- หน้าแรก
- 1985 เรื่องเล่าจากตงเป่ย
- บทที่ 10 จงเดินในทางที่ถูกต้อง
บทที่ 10 จงเดินในทางที่ถูกต้อง
บทที่ 10 จงเดินในทางที่ถูกต้อง
เขาเห็นว่าปู่ไม่อยากพูด ก็เลยไม่ได้ถามต่อ
แต่ในใจยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก ในเรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน!
สมัยที่ต้องขึ้นเขาลงชนบท ลุงสามกับป้า และพ่อของเขาล้วนไปอยู่ต่างจังหวัดกันหมด ที่บ้านเหลือเพียงลุงเล็กไว้คนเดียว หลังจากได้กลับเข้าเมือง ทำไมถึงมีแค่พ่อคนเดียวที่ไม่ได้กลับมา?
ต้องรู้ว่าทะเบียนบ้านเกษตรกรกับทะเบียนบ้านนอกภาคเกษตรกรรมนั้นแตกต่างกันมาก แค่เรื่องอาหารการกินก็เห็นแล้ว!
คนในเมืองที่มีทะเบียนบ้านนอกภาคเกษตรกรรม จะมีสมุดปันส่วนอาหารปกพลาสติกสีแดง ที่เรียกกันติดปากว่า “สมุดปันส่วน” หรือ “บัตรแดง”
ผู้ชายผู้ใหญ่หนึ่งคน ถ้าเป็นพนักงานหน่วยงานราชการ จะได้รับปันส่วนอาหารเดือนละสามสิบสองจิน ถ้าเป็นคนงานในโรงงานหรือเหมืองแร่ จะได้รับเดือนละสามสิบแปดจิน ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นธัญพืชหยาบ แต่อย่างน้อยก็ยังพอประทังชีวิตได้
แต่ชาวนาล่ะ?
เนื่องจากระบบการจัดซื้อและจำหน่ายธัญพืชแบบผูกขาด ข้าวที่ชาวนาปลูกไม่สามารถขายได้อย่างอิสระ ไม่มีทางเลือกอื่น
หลังจากส่งมอบธัญพืชให้รัฐแล้ว ข้าวที่เหลืออยู่กินได้ครึ่งปีก็ถือว่าดีแล้ว พอที่บ้านไม่มีข้าว ก็ต้องไปขุดหัวบีทรูท ใบผักกาดตามหัวไร่ปลายนา กลับมาบ้านก็ใส่หัวไชเท้าขาวต้มรวมกันกิน
เขาว่ากันว่ากินมันเทศหนึ่งจินจะถ่ายออกมาได้สามจิน แต่ในยุคนี้ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มันเทศยิ่งเป็นของหายาก แค่ได้กินมันฝรั่งทุกมื้อก็ต้องฝันแล้วยิ้มจนตื่น!
คนกินอาหารม้า ม้าตายแทนคน หลายคนตัวบวมไปทั้งตัว หิวจนทนไม่ไหว ก็เอารำมาบดให้ละเอียด ทำเป็นหมั่นโถวแป้งรำกิน พอกินเข้าไปสุดท้ายถ่ายไม่ออกก็ต้องใช้มือล้วงออกมา...
ปีที่สองหลังจากกลับมามีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งในปี 1977 ปัญญาชนที่ถูกส่งไปชนบทก็เริ่มทยอยกลับเข้าเมืองแล้ว ทำไมพ่อถึงไม่พาครอบครัวกลับมา?
หลายปีมานี้ ทำไมถึงไม่ติดต่อกับลุงทั้งสองและป้าเลย?
และนิสัยของพ่อก็เปลี่ยนไปมากด้วย ลองคิดดูดีๆ น่าจะเป็นตอนที่เขาอยู่ประถมสามสี่เป็นต้นมา ที่นิสัยของพ่อก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่สนใจครอบครัวนี้อีกต่อไป
จะว่าเขากับแม่ไม่ลงรอยกัน แต่เขาก็ไม่เคยลงไม้ลงมือกับแม่เลย ยิ่งไม่ได้ยินสองคนทะเลาะกันเสียงดัง...
สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่ ที่ทำให้ผู้ชายรักครอบครัวคนหนึ่ง กลายเป็นไอ้เสเพลผลาญสมบัติไปได้?
“คิดอะไรอยู่?” โจวกั๋วจู้ตวาดขึ้น “เติมไฟ!”
“ครับ!”
โจวตงเป่ยซดซุปก้อนแป้งไปสามชามใหญ่รวดเดียว จนท้องป่อง
โจวกั๋วจู้นั่งอยู่บนขอบเตียงอิฐ ดูดกล้องยาสูบดังปุ๊ยๆ ทีละคำๆ ถ้ามองดีๆ ที่หางตาของท่านยังมีรอยยิ้มจางๆ
โจวตงเป่ยวางตะเกียบลง เหลือบมองมือใหญ่ที่หยาบกร้านของปู่แล้วก็รู้สึกกลัวขึ้นมาหน่อยๆ เขากัดฟัน ตัดสินใจพูดความจริงออกไป
“ปู่ครับ!”
“หืม?”
“ผมอยากจะขอลาพักโดยไม่รับเงินเดือน ไปทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ครับ!”
ในห้องเงียบกริบ เสียง “ปุ๊ยๆ” ของโจวกั๋วจู้ก็หยุดลง
“ปู่ครับ ปฏิรูปเปิดประเทศมาเจ็ดปีแล้ว คนเริ่มทำมาค้าขายกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผมว่านี่เป็นโอกาส ไม่อยากจะทนทำงานนี้ต่อไปแล้ว...”
“ต็อกๆๆ!”
โจวกั๋วจู้เคาะกล้องยาสูบกับขอบเตียงอิฐ ขี้เถาร่วงลงบนพื้นอิฐ
โจวตงเป่ยหุบปาก
“อย่าไปคิดเรื่องไร้สาระ เพิ่งจะขึ้นเงินเดือนไป หกสิบสองหยวนเจ็ดเหมา ไม่น้อยแล้วนะ!”
“นายกเทศมนตรีเมืองเรา เงินเดือนพื้นฐานขั้นแรก 40 หยวน เงินเดือนตำแหน่ง 130 หยวน รวมกันแล้ว เดือนหนึ่งก็ได้แค่ 170 หยวนเท่านั้น!”
“แล้วยังมีผู้อำนวยการเฝิงของพวกเราอีก ระดับไหนกัน? นั่นมันระดับกรมเลยนะ เดือนหนึ่ง 122 หยวน!”
“แกเป็นคนงาน ไปไหนมาไหนก็อกผายไหล่ผึ่ง หาเมียง่ายกว่า ใครๆ ก็ต้องมองแกด้วยความนับถือ!”
“อย่าไปเทียบกับพวกพ่อค้าแม่ค้าอิสระเลย ชามข้าวของเราอาจจะไม่มีของกินเยอะเท่าพวกเขา แต่มันแซ่เหล็กนะ!” (หมายถึงมั่นคงเหมือนเหล็ก)
พูดจบ โจวกั๋วจู้ก็ดึงถาดใส่ยาเส้นมา เติมยาเส้นลงในกล้องยาสูบ
“ปู่ครับ ผมรู้ว่าปู่ดูถูกพ่อค้าแม่ค้าอิสระ คิดว่าคนที่ทำอาชีพนี้เป็นพวกเร่ร่อนไร้หลักแหล่ง แต่ปู่รู้ไหมครับ? ในอนาคตก็คือคนพวกนี้แหละที่จะรวยขึ้นมาก่อน...”
โจวกั๋วจู้เงยหน้าขึ้นมอง รู้สึกแปลกๆ หลานชายคนโตปกติเป็นคนเงียบๆ ติ๋มๆ เตะสามทียังไม่ร้องสักแอะ วันนี้เป็นอะไรไป?
โจวตงเป่ยดูออกถึงความสงสัยของปู่ แต่เมื่อเริ่มแล้วก็ถอยไม่ได้ คำพูดเหล่านี้วันนี้ต้องพูดให้ได้!
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สนใจก็ได้ แต่งานนี้ท้ายที่สุดแล้วก็เคยเป็นของปู่ จะทำให้ท่านต้องเสียใจไม่ได้
“ผมจะทนทำงานในโรงงานต่อไปอีกสักสองสามปีก็ได้ แต่ปู่เคยคิดไหมครับว่า ถ้าถึงตอนนั้นโรงงานเจ๊ง พวกเราไม่มีงานทำ จะทำยังไงกัน?”
“เจ๊ง?” คิ้วดกของโจวกั๋วจู้ตั้งขึ้น “พูดจาเหลวไหล โรงงานเป็นของรัฐ จะเจ๊งได้ยังไง?”
“ปู่ครับ ตอนหนุ่มๆ ปู่เคยเป็นคนงานตัดไม้มาสิบกว่าปี ย่อมรู้ดีถึงภูเขาและแม่น้ำของเรา! ปู่ว่า ถ้ายังตัดไม้กันต่อไปแบบนี้ จะมีต้นไม้เหลือให้ตัดอีกเท่าไหร่? จะตัดได้อีกกี่ปี?”
โจวกั๋วจู้อึ้งไป เขายังคงคาบกล้องยาสูบไว้แต่ไม่พูดอะไร
โจวตงเป่ยพูดต่อ: “ต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้น กว่าจะโตเต็มที่จากต้นกล้า น้อยสุดก็หลายสิบปี มากสุดก็เป็นร้อยปี!”
“เขาว่ากันว่าอยู่ใกล้ภูเขาก็หากินกับภูเขา แต่ถ้าวันหนึ่งต้นไม้ที่โตเต็มที่หมดไปแล้ว รัฐจะยังให้ตัดอีกไหม? ถึงตอนนั้น โรงงานแปรรูปไม้ของเราจะทำยังไง?”
“ปู่ครับ ปู่รู้ดีว่าผมไม่ได้พูดเกินจริง เพราะความเป็นไปได้แบบนี้มันสูงมาก!”
“อาจจะสามห้าปี อาจจะสิบแปดปี ถึงตอนนั้นถ้าไม่มีงานทำจริงๆ แล้วค่อยคิดจะทำมาค้าขายเอง มันก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก!”
“...”
โจวตงเป่ยพูดไปมากมาย เขาก็เหนื่อยแล้ว ในห้องเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงดูดกล้องยาสูบดังปุ๊ยๆ ของโจวกั๋วจู้
น่าประหลาดใจที่คุณปู่ไม่ได้โต้เถียงเขาอีก และก็ไม่ได้ด่าทอ ซึ่งกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น
ตะวันคล้อยต่ำ ฤดูหนาวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมืดเร็ว ยังไม่ถึงสี่โมงเย็น ในห้องก็มืดลงแล้ว
โจวกั๋วจู้เคาะกล้องยาสูบบนขอบเตียงอิฐ ไม่ได้พูดอะไร ลุกขึ้นเดินไปยังแถวตู้ไม้ทางทิศเหนือ
เขาเปิดตู้ใบหนึ่งออก ใช้หัวดันฝาตู้ไว้ แล้วยื่นตัวเข้าไปครึ่งหนึ่ง
ครู่ต่อมา เขาก็หนีบกางเกงไหมพรมตัวหนึ่งเดินกลับมา กางเกงไหมพรมตัวนั้นถักด้วยไหมพรมหลายสี ดูเหมือนธงนานาชาติ
เขานั่งลงบนเตียง คลีกางเกงไหมพรมออก โจวกั๋วจู้หยิบเงินปึกหนาออกมาจากข้างใน มีทั้งแบงค์ 10 หยวน 5 หยวน 2 หยวน และ 1 หยวน
“ปู่ครับ!?” โจวตงเป่ยไม่เข้าใจว่าท่านหมายความว่าอย่างไร
โจวกั๋วจู้มองเงินเหล่านั้น พูดเสียงเบา: “ข้ารู้ พ่อแกต้องไปก่อเรื่องมาอีกแล้วแน่ๆ ไม่อย่างนั้นแกคงไม่รีบร้อนหาเงินแบบนี้!”
โจวตงเป่ยไม่พูดอะไร
“ปู่เก็บมาตั้งนาน ทั้งหมดก็แค่ 523 หยวน ตอนแรกคิดว่าจะเก็บไว้ให้แกแต่งงาน ถึงเราจะซื้อทีวีไม่ได้ แต่อย่างน้อยนาฬิกาข้อมือ จักรยาน แล้วก็จักรเย็บผ้าเราก็ต้องซื้อ!”
โจวตงเป่ยรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาเป็นพักๆ เขา ก้มหน้าลง
“ปู่อายุแค่ 61 ยังไม่แก่! สังคมมันเปลี่ยนไป ข้ามองเห็นชัดเจน! ที่แกพูดมาทั้งหมดนี่ เกินครึ่งข้าฟังไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่ข้าต้องยอมรับว่ามันมีเหตุผล!”
“ปู่เสียดายงานนี้ ไม่อยากให้แกไปเป็นพ่อค้าแม่ค้าอะไรนั่น แต่คำโบราณว่าไว้ ความจนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง! ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิต ก็จะยึดติดอยู่กับที่ไม่ได้!”
“สมัยก่อน เงินเดือนของข้าคนเดียวเลี้ยงคนได้ทั้งบ้าน ทั้งปู่ทวดย่าทวดของแก แล้วก็ย่าแก พ่อแก ลุงอีกสองคน แล้วก็ป้าเล็กของแก... เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะแกที่ดันมีพ่อแบบนี้...”
เขาไม่ได้พูดต่อ เงียบไปสิบกว่าวินาที
“แกยังหนุ่ม มีความรู้ มีความกล้า ข้าไม่ห้ามแกหรอก!” พูดจบ เขาก็ถอนหายใจ “รู้ไหมว่าปู่เสียใจเรื่องอะไรมากที่สุด?”
โจวตงเป่ยเงยหน้าขึ้น รีบเช็ดน้ำตา
“ข้าเสียใจที่สุด ที่ไม่ได้ให้แกไปเรียนมหาวิทยาลัย! ดูสิพวกนักศึกษาที่เพิ่งถูกส่งมาที่โรงงานเรา นั่นมันของล้ำค่าทั้งนั้น!”
“ความรู้เป็นตัวกำหนดวิสัยทัศน์ ปู่ของแกเป็นคนหยาบๆ คนหนึ่ง สายตาสั้น กลับยังดิ้นรนแทบเป็นแทบตายให้แครับช่วงต่องาน! ช่วงที่ผ่านมานี้ ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ข้าก็นอนไม่หลับ พูดตามตรง ปู่เสียใจแล้ว!”
“สังคมมันเปลี่ยนไป เด็กจบมัธยมปลายต้องมาลากไม้อยู่ในโรงงานทุกวัน มันอัดอั้นตันใจ!”
“ข้าไม่อยากจะเสียใจอีกแล้ว ดังนั้น แกไปเถอะ อยากทำอะไรก็ไปทำ เงินนี่เอาไป ไม่เยอะ เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากปู่!”
“ปู่—” โจวตงเป่ยรู้สึกตื้นตันในลำคอ พูดอะไรไม่ออกแล้ว
“ตงเป่ย ปู่ไม่มีความรู้อะไร จะให้แกได้ก็มีแค่สามคำนี้ แกต้องจำไว้ชั่วชีวิต!”
โจวตงเป่ยเริ่มสะอื้น “ปู่พูดมาเลยครับ!”
“จงเดินในทางที่ถูกต้อง!”
“ครับ” เขาพยักหน้าซ้ำๆ “ผมรู้แล้วครับ!”