- หน้าแรก
- 1985 เรื่องเล่าจากตงเป่ย
- บทที่ 23 ฮันนี่แบดเจอร์แห่งเมืองซิงอัน
บทที่ 23 ฮันนี่แบดเจอร์แห่งเมืองซิงอัน
บทที่ 23 ฮันนี่แบดเจอร์แห่งเมืองซิงอัน
นี่ก็เป็นสาเหตุที่โจวตงเป่ยพอเห็นว่าเป็นจางคางคกใหญ่ ก็รีบกดเอ้อร์หู่ไว้ทันที... กำลังของทั้งสองฝ่ายต่างกันคนละชั้นเลย ต่อให้ต้าหู่พี่ชายของเขามา ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเช่นกัน!
อีกอย่าง ในห้องยังมีคนนั่งอยู่อีกสามคน!
คำโบราณว่าไว้... คนเลวต้องเจอคนเลวปราบ... จางคางคกใหญ่จะแน่แค่ไหน เขาก็กลัวอยู่คนหนึ่ง คนนั้นก็คือหยางลี่เหนียน พี่เจ็ดแห่งหน้าสถานีรถไฟ ผู้คนขนานนามว่า "พี่เจ็ดหน้าสถานี"! อาจจะพูดได้ว่า ไม่ใช่แค่จางคางคกใหญ่คนเดียวที่กลัว แต่นักเลงหัวไม้ทั้งเล็กและใหญ่ส่วนใหญ่ในเมืองซิงอันต่างก็กลัว!
ได้ยินมาว่า หยางลี่เหนียนเกิดวันปีใหม่ ที่บ้านเลยตั้งชื่อนี้ให้เขา เขาเป็นลูกคนที่เจ็ดของบ้าน คนที่สนิทกันจะเรียกเขาว่าเฒ่าเจ็ด หรือไม่ก็เรียกว่าพี่เจ็ด เขาเคยเป็นคนงานรถไฟ ต่อมาโดนไล่ออกเพราะเรื่องตีกัน ไม่นานก็มาถีบสามล้ออยู่หน้าสถานีรถไฟ ไม่ลักขโมยไม่ปล้นจี้ อาศัยแรงกายหาเงิน แต่ยุคสมัยนี้ไม่สงบสุข ไม่นานเขาก็สร้างชื่อ "พี่เจ็ดหน้าสถานี" ขึ้นมาในเมืองซิงอัน
คนผู้นี้ก็เป็นตัวประหลาดคนหนึ่งเหมือนกัน อย่าเห็นว่าชื่อเสียงโด่งดัง แต่เขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสังคม วันๆ ก็แค่ถีบสามล้อหาเลี้ยงชีพอย่างสงบเสงี่ยม ขอแค่อย่าไปยุ่งกับเขาก็พอ แต่ถ้าใครไปยุ่งกับเขา... รับรองได้ว่าต้องเอาเรื่องกันถึงที่สุด!
ฤดูร้อนปี 1982 เขาเคยแสดงละครฉากใหญ่ให้ชาวเมืองซิงอันได้ชม จนกระทั่งหลายปีต่อมาก็ยังมีคนพูดถึงอย่างสนุกปาก... เรื่องราวก็คือนักเลงหัวไม้ชื่อดังคนหนึ่ง ฉายาเสี่ยวตี้จู่ (เจ้าที่ดินน้อย) เป็นคนก่อขึ้น
นั่นคือบ่ายวันหนึ่งในฤดูร้อนที่แดดจ้า เสี่ยวตี้จู่จ้างสามล้อของหยางลี่เหนียนให้ขนอิฐ กว่าสองชั่วโมงต่อมา งานเสร็จแล้ว แต่เขาไม่เพียงแต่ไม่ให้เงิน ยังสบถด่าเสียๆ หายๆ ตอนแรกหยางลี่เหนียนไม่ได้ลงมือ นิสัยของเขาถึงจะดื้อรั้นและอารมณ์ร้อน แต่ก็เป็นคนมีเหตุผล คาดไม่ถึงเลยว่า ยังไม่ทันที่เหตุผลของเขาจะกระจ่าง... หัวก็โดนอิฐไปหนึ่งก้อน
ดังนั้นเขาจึงคว้าพลั่วเหล็กบนสามล้อของเขา แล้วเริ่มฟาด!
ละครฉากใหญ่จึงได้เปิดม่านขึ้นอย่างช้าๆ... เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นใกล้กับโรงเรียนมัธยมหมายเลขสี่ หยางลี่เหนียนถอดเสื้อท่อนบน เท้าสวมรองเท้ายางสีเหลือง ท่อนล่างเป็นกางเกงทหารสกปรกๆ ถือพลั่วเหล็กวิ่งไล่ตามเสี่ยวตี้จู่ไปจนถึงเขตเมือง จากนั้นก็ไล่จากเขตเมืองไปยังเป่ยซาน จากเป่ยซานไปยังเหอซี แล้วก็ไล่จากเหอซีไปยังเฉียวเป่ย จากเฉียวเป่ยก็วิ่งผ่านเขตเมืองไล่ไปยังหนานซาน...
ชีวิตยามว่างในยุคนี้ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน พลั่วเหล็กที่โบกสะบัดและการวิ่งไล่ตามเหมือนวิ่งมาราธอน ดึงดูดให้คนเดินถนนนับไม่ถ้วนมามุงดูและติดตามไปเป็นพรวน... กลางดึก เสี่ยวตี้จู่ก็เข้าไปอยู่ในโรงพยาบาล ได้ยินมาว่าเป็นหยางลี่เหนียนที่แบกไปส่งเอง ตามคำบอกเล่าของผู้รู้เหตุการณ์ ถึงแม้เขาจะถูกฟาดจนเหมือนมะม่วงสุก แต่บาดแผลเหล่านั้นก็ไม่ถึงแก่ชีวิต ที่ร้ายแรงที่สุดกลับเป็นเพราะการวิ่งไม่หยุด จนทำให้เป็นโรคเยื่อหุ้มไขข้ออักเสบ...
ฉากนี้เกิดขึ้นตอนที่โจวตงเป่ยยังเรียนอยู่มัธยมต้น ไม่ได้เห็นกับตา... นี่ถือเป็นความเสียใจครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา!
หลายปีต่อมา เขาได้สรุปคติพจน์ประจำใจแปดข้อสำหรับพี่เจ็ดหน้าสถานี ซึ่งสอดคล้องกับ "ฮันนี่แบดเจอร์" สัตว์นักสู้ผู้ไม่เกรงกลัวใครแห่งแอฟริกาอย่างน่าประหลาด:
ความเป็นความตายไม่สนใจ ไม่ยอมก็ซัดเลย
เวลาข้าสู้ ข้ายังกลัวตัวเองเลย
ปกติข้าไม่จำแค้น มีแค้นก็ล้างแค้นเดี๋ยวนั้นเลย
ความกร่างไม่ใช่นิสัยข้า ยุ่งกับข้าเท่ากับฆ่าตัวตาย
ข้าไม่ได้เจาะจงใคร เพราะในสายตาข้าพวกแกมันไร้ค่า
ข้าแค่อยากจะฆ่าทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ หรือไม่ก็ถูกทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ฆ่า
ชีวิตของข้าช่างวุ่นวายเหลือเกิน ไม่สู้กัน ก็กำลังไปสู้กัน
ทุกครั้งที่สู้กัน ไม่ต้องบอกข้าว่าอีกฝ่ายมีกี่คน ข้าต้องการแค่เวลาและสถานที่!
พี่เจ็ดหน้าสถานี... ฮันนี่แบดเจอร์แห่งเมืองซิงอัน!
...
โจวตงเป่ยและพวกเขาทั้งสามเพิ่งจะนั่งลง พนักงานเสิร์ฟที่หน้าต่างก็ตะโกนขึ้น "เบอร์ 69 อาหารได้แล้วค่ะ!”
“พรึ่บ—” เอ้อร์หู่พุ่งตัวออกไป
สามคนสามเมนู เต้าหู้แห้งผัดพริกหยวก, ตี้ซานเซียน และกัวเปาโร่ว บวกกับหมั่นโถวขาวๆ ลูกใหญ่อีก 15 ลูกถูกยกมาวางบนโต๊ะ สามคนพับแขนเสื้อขึ้น แล้วเริ่มโซ้ย!
“พี่รอง!” เซิ่งเซี่ยเดินเข้ามา ในปากของโจวตงเป่ยยังเคี้ยวหมั่นโถวอยู่ พอเห็นเธอถึงได้นึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกเรื่องที่ยังไม่ได้ทำ ดังนั้นจึงรีบกลืนหมั่นโถวในปากลงไป “พวกแกคุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวข้าไปแล้วจะรีบกลับมา!” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินจากไป
เซิ่งเซี่ยไม่ได้มาคนเดียว คนที่มาด้วยคือพนักงานเสิร์ฟหน้าตาสะสวยคนเมื่อสักครู่นี้ สองสาวมองแผ่นหลังของเขาอย่างประหลาดใจ
เฒ่าเพียววางตะเกียบลง กวาดสายตาเหมือนเครื่องเอ็กซเรย์มองเด็กสาวคนนั้นขึ้นๆ ลงๆ... “คนสวย นั่งสิ นั่ง!”
เซิ่งเซี่ยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ "ก็มีแต่แกนี่แหละที่ปากหวาน ทำงานอยู่นะ จะนั่งได้ยังไง!”
เฒ่าเพียวไม่สนใจท่าทีของเธอเลยแม้แต่น้อย เขายิ้มเหอะๆ ถาม “ขอทราบชื่อพี่สาวคนสวยได้ไหมครับ?”
เด็กสาวเม้มปากยิ้มๆ “ฉันชื่อหลี่ชุนหงค่ะ...”
“ชุนหงอา... ชื่อเพราะจัง!”
...
“ทั้งหมดสามหยวนสามเหมาหกครับ!” โจวตงเป่ยยื่นเงินให้ที่หน้าต่าง ในใจก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง... ขวดละแปดเหมาสี่ ไม่ถูกเลยจริงๆ!
มือข้างละสองขวดเบียร์ซิงอัน เคาะประตูห้องส่วนตัวของจางคางคกใหญ่และพวก
“พี่จางครับ มาส่งเหล้าสองสามขวดครับ!”
“โย่!” จางคางคกใหญ่ลุกขึ้นยืนโงนเงน “น้องชายช่างมีน้ำใจจริงๆ มา! ดื่มด้วยกันหน่อย!”
โจวตงเป่วางเบียร์ลงบนโต๊ะ ยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ดีกว่าครับ ทางโน้นก็มีเพื่อนอยู่เหมือนกัน ผมจะรินให้พี่ๆ ทุกคน...”
“ปัง!” มือข้างหนึ่งของจางคางคกใหญ่ตบลงบนไหล่ของเขาอย่างแรง “ทำไมข้าถึงจำแกไม่ได้เลยนะ?” ดวงตาเล็กๆ คู่นั้นจ้องเขาเขม็ง ในห้องส่วนตัวเงียบลง
โจวตงเป่ยคำนวณไว้แล้วว่าเขาต้องสงสัยตัวเองแน่! ดังนั้นรอบนี้จึงต้องมาให้ได้ เหล้าสองสามขวดนี้ก็ต้องส่งให้ได้ ไม่อย่างนั้นจางคางคกใหญ่จะยิ่งคิดยิ่งไม่ชอบมาพากล ในอนาคตจะเป็นปัญหา!
เขาหัวเราะเหอะๆ “ภัตตาคารหน้าสถานีรถไฟ พวกเราสิบกว่าคนดื่มด้วยกัน... จำได้ไหมครับ? วันนั้นพี่ให้นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์กับพี่เจ็ดเรือนหนึ่ง ผมไปสาย ทุกคนเมากันหมดแล้ว! ต่อมาเรายังไปตีกับพวกซุนต้าหม่าปั้งโต๊ะข้างๆ อีก นึกออกรึยังครับ?”
“อ้อ—ใช่! มีเรื่องแบบนี้จริงๆ!” จางคางคกใหญ่ลูบหัวตัวเอง... เขาพูดถูก แต่ทำไมตัวเองถึงจำเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อยนะ?
เรื่องที่โจวตงเป่ยพูด เป็นเพียงเรื่องที่เคยได้ยินหยางลี่เหนียนเล่าในชาติที่แล้วเท่านั้น เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จางคางคกใหญ่จะเคยเห็นเขาได้อย่างไร... พูดมากจะพลาดได้ ดังนั้นเขาจึงไม่อธิบายอะไรมากอีก เปิดเบียร์สองขวด รินให้ทีละคนจนเต็ม จากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “น้องชายขอคารวะสามจอก! พี่ๆ ทุกท่านเชิญดื่มตามสบายครับ!”
สี่คนมองเขาอย่างเฉยเมย โดยเฉพาะเสี่ยวตี้จู่ แผลเป็นบนหน้าของเขาสั่นไม่หยุด โจวตงเป่ยพูดคุยหัวเราะอย่างเป็นกันเอง เหมือนไม่เห็นความเป็นศัตรูของพวกเขาเลย เหล้าสามจอกลงท้อง สีหน้าของสี่คนถึงได้ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาวางแก้วเหล้าลง ยิ้มแล้วพูดว่า “พี่ๆ ทุกท่านเชิญดื่มตามสบายครับ!”
จางคางคกใหญ่ตบไหล่เขาหลายที “น้องชายใจกว้าง! อย่าเพิ่งไปเลย อยู่ดื่มกับพวกพี่อีกหน่อย!”
โจวตงเป่ยยิ้มกว้าง ไม่ถ่อมตนและไม่หยิ่งยโส “ไว้วันหลังครับ ทางโน้นเพื่อนยังรออยู่!”
“ได้ๆๆ!” เขาพยักหน้ายิ้มๆ ให้อีกสามคน แล้วถึงได้หันหลังออกจากห้องส่วนตัวไป
...
ไปเข้าห้องน้ำระบายน้ำออก โจวตงเป่ยครุ่นคิดในใจ... อันธพาลนักเลงพวกนี้ช่างน่ารำคาญจริงๆ! อีกสองปีข้างหน้า เถ้าแก่บางคนที่มาซื้อไม้ที่เมืองซิงอัน ถูกพวกเขารังแกจนสาหัสสากรรจ์ ถึงขนาดคนหายของหมด ระเหยไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร!
ไป? ออกจากที่นี่? ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเขา จากนั้นก็ส่ายหน้าในใจ... ยุคนี้ ไปที่ไหนจะไม่มีคนแบบนี้? ต่างบ้านต่างเมืองยิ่งลำบาก สู้กลับมาอยู่ที่บ้านเกิดไปก่อนดีกว่า อย่างน้อยตัวเองก็คุ้นเคยกับคนพวกนี้ รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของพวกเขาอยู่บ้าง เพราะคุ้นเคย ถึงจะหลีกเลี่ยงอันตรายได้ ยิ่งสามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหาวิกฤตได้... แล้วก็ยังมีเส้นสาย นี่คือสิ่งที่ไปต่างถิ่นไม่มี!