- หน้าแรก
- 1985 เรื่องเล่าจากตงเป่ย
- บทที่ 12 ไขปริศนาทางวิทยาศาสตร์
บทที่ 12 ไขปริศนาทางวิทยาศาสตร์
บทที่ 12 ไขปริศนาทางวิทยาศาสตร์
ในห้อง
โจวตงเป่ยทำเปลือกตาตกๆ กัดแป้งข้าวโพดทอดคำโต คีบแกงถั่วฝักยาวผัดเข้าปาก
“ที่ควรพูดผมก็พูดไปหมดแล้ว ต่อไปเวลาจะออกไปเที่ยวข้างนอก ก็คิดถึงบ้านนี้ให้มากๆ หน่อย อย่าให้ผมจับได้ว่าไม่กลับบ้านอีก!”
โจววั่งเบ้ปาก นึกถึงตอนบ่ายที่หวังเฒ่าลามกมาหาเขาด้วยท่าทีโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็กลั้นไว้ ยกชามโจ๊กขึ้นกิน
กินข้าวเสร็จ โจวตงเป่ยก็ดึงแม่เข้าไปในห้องของเขา
เขาหยิบเงินก้อนนั้นออกมาจากถุงมือผ้าฝ้าย “แม่ครับ ปู่ให้เงินผมมา 523 หยวน จักรยานผมหาย ต้องซื้อคันใหม่ ผมคิดว่าซื้อคันเก่าๆ ก็พอ!”
“เงินที่เหลือผมให้แม่ไม่ได้นะครับ เพราะทำธุรกิจต้องใช้เงินทุน แต่ผมต้องบอกแม่ไว้ก่อน”
อันที่จริง เขาจะไม่ใช้เงินก้อนนี้เลยก็ได้ แต่ธุรกิจที่เขาทำก็ไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่มีต้นทุน ถ้าไม่มีเงินจะไปแลกคูปองอาหารได้อย่างไร?
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความสงสัย เงินก้อนนี้ยังให้ที่บ้านไม่ได้ชั่วคราว!
“จักรยานหายเหรอ?” จ้าวอวี้ฟางเสียดายอยู่นาน แต่ก็กลัวลูกชายจะหัวเสีย เลยไม่กล้าพูดอะไรอีก
“เงินนี่แก็บไว้เถอะ พอไหม? ที่บ้านยังมีอีกหกสิบกว่าหยวนนะ!”
“แม่ครับ ไม่ต้อง!” เขาห้ามแม่ไว้ “เรื่องธุรกิจแม่ไม่ต้องยุ่งหรอกครับ ผมมีวิธี วางใจได้เลย!”
พูดจบ เขาก็เก็บเงินให้ดี แล้วสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้าย
“ดึกขนาดนี้แล้ว จะไปไหน?”
“ไปดูบ้านเอ้อร์หู่หน่อยครับ!”
“แกยังไม่บอกเลยว่าจะทำอะไร?”
“ไม่รีบครับ ผมยังคิดอยู่!”
“กลับมาเร็วๆ นะ!” มองลูกชายเดินออกจากประตูไป จ้าวอวี้ฟางก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้ลูกคนนี้เป็นอะไรไป? เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ก็ไม่ปรึกษาคนที่บ้านเลย...
“ก๊อกๆๆ!” โจวตงเป่ยเคาะประตูรั้วบ้านเอ้อร์หู่ “เอ้อร์หู่? เอ้อร์หู่?”
“ใครวะ? เรียกเหมือนเรียกวิญญาณ!”
มีคนตะโกนขึ้นมาเสียงห้าวๆ
“ข้าเอง พ่อแกไง!”
ถึงแม้ปกติโจวตงเป่ยจะดูเงียบๆ แต่พออยู่กับเพื่อนสนิทสองคนก็ไม่เป็นแบบนั้น พูดเล่นกันมาตั้งแต่เด็กจนชินแล้ว
“โธ่เว้ย แกเข้ากะดึกไม่ใช่เหรอ? โดนไล่ออกแล้วรึ?” เอ้อร์หู่วิ่งกระโดดโลดเต้นออกมา
ประตูเปิดออก ใบหน้าใหญ่ๆ ที่แปะกระดาษโน้ตเต็มไปหมดก็โผล่ออกมา
“ให้ตายสิ ตกใจหมดเลย!” โจวตงเป่ยหัวเราะ
เอ้อร์หู่ มีชื่อจริงว่าจางเสวียจวิน สูงไม่ถึงหนึ่งเมตรเจ็ดสิบ ตัวขาวอ้วน หัวโตไม่ใช่เล่น เวลายิ้มถ้าไม่ใช้แว่นขยายจะหาตาไม่เจอ
“เมื่อกี้ข้ากับหม่านถุนยังพูดถึงแกอยู่เลย!”
โจวตงเป่ยเดินเข้าลานบ้าน “พูดถึงข้าว่าอะไร?”
หม่านถุนที่เขาพูดถึง แซ่เพียว ก็เป็นเพื่อนสนิทของพวกเขาเช่นกัน ทั้งสามคนโตมาด้วยกัน สนิทกันจนแทบจะใส่กางเกงตัวเดียวกัน
ทั้งสองคนอายุน้อยกว่าโจวตงเป่ยหนึ่งปี อาศัยอยู่บ้านแถวหลังของเขา
แต่ทั้งสองคนไม่มีปู่ที่เป็นคนงาน ไม่มีงานให้รับช่วงต่อ
คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของทั้งสองคนในปีนี้ รวมกันยังไม่ถึง 200 คะแนน เลยต้องกลับบ้านมาทำนาอย่างหงอยๆ
โจวตงเป่ยคิดไว้ชัดเจนแล้ว ต่อไปเขาจะใช้คูปองอาหารของมณฑลตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อแลกไข่ไก่ และยังต้องไปนั่งยองๆ รอแลกคูปองอาหารทั่วประเทศที่หน้าสำนักงานธัญพืชอีก
ต้องรู้ไว้ก่อนว่า สองเรื่องนี้ในยุคสมัยนี้ล้วนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย!
เขาคนเดียวแยกเงาพันร่างไม่ไหว ดังนั้นจึงต้องมีคนที่ไว้ใจได้มาช่วย
และสองคนนี้ ก็คือแรงงานหลักที่เขาตามหา!
เอ้อร์หู่ยิ้มปากกว้าง “เขาว่ากันว่าเมื่อวานแกเงื้อขวานเล่มใหญ่ ไล่สองพ่อลูกหวังเฒ่าลามกแห่งหมู่บ้านเล็กไปได้ ตอนกลางวันข้ากับมันยังไปหาแกที่บ้านอยู่เลย!”
โจวตงเป่ยยิ้มกว้าง ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้มากนัก
ทั้งสองคนเดินเข้าไปข้างใน เขาถาม: “พ่อแม่กับพี่ชายแกอยู่บ้านกันหมดเหรอ?”
“อื้ม ดูทีวีกันอยู่ มีคนมาอีกเพียบเลย! พี่ข้าก็ไม่รู้ไปจีบสาวที่ไหน วันๆ ไม่เห็นเงาเลย!”
พอเปิดประตูห้อง ก็ได้ยินเสียงทีวีดังมาจากห้องฝั่งตะวันออก:
ท่านจิ้งที่รักตลอดกาล นั่นคือความทรงจำในวัยเด็กของเรา!
“คล้ายดังความฝันที่เคยเห็น ในใจพลันเกิดคลื่นซัดสาด ทิ้งเรื่องราวทางโลก ตัดสิ้นความโศกเศร้า เคียงคู่กันไปจนสุดขอบฟ้า—”
คือเรื่อง “มังกรหยก ภาคก๊วยเจ๋ง” ฉบับปี 1983 เมื่อได้ยินท่วงทำนองที่คุ้นเคยและเป็นกันเองนี้ โจวตงเป่ยก็รู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่ง
ฤดูหนาวปีที่แล้ว ตอนที่สถานีโทรทัศน์เมืองซิงอันฉายละครเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่แค่บ้านของเขาที่ไม่มีทีวี แต่ทั้งตำบลหงเซิงห้าร้อยยี่สิบเอ็ดครัวเรือน ก็มีทีวีขาวดำเพียงห้าเครื่อง ซึ่งรวมถึงบ้านของเอ้อร์หู่ด้วยหนึ่งเครื่อง
ตอนนั้นเขาเป็นคนขี้อาย คนมาดูเยอะเกินไป มาได้สองครั้งก็ไม่มาอีกแล้ว
กว่าจะได้ดูละครเรื่องนี้จนจบ ก็อีกหกเจ็ดปีให้หลัง
“ไปสิ!” เอ้อร์หู่ยื่นมือไปกระทุ้งเอวด้านหลังของเขา
เฉินซูเหมย แม่ของเอ้อร์หู่เลิกม่านประตูออกมา หิ้วกระติกน้ำร้อนเหล็กออกมา “ตงเป่ยมาเหรอ?!”
“ป้าจางครับ!” โจวตงเป่ยยิ้มเหอะๆ ทักทาย
ห้องฝั่งตะวันออกวุ่นวายมาก คนดูทีวีมีไม่น้อย สีหน้าของเฉินซูเหมยดูไม่ค่อยดีนัก เธอเปิดฝาหม้อ หยิบกระบวยตักน้ำเหล็กขึ้นมาเริ่มเทน้ำร้อน เกิดเสียง “ติ๊งๆ ตั๊งๆ”
โจวตงเป่ยรู้ว่านี่ไม่ใช่การแสดงอารมณ์ใส่เขา บ้านไหนที่มีคนมานั่งอออยู่เต็มบ้านทุกคืนไม่ยอมกลับ ใครๆ ก็ไม่มีความสุขหรอก
วันสองวันแรกก็ยังสดใหม่ ยังพอได้อวดความร่ำรวยของบ้านตัวเองได้บ้าง แต่พอนานๆ เข้าใครก็ทนไม่ไหว นี่ก็เป็นสาเหตุที่เขาไม่ค่อยชอบมา
“ไป เข้าห้อง!” เอ้อร์หู่ดันเขาไปยังห้องฝั่งตะวันตก
โจวตงเป่ยหันไปมองห้องฝั่งตะวันออกแวบหนึ่ง มีแต่เก้าอี้เตี้ยๆ ที่แต่ละคนเอามาเองเต็มไปหมด มีแต่หัวคนดำทะมึน
ห้องฝั่งตะวันตก
เพียวหม่านถุนก็มีกระดาษโน้ตแปะเต็มหน้าเช่นกัน ในมือหนีบไพ่ปึกหนึ่งไว้ กำลังคุกเข่าโก่งก้นอยู่บนเตียงแอบดูไพ่ของเอ้อร์หู่ พอเห็นคนเข้ามาก็รีบแกล้งนอนลง
“ให้ตายสิ!”
พอเห็นว่าเป็นโจวตงเป่ย เขาก็ “พรึ่บ” ลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง
เขาสูงกว่าเอ้อร์หู่ไม่มากนัก แต่ผอมเป็นพิเศษ ใบหน้าเรียวยาวเหมือนมีดสวมแว่นสายตากรอบพลาสติกสีดำ ดวงตาเรียวยาวคู่หนึ่งซ่อนอยู่ข้างหลัง ผมยาวประบ่า ดูเหมือนเด็กเรียน แต่จริงๆ แล้วในท้องมีแต่แผนชั่ว!
เขาเสียงแหบมาแต่กำเนิด ประหลาดใจแล้วพูดว่า: “พี่ครับ พี่เข้ากะดึกไม่ใช่เหรอ? โดนไล่ออกแล้วรึ?”
โจวตงเป่ยหัวเราะออกมา สองคนนี้นะ ทำไมไม่เคยหวังดีกับเขาเลย?
เขาวางเสื้อคลุมผ้าฝ้ายไว้บนปลายเตียง บนตู้ในห้องฝั่งตะวันตกมีป้ายบูชากระดาษสีเหลืองตั้งอยู่หลายอัน เขียนชื่อ หูชุ่ยฮวา, ฉางเทียนหลง เป็นต้น ตอนนี้ธูปหนึ่งดอกยังไหม้ไม่หมด
เอ้อร์หู่ปีนขึ้นไปบนเตียง ทั้งสองคนแกะกระดาษที่แปะบนหน้าออก
โจวตงเป่ยก็ถอดรองเท้าขึ้นไปบนเตียง นั่งขัดสมาธิแล้วยิ้ม: “เฒ่าเพียว จุดบุหรี่ให้พี่มวนสิ!”
พอได้ยินสองคำนี้ เพียวหม่านถุนก็งงไปหน่อย
เฒ่าเพียว?
นั่นมันพ่อข้าไม่ใช่เหรอ? ข้าไปเป็นเฒ่าเพียวตั้งแต่เมื่อไหร่?
โจวตงเป่ยเพิ่งจะรู้ตัวว่าพูดผิด ชาติที่แล้วเรียกจนชิน พอเผลอหน่อยก็หลุดออกมา
เอ้อร์หู่เหมือนมีโทรจิต หัวเราะเหอะๆ “เฒ่าเพียว ก็ดีนะ ข้าว่าชื่อหม่านถุนนี่ตั้งได้ดีมาตลอด เพียวหม่านถุน (เที่ยวผู้หญิงทั้งหมู่บ้าน) เท่จะตาย!”
เพียวหม่านถุนเบ้ปาก “ข้ายังไม่พอใจเลยนะ!”
โจวตงเป่ยกับเอ้อร์หู่ต่างมองไปที่เขา อยากจะฟังความคิดเห็นอันสูงส่งของเขา
“ข้าว่าเรียกเพียวหม่านเฉิง (เที่ยวผู้หญิงทั้งเมือง) น่าจะดีกว่านะ? เรียกแล้วดูยิ่งใหญ่ดี!”
เอ้อร์หู่พูด: “งั้นแกก็ไปเปลี่ยนที่อำเภอสิ เรื่องแค่นี้มันจะยากอะไร?!”
โจวตงเป่ยหัวเราะฮ่าๆ “เล็กไป!”
ทั้งสองคนมองมาที่เขา พูดพร้อมกัน: “อะไรเล็กไป?”
“วิสัยทัศน์เล็กไป!”
“วิสัยทัศน์?” เพียวหม่านถุนลูบคางตัวเอง ครุ่นคิดอย่างจริงจัง
เอ้อร์หู่สงสัย: “อะไรคือวิสัยทัศน์?”
โจวตงเป่ยกลั้นหัวเราะ “เมืองก็แค่ใหญ่กว่าหมู่บ้านหน่อยเดียว ถ้าให้ข้าพูดนะ ถ้าอยากจะเปลี่ยนจริงๆ ก็ต้องชื่อเพียวเฉวียนเสิ่ง (เที่ยวผู้หญิงทั้งมณฑล)! เพียวเฉวียนฉิว (เที่ยวผู้หญิงทั้งโลก)!”
ทั้งสามคนหัวเราะลั่น แล้วก็พูดคุยถึงเรื่องสนุกๆ สมัยเรียน
โจวตงเป่ยพูดว่า: “เฒ่าเพียวเอ๊ย แกนี่มันหื่นจริงๆ!”
“ตอนอยู่ประถมหนึ่ง แกก็เอาไม้เล็กๆ ไปเปิดกระโปรงเด็กผู้หญิง! ตอนมัธยมต้น ห้องน้ำสาธารณะที่สนามโรงเรียนเรา จำได้ไหม? รูบนแผ่นไม้กั้นตรงกลางนั่น แกเป็นคนเจาะใช่ไหม?”
“ให้ตายสิ!” ใบหน้าเรียวยาวเหมือนมีดของเพียวหม่านถุนแดงก่ำ “แกรู้ได้ยังไง?”
ดวงตาตี่ๆ ของเอ้อร์หู่เบิกกว้างขึ้นมาเล็กน้อย สีหน้าราวกับบรรลุสัจธรรม
สำหรับรูนี้ ความทรงจำของเขาฝังลึกมาก ทุกครั้งที่ไปเข้าห้องน้ำก็จะเผลอเหลือบมองสองสามที บางครั้งก็มีกระดาษชำระอุดอยู่ แต่ก็มักจะถูกดันให้หลุดออกไป
ต่อมา โรงเรียนก็เอาแผ่นเหล็กมาตอกปิดทางฝั่งห้องน้ำชาย แต่ไม่นาน แผ่นเหล็กก็ถูกเจาะเป็นรูอีก
ตอกอีก ก็เจาะอีก...
โจวตงเป่ยเหลือบมองซ้ายทีขวาที หัวเราะเหอะๆ หนุ่มแน่นนี่มันดีจริงๆ!
เกี่ยวกับรูนี้ เป็นเวลาหลายปีต่อมา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เพียวหม่านถุนเมาเหล้า ถึงได้พูดออกมาว่าเป็นฝีมือของเขา ไม่อย่างนั้น นี่ก็คงกลายเป็นปริศนาที่ไขไม่ออกของโรงเรียนมัธยมลูกหลานคนงานโรงงานแปรรูปไม้!
ตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา ช่องรวมของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งมีรายการชื่อ “ไขปริศนาทางวิทยาศาสตร์” ออกอากาศทุกคืนเวลา 20:00 น. ถ้ารายการนี้มีขึ้นเร็วกว่านี้ 18 ปี คงต้องมาถ่ายทำเรื่องราวประหลาดนี้แน่นอน
เพราะแผ่นกั้นนี้ ไม่ว่าจะตอกแผ่นเหล็กกี่ชั้น ไม่ว่าจะตอกฝั่งห้องน้ำชายหรือห้องน้ำหญิง ไม่กี่วันต่อมาก็จะพัง
ที่ประหลาดที่สุดคือ รูบนแผ่นเหล็กกลับสามารถตรงกับรูเดิมได้อย่างแม่นยำ ราวกับใช้ไม้บรรทัดวัด ไม่คลาดเคลื่อนเลยแม้แต่นิดเดียว
ถ้ายิ่งมีดนตรีประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ของรายการนี้ด้วยแล้ว ภายใต้แสงจันทร์ ห้องน้ำสาธารณะที่น่าขนลุก กลิ่นที่โชยมาแตะจมูก...
ด้วยสไตล์ของรายการนี้ ถ่ายทำสามตอนติดกันก็ไม่ใช่ปัญหา!
อันที่จริง รูนี้เอ้อร์หู่ก็เคยไปใช้บริการเหมือนกัน