห็นใบหน้ายิ้มแย้มที่งดงามของเซิ่งเซี่ย

เอ้อร์หู่กำลังจะยื่นมือไปหยิบตะเกียบ โจวตงเป่ยเงื้อตะเกียบในมือฟาดลงบนมืออ้วนๆ นั่น พูดอย่างฉุนเฉียว: “แกขยับอีกทีสิ?”

“ทำไมวะ ข้าชิมคำหนึ่งก็ไม่ได้เหรอ?”

“ไม่ได้ ไสหัวไป!” ด่าจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นยิ้ม: “ยังเป็นน้องเซี่ยที่เข้าข้างพี่ ขอบใจนะ!”

เซิ่งเซี่ยหัวเราะคิกคัก: “หนูเห็นจากหน้าต่างชัดเจนเลย สองหมาป่านี่ต้องจงใจแน่ๆ พอพี่เดินไปปุ๊บ สองคนนั่นก็โซ้ยแหลกเลย...”

เฒ่าเพียวเหลือบตามองบน พึมพำเสียงเบา: “น่ารำคาญ!”

“ว่าใครนะ?” เซิ่งเซี่ยขมวดคิ้วตั้งขึ้น

“ข้าว่าเอ้อร์หู่” เฒ่าเพียวทำหน้ายิ้มประจบ “ชุนหงล่ะ?”

“ชุนหงเป็นชื่อที่แกจะเรียกได้เหรอ? ไอ้หน้าด้าน!”

“ดูแกสิ โมโหอีกแล้ว ด้วยนิสัยแบบแกเนี่ย ต่อไปใครจะกล้าเอา?”

“วางใจได้เลย ไม่เหลือตกค้างแน่ ไม่ต้องให้ท่านชายมาลำบากเป็นห่วงหรอก!”

“เฮ้อ” เฒ่าเพียวส่ายหัวไปมา ทำหน้าเศร้า “เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมา จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง?”

“เป็นห่วงตัวเองเถอะ! ผมเผ้ายาวรุงรัง ดูแล้วก็ไม่เหมือนคนดี!”

เฒ่าเพียวสางผมอย่างเท่ๆ “นี่เขาเรียกศิลปะ ไม่รู้อะไรเลย!”

“แกน่ะรู้!”

“ข้าก็รู้น่ะสิ! ไม่อย่างนั้นจะไว้ผมยาวทำไม?”

“แกรู้กับ...”

เธอกลืนคำว่า "ผี" สองคำนั้นกลับลงไป ท้ายที่สุดแล้วพี่รองยังกินข้าวอยู่ เลยได้แต่จ้องเขาอย่างไม่สบอารมณ์อีกครั้ง

“แกมองอะไร?” เฒ่าเพียวเริ่มยั่วยุ

“มองแกแล้วจะทำไม?”

“...”

โจวตงเป่ยกินผักกาดดองหมูสามชั้นไส้กรอกเลือดคำโตๆ ไปพลาง ยิ้มเหอะๆ มองสองคนนี้ทะเลาะกันไปพลาง

พูดไปพูดมา ก็เห็นเฒ่าเพียวหุบปากลง ตาก็แข็งทื่อ...

โจวตงเป่ยหันไปมอง ก็เห็นเพื่อนร่วมงานของเซิ่งเซี่ยเดินเข้ามา ท่วงท่างดงามอรชร

เธอยิ้มแล้วร้องเรียก: “เซิ่งเซี่ย?!”

เซิ่งเซี่ยหันไปโอบแขนเธอ “พี่รองคะ เมื่อกี้ขอบคุณมากนะคะ ชุนหงบอกว่าอยากจะมาขอบคุณพี่ต่อหน้า!”

โจวตงเป่วางตะเกียบลง “ขอบคุณอะไรกัน แค่ยื่นมือช่วยเท่านั้นเอง ในเมื่อเป็นเพื่อนร่วมงานของเสี่ยวเซี่ย ก็คือพี่น้องของพวกเรา ควรทำอยู่แล้ว!”

ตอนนี้เขาถึงได้พิจารณาเด็กสาวคนนี้อย่างจริงจัง

ดูจากอายุแล้วน่าจะประมาณยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองปี สูงกว่าเซิ่งเซี่ยครึ่งศีรษะ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ส่วนนั้นยิ่งเหมือนลูกโป่งที่ถูกเป่าลมเข้าไป หน้าเมล็ดแตงโมตาโต บนบ่ามีเปียใหญ่สีดำขลับสองข้าง

มองแวบแรก มีความคล้ายคลึงกับดาราแซ่ฟ่านในยุคหลังอยู่หลายส่วน

“ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็นทางการนะคะ” เซิ่งเซี่ยยิ้ม: “หลี่ชุนหง ดอกไม้งามแห่งภัตตาคารซวี่รื่อของเรา!”

หลี่ชุนหงยิ้มหวานยื่นมือไปตีเธอทีหนึ่ง “อย่าไปฟังเธอพูดมั่วซั่ว!”

เซิ่งเซี่ยชี้ไปที่สามคนแนะนำทีละคน:

“โจวตงเป่ย เพื่อนบ้านเก่าของฉันเอง แก่กว่าฉันหนึ่งปี ตั้งแต่เล็กพวกเราก็เรียกเขาว่าพี่รอง!”

“สวัสดีค่ะพี่รอง!” เสียงของหลี่ชุนหงหวานเจี๊ยบ

โจวตงเป่ยพยักหน้า “สวัสดี!”

“นี่เพียวหม่านถุน เขาเลวที่สุด หน้าตาก็น่าเกลียด อย่าไปสนใจเขา! นี่จางเสวียจวิน ชื่อเล่นเอ้อร์หู่ อย่าเห็นว่าตาไม่โต แต่ซื่อสัตย์ภักดี ใครเห็นใครก็รัก...”

เฒ่าเพียวทำหน้าเศร้า “พริกขี้หนู มีที่ไหนแนะนำคนแบบนี้? เหยียบข้าจนจมดินเลยนะ ข้าเลวตรงไหน?”

“เรียกใครพริกขี้หนู? เชื่อไหมว่าเดี๋ยวข้าจะไปหยิบพริกมาหนึ่งกำยัดปากแก?”

เฒ่าเพียวรีบหุบปาก เรื่องแบบนี้เธอกล้าทำจริงๆ

ห้าคนพูดคุยหัวเราะกันอีกสองสามประโยค มีคนเรียกพนักงานเสิร์ฟเก็บโต๊ะ สองสาวถึงได้จากไป

โจวตงเป่ยกินอิ่มแล้ว ซาจูไช่หนึ่งชาม หมั่นโถวใหญ่สองลูก มองดูในจาน เหลือหมั่นโถวอยู่แค่ห้าลูก

“ให้ตายสิ แกสองคนทำไมกินจุขนาดนี้?”

เอ้อร์หู่หัวเราะเหอะๆ เฒ่าเพียวไม่ตอบ

“ไปสิ” โจวตงเป่ยขมวดคิ้ว “ไม่มีไหวพริบเลยรึไง? ไปขอกระดาษไขมาห่อ!”

“ครับผม!” เอ้อร์หู่ลุกขึ้นยืน เฒ่าเพียวจุดบุหรี่ขึ้นสูบอย่างสบายใจ เหมือนไม่ได้ยินอะไร

ครู่ต่อมา เอ้อร์หู่ก็กลับมา โจวตงเป่ยใช้กระดาษไขสีน้ำตาลเข้มห่อหมั่นโถวสองสามลูก สามคนลุกขึ้นเดินออกไป

เอ้อร์หู่ก้มลงหยิบตะกร้าสาน ปากก็พึมพำพึมพำ: “เจ้าที่ดินสองคน งานอะไรก็เป็นของข้าหมด!”

“พี่รอง!”

เซิ่งเซี่ยวิ่งตามมา ในมือหิ้วถุงตาข่ายสีน้ำเงินอยู่ใบหนึ่ง ของข้างในห่อด้วยกระดาษไข อัดแน่นเต็มถุง

“อะไรเหรอ?!” โจวตงเป่ยถาม

“ซื้อหมั่นโถวมาให้คุณน้าโจวหน่อยน่ะค่ะ พี่เอาไปให้ท่านด้วยนะคะ!” สองขมับของเซิ่งเซี่ยมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมา เธอยกมือขึ้นเช็ด

“เท่าไหร่? เดี๋ยวผมให้!”

โจวตงเป่ยยื่นมือไปควักเงิน เซิ่งเซี่ยยัดถุงตาข่ายใส่มือเขา “พวกเราพนักงานภายในซื้อได้ถูกมาก จะเงินทองอะไรกันอีก ถ้าพูดอีกก็ไม่ให้แล้วนะ!”

เฒ่าเพียวใช้ไหล่กระทุ้งเอ้อร์หู่ ทั้งสองคนทำหน้ามีเลศนัย กระซิบกระซาบกัน

“พลั่ก!” เซิ่งเซี่ยยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่หน้าแข้งของเฒ่าเพียว พูดเสียงเกรี้ยวกราด: “กระซิบอะไรกัน? มีอะไรก็พูดออกมา อย่าทำตัวเหมือนผู้หญิงสิ!?”

เฒ่าเพียวดึงเอ้อร์หู่วิ่งออกไปทันที บรรพบุรุษเอ๊ย ยั่วไม่ได้ข้าก็หลบไม่ได้รึไง!

โจวตงเป่ยเห็นว่าไม่อาจปฏิเสธน้ำใจได้ เลยต้องรับไว้ “ขอบใจนะ!”

“ขอบคุณอะไรกัน? ขี่ช้าๆ นะคะ!”

“ได้เลย!” โจวตงเป่ยโบกมือให้เธอ แล้วถึงได้หันหลังออกไป

หลี่ชุนหงเดินมาอยู่ข้างหลังเซิ่งเซี่ย เอาคางเกยบนไหล่เธอ: “ยัยหนู มีความรักแล้วเหรอ?!”

เซิ่งเซี่ยรีบอธิบาย: “เลิกพูดมากได้แล้ว นั่นน่ะพี่ชายฉัน!”

“พี่ชายน้องสาว ก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่!”

เซิ่งเซี่ยหันกลับไปหยิกเธอ สองคนเล่นหัวกันเดินกลับไป

หลี่ชุนหงพูดอีก: “ส่วนสูงกับหน้าตาก็ไม่เลว เพียงแต่ว่าผอมไปหน่อย ไม่มีรู้สึกปลอดภัย...”

พอพูดถึงตรงนี้ เธอก็ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก “ฉันว่าแล้วทำไมเธอถึงซื้อหมั่นโถวมาเยอะขนาดนี้ ที่แท้ก็อยากจะขุนเขาให้อ้วนใช่ไหม?”

เซิ่งเซี่ยส่ายหน้า “อย่าล้อเล่นเลยน่า เราไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นจริงๆ ก็แค่เพื่อนบ้านเก่ากันเฉยๆ ฉันก็ไม่ชอบนิสัยแบบเขาด้วย มันหงอเกินไป!”

“หงอ?!” หลี่ชุนหงประหลาดใจขึ้นมา “เขายังหงออีกเหรอ? เป็นตาฉันที่มีปัญหา? หรือว่าสายตาเธอมีปัญหา?”

เซิ่งเซี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง เริ่มครุ่นคิด

ทั้งสองคนเดินมาถึงโต๊ะตัวหนึ่ง เริ่มเก็บถ้วยชาม

หลี่ชุนหงถาม: “ฉันเห็นพวกเขามีทั้งตะกร้าทั้งตาชั่ง เป็นพ่อค้าแม่ค้าอิสระเหรอ?”

เซิ่งเซี่ยไม่ได้สังเกตเลยจริงๆ พอได้ยินเธอพูดแบบนี้ ถึงได้นึกขึ้นได้ว่า ในมือของเอ้อร์หู่ถือตะกร้าสานใหม่อยู่สองใบจริงๆ

“อาจจะเป็นของเอ้อร์หู่กับพวกเขาสองคนก็ได้ พี่รองไม่น่าจะไปทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรอก!”

“เป็นคนงานเหรอ?”

เซิ่งเซี่ยพยักหน้า “อืม อยู่แผนกเลื่อยไม้ของโรงงานแปรรูปไม้ อาทิตย์นี้น่าจะเข้ากะดึก...”

“ฉันได้ยินมาว่าเดือนตุลาคมขึ้นเงินเดือนกัน ขึ้นกันไม่น้อยเลยนะ แถมยังมีเงินรางวัลด้วย พี่รองของเธอได้เท่าไหร่?”

“น่าจะหกสิบกว่านะ...” พอพูดถึงตรงนี้ เซิ่งเซี่ยถึงได้รู้ตัว ถือตะเกียบสกปรกกำหนึ่งจะไปเคาะเธอ “อะไรคือพี่รอง? ฟังดูน่าเกลียดจะตาย!”

“เธอสองคนไม่มีอะไรกันจริงๆ เหรอ?” หลี่ชุนหงถามอีก

“จะมีอะไรได้ล่ะ? วันๆ ก็เจอหน้ากันอยู่แล้ว!”

หลี่ชุนหงหัวเราะคิกคัก “นี่เขาเรียกว่าสนิทกันเกินไปจนไม่กล้าลงมือ!”

“ไปเลยแก!”

สองคนถือถ้วยชามเดินกลับไป

มุมปากของหลี่ชุนหงมีรอยยิ้ม คนงาน ตัวสูง หน้าตาดี ไม่เลวเลย...

เซิ่งเซี่ยเหลือบมองไปที่ประตูใหญ่อีกครั้ง แปลกจัง พี่รองที่เคยซื่อๆ เงียบๆ เมื่อก่อน ทำไมเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน?

แล้วก็นึกถึงคำพูดของแม่ ก็แค่โดนฟาดไปไม่กี่ทีเท่านั้นเอง จะเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้เลยเหรอ?

หรือว่าสมองจะกระทบกระเทือน?

จบบทที่ บทที่ 24 ซาจูไช่หนึ่งชาม

คัดลอกลิงก์แล้ว