- หน้าแรก
- ข้ามีคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต
- บทที่ 26 – ซ่อนตัวในเมือง งานเลี้ยงใหญ่หัวเสือ
บทที่ 26 – ซ่อนตัวในเมือง งานเลี้ยงใหญ่หัวเสือ
บทที่ 26 – ซ่อนตัวในเมือง งานเลี้ยงใหญ่หัวเสือ
บทที่ 26 ซ่อนตัวในเมือง งานเลี้ยงใหญ่หัวเสือ
เมื่อความคิดกระจ่างชัด กินดี นอนหลับสบาย
หลังจากปฏิเสธความปรารถนาสุดท้ายของหญิงสาวจากโรงสุรา อวี๋เฉินเก็บคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตแล้วเอนตัวลงนอน พักผ่อนเต็มอิ่มจนรุ่งสาง
พอตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
เขาลุกขึ้นมาก่อไฟหุงหาอาหาร เติมเต็มกระเพาะ แล้วหยิบไม้กวาดออกมากวาดลานสุสานชิงเฟิงให้ทั่ว
แต่เมื่อเดินผ่านหลุมศพสองหลุมที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในสุสาน อวี๋เฉินกลับหยุดนิ่งอยู่นาน ก่อนจะเริ่มกวาดต่อไป
นั่นคือหลุมศพของพ่อแม่เขา
สิบห้าปีก่อน พวกท่านถูกตัดศีรษะเพราะก่อคดีร้ายแรง หลังจากถูกเย็บร่างคืนโดยผู้ดูแลศพ ก็นำมาฝังไว้ที่สุสานแห่งนี้
แต่พวกท่านทำความผิดอะไร ถึงไม่เพียงแต่ต้องสังเวยชีวิต ยังทำให้เขาต้องกลายเป็นลูกของนักโทษไปด้วย?
อวี๋เฉินไม่รู้ และเขาก็ไม่เคยคิดจะถาม
ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นพ่อแม่ ก็คือพวกท่านที่อยู่บนแท่นประหาร
และของสิ่งสุดท้ายที่พวกท่านเหลือไว้ให้ มีเพียงสถานะลูกนักโทษ… กับจดหมายหนึ่งฉบับ
เมื่อหกปีก่อน ตอนที่เขาขึ้นมาที่สุสานนี้เพื่อกราบหลุมศพของพ่อแม่ ในคืนนั้นเอง มีคนมาเคาะประตู
เมื่อเขาเปิดออกไป ข้างนอกกลับว่างเปล่า มีเพียงห่อผ้าบรรจุเงินจำนวนหนึ่ง และจดหมายฉบับนั้น
ลายมือบนจดหมายเหมือนของพ่อ และที่มุมกระดาษ ยังมีสัญลักษณ์ที่พวกเขาเคยใช้เป็นรหัสลับเวลาเล่นกัน— หัวเสือที่เขียนอย่างลวก ๆ
เนื้อความในจดหมายก็ไม่ยาวนัก ราวกับถูกเขียนขึ้นอย่างรีบร้อน
มันบอกเพียงว่า
จงมีชีวิตต่อไป อย่าถาม อย่าสืบ อย่าคิดถึงเรื่องนี้อีก
นอกเหนือจากนั้น ไม่มีอะไรเลย
อวี๋เฉินทำตามอย่างเคร่งครัด ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยถาม ไม่เคยสืบ ไม่เคยข้องเกี่ยวกับอดีต
หรือบางที… อาจจะเพราะตอนนั้นเขายังเป็นแค่เด็กชายลูกนักโทษคนหนึ่ง แม้จะรู้ความจริง ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
พ่อแม่เขาจะฟื้นคืนมาได้ไหม?
สถานะลูกนักโทษของเขาจะถูกลบล้างได้หรือเปล่า?
ไม่ได้ทั้งนั้น…อวี๋เฉินสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว แล้วกวาดลานสุสานต่อไปอย่างลวก ๆ กะว่าจะกลับเข้าบ้าน
แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้นจากหน้าสุสาน
เสียงนั้นคือเสียงวัตถุหนักกระทบลงบนหิมะ
อวี๋เฉินเงยหน้ามองไปยังทางเข้า แล้วก็เห็นร่างกำยำร่างหนึ่งหิ้วถังไม้ใบใหญ่เดินขึ้นมา ชายคนนั้นไว้หนวดเครารุงรัง ผิวออกเหลือง ผมกระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าเต็มไปด้วยคราบน้ำมันสีดำไม่ทราบที่มา
เป็นคนแบกศพที่มาส่งศพเป็นประจำ
"เฮ้! คนเฝ้าสุสาน! ของมาส่งแล้ว!"
เขาตะโกนเรียกอวี๋เฉินจากระยะไกล ก่อนจะก้าวเข้ามาแล้ววางถังไม้ลงกับพื้น เสียงกระแทกดังหนักหน่วง พร้อมกลิ่นคาวเลือดโชยมาทันที
ถังเลือดหมาดำ
เมื่อหลายวันก่อน คนแบกศพเคยพูดไว้
เขาเคยบอกว่า ช่วงนี้แม่น้ำเว่ยมีของไม่สะอาด และยังพูดว่าจะไปหาเลือดหมาดำมาให้ อวี๋เฉินใช้ป้องกันเคราะห์ร้าย
ตอนนั้นอวี๋เฉินคิดว่าเขาพูดเล่น แต่สุดท้าย คนแบกศพก็ไปหามาจริง ๆ ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหน
"ของสดจากโรงฆ่าสุนัขที่สะพานแล้ง ใหม่ ๆ เลย! เอามาวางหน้าบ้านให้แล้วนะ!"
คนแบกศพพูดยิ้ม ๆ
"ได้ยินข่าวยัง? ในเมืองข้างล่างเกิดเรื่องอีกแล้วน่ะ! ว่ากันว่าผีของพ่อครัวโรงเตี๊ยมชุนเฟิง ไปเข้าฝันบอกความลับให้กับมือปราบ สุดท้ายไอ้คู่ชู้ชั่วนั่นก็ถูกจับไปซะแล้ว!
เพราะงั้นนะ อาชีพอย่างพวกเรา ต้องระวังให้ดี อย่าไปแตะต้องของไม่สะอาดเข้าเชียว!"
พูดจบ เขาก็วางถังเลือดหมาดำไว้ที่หน้าประตู "กลิ่นแรงหน่อย อดทนซักสองวันเดี๋ยวก็หาย"
พอเห็นอวี๋เฉินยืนนิ่งค้างไป คนแบกศพเลยยกมือขึ้นมาวนหน้าตาเขาไปมา "เป็นไรไป? ไม่เคยเห็นเลือดเหรอ? หรือว่ากลัว? เฮ้ย ไอ้คนเฝ้าสุสาน! ใจเสาะไปหน่อยแล้วมั้ง!"
ตอนนั้นเอง อวี๋เฉินถึงได้สติ เขาก้มหน้าลงซ่อนสีหน้าแล้วส่ายหัวเบา ๆ "ขอบใจนะ… กินข้าวมารึยัง? ยังไม่กินก็มานั่งกินด้วยกันสิ"
แม้จะพูดชวนไปอย่างนั้น แต่ใจของอวี๋เฉินกลับไม่ได้อยู่กับเรื่องพวกนี้เลย
คนแบกศพพูดถูก เมื่อครู่นี้เขาตกใจจริง ๆ
แต่ไม่ใช่เพราะเลือดหมาดำ หรือเพราะเรื่องวิญญาณร้าย
แต่เป็นเพราะ ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ คนแบกศพที่เป็นเพื่อนร่วมวงการอาชีพชั้นต่ำ
อวี๋เฉินเงยหน้าขึ้นมอง และรู้สึกเหมือนกำลังมองดวงอาทิตย์เข้าเต็มตา
ภายในร่างกายกำยำของคนแบกศพ เลือดลมที่พุ่งพล่านอยู่ในนั้นมันส่องสว่างเจิดจ้า ราวกับเปลวตะวันกลางฟ้า!
มันแสบตา!
อวี๋เฉินถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอคนแบกศพหลังจากได้ "ตาทิพย์หยั่งรู้"
สิ่งที่เขาไม่เคยรับรู้มาก่อน บัดนี้ไม่มีอะไรสามารถซ่อนจากสายตาของเขาได้อีกแล้ว
แต่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่เลือดลมอันมหาศาลของคนแบกศพคนนี้
อวี๋เฉินก็ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต!
อย่าว่าแต่มือปราบหลินอี๋หรือนักสู้แห่งกลุ่มเจิ้งชิงเลย
กระทั่งเซี่ยชิง ผู้มีร่างกำเนิดเป็น "เซียนเทียนจือถี่" (ร่างกายพิเศษที่เกิดมาพร้อมคุณสมบัติเหนือธรรมดา) ก็ยังเทียบไม่ติดแม้แต่ครึ่งของคนแบกศพ!
พูดอีกอย่างก็คือ ไอ้บ้านี่ก็เป็น "เซียนเทียนจือถี่" เหมือนกัน!
แถมถ้าดูจากพลังเลือดลมเพียงอย่างเดียวแล้ว คนแบกศพคนนี้… แข็งแกร่งกว่าหัวหน้ากลุ่มเจิ้งชิงเสียอีก!
นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!?
อวี๋เฉินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
ภายในร่างกายของคนแบกศพนั้น พลังเลือดลมและพลังภายในพลุ่งพล่านรุนแรงราวคลื่นพายุทะเลบ้าคลั่ง!
อาจารย์ระดับเซียนเทียนแท้ ๆ คนหนึ่ง มาเป็นแค่คนแบกศพของโลกชั้นต่ำ!?
อะไรนะ? หรือว่าเขาก็เป็นลูกนักโทษ?
หรือแค่ทำไปเพราะชอบงานนี้!?
ในขณะที่อวี๋เฉินกำลังคิดไปต่าง ๆ นานา คนแบกศพกลับไม่รู้ตัวเลยว่าความลับของตัวเองถูกมองเห็นจนหมดสิ้น
เขาหัวเราะเสียงดัง "กินข้าวอะไรกันเล่า!? ไปกินเนื้อกันเถอะ!"
พูดจบก็แสยะยิ้มแบบมีลับลมคมใน "เรื่องที่กลุ่มเจิ้งชิงรับงานจากตระกูลหวังให้ไปล่าพยัคฆ์นั่น… รู้เรื่องไหม?"
อวี๋เฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
"รู้อย่างเดียวไม่พอหรอก… เจ้าเสือนั่น ฉันเป็นคนฆ่ามันเอง"
อวี๋เฉินคิดในใจ แต่ไม่พูดออกไป
"เฮ้อ! ก่อนหน้านี้พวกนักสู้จากกลุ่มเจิ้งชิงเอาซากเสือไปส่งให้ตระกูลหวัง แล้วรู้ไหมว่าท่านเฒ่าหวังทำอะไร? เขาคงโกรธแค้นเสือตัวนี้สุดขีด ถึงได้สั่งให้เชือดแล้วเอาไปต้ม ให้คนทั้งเมืองเว่ยสุ่ยมากิน!"
คนแบกศพพูดต่อ "งานเลี้ยงจัดตอนเที่ยงวันนี้! ถนนทั้งสายแถวสะพานเทียนเฉียวถูกตั้งโต๊ะเรียงรายหมดแล้ว!"
"ท่านเฒ่าหวังเป็นคนตรงไปตรงมา เขาไม่สนฐานะ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ยากดีมีจน ขุนนาง หรือชาวบ้านธรรมดา—ใครมาก็ได้กินเนื้อเสือ!"
"วันนี้ที่ฉันขึ้นมาหา ก็เพราะจะมาบอกเจ้าถึงเรื่องนี้แหละ!"
พอได้ฟัง อวี๋เฉินถึงกับเข้าใจแจ่มแจ้ง
ที่แท้ตระกูลหวังก็โกรธเสือตัวนี้จนเข้ากระดูกดำ ถึงขนาดสั่งให้ต้มแล้วแบ่งกันกินทั้งเมือง
คงจะเป็นความหมายของคำว่า "กินเนื้อ ดื่มเลือด" เพื่อสลายความแค้นให้สิ้นไปกระมัง?
อวี๋เฉินพยักหน้า ล็อกประตู แล้วเดินตามคนแบกศพลงเขาไป
ใคร ๆ ก็บอกว่าเนื้อเสือเป็นของบำรุงชั้นเลิศ ถ้ามีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรส ก็ไม่ควรพลาด!
ต่อให้เป็นของปลอม แต่ฝีมือพ่อครัวตระกูลหวังย่อมไม่ใช่ระดับที่อวี๋เฉินจะเทียบเคียงได้
ที่สำคัญ… กินฟรี ใครบ้างจะไม่อยากกิน?
ส่วนเรื่องของคนแบกศพ…อวี๋เฉินเหลือบมองเขาอีกครั้ง พลังเลือดลมภายในตัวเขายังปั่นป่วนดุจสายน้ำเชี่ยวกราก
แต่ มันเกี่ยวอะไรกับอวี๋เฉิน?
ไม่ว่าเขาจะเป็น "ผู้ยิ่งใหญ่แฝงตัวในเมือง"
จะหนีการล้างแค้น หรือจะมีรสนิยมประหลาดแค่ไหน
ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับอวี๋เฉิน ขอแค่อย่ามาหาเรื่องกันก็พอ ส่วนที่เหลือ
จะทำอะไรก็เรื่องของเขา
พอลงจากเขา ก็เห็นฝูงชนแน่นขนัดต่างมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลหวังที่ถนนเทียนเฉียว
แต่พอมีคนแบกศพนำทาง อวี๋เฉินกลับเดินฝ่าฝูงชนได้โดยไม่มีอุปสรรค
สองคนที่คลุกคลีกับศพเป็นอาชีพ ใคร ๆ ก็อยากอยู่ให้ห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้!
ยิ่งคนแบกศพตัวใหญ่พละกำลังมหาศาล ยิ่งเดินเบียดเข้าไป คนอื่นก็รีบเปิดทางให้เองโดยอัตโนมัติ
เมื่อมาถึงถนนหน้าคฤหาสน์ตระกูลหวัง โต๊ะอาหารถูกตั้งเต็มไปหมด อาหารข้างเคียงถูกลำเลียงมาวางจนน้ำซุปยังร้อนฉ่า กลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่ว อวี๋เฉินกับคนแบกศพเลือกโต๊ะที่มีคนครึ่งหนึ่งแล้วนั่งลง
แต่ชาวบ้านที่นั่งอยู่ก่อนกลับทำหน้าผิดสีหน้า ก่อนจะลุกหนีไปหาโต๊ะใหม่กันหมด
สุดท้ายก็ยังไม่อยากกินข้าวร่วมกับพวกคลุกคลีกับศพนั่นเอง
มีเพียงพวกขอทาน คนเย็บศพ นักแสดงเร่ร่อน และพวกอาชีพชั้นต่ำ
อื่น ๆ เท่านั้น ที่ไม่รังเกียจและยอมร่วมโต๊ะกับพวกเขา
ทั้งที่ท่านเฒ่าหวังไม่ได้แบ่งแยกแขกที่มา แต่สุดท้าย คนทั้งถนนที่มาร่วมงานเลี้ยงกลับแบ่งเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน
"คนแบบไหนก็อยู่กับคนแบบนั้น"
คนเฝ้าสุสานกับคนแบกศพ พวกชาวนา คนตัดฟืน นักปราชญ์กับนักสู้
พ่อค้าและเศรษฐี ไม่มีการแบ่งแยกอย่างเป็นทางการ—แต่กลับชัดเจนกว่านั้นเสียอีก!
ขณะที่อวี๋เฉินนั่งลง อยู่ ๆ ก็รู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมายังตนเอง
พลังแห่งเซียนเทียนทำให้เขารับรู้ถึงจิตสัมผัสของผู้อื่น
ใครที่จ้องมองเขาอย่างไม่ละสายตา ย่อมสามารถสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณ อวี๋เฉินหันไปมอง
แล้วก็พบว่าคนที่จ้องมองเขาอยู่ เป็นชายชราร่างกะหร่องคนหนึ่ง
ผิวหนังเหี่ยวย่น ตาโหลลึก ผมบางหงอกขาว ดูราวกับเอาขาข้างหนึ่งก้าวเข้าโลงไปแล้ว
แต่ในวินาทีที่สายตาของอวี๋เฉินสบเข้ากับเขา
ชายชราผู้นั้นกลับมีสีหน้าตื่นตระหนกเหมือนเห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวสุดขีด!
————————————————————————————
ช่วยนี้คนแปลจะมึนๆ ระดับพลังอยู่นะครับ
"เซียนเทียนจือถี่" (先天之体, Xiāntiān Zhī Tǐ) แปลตรงตัวว่า "ร่างโดยกำเนิด" หรือ "ร่างกายที่มีพลังมาแต่เกิด" "สภาวะโดยกำเนิด"
ในบางบทผู้แปลอาจจะได้เจอคำ
"เซียนเทียน" (先天, Xiāntiān) = "โดยกำเนิด / ก่อนกำเนิดเซียนเทียน" เป็นแนวคิดกว้าง ๆ หมายถึงสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด อาจใช้กับ ร่างกาย (先天之体), พลัง (先天真气), หรือ ขอบเขตพลัง (先天境)
ดังนั้นตามแนวคิดของผู้แปล "เซียนเทียนจือถี่" "เซียนเทียน" เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่ระดับเดียวกันเสมอไป ขึ้นอยู่กับบริบทในนิยาย ทั้งสามคนนี้ อวี๋เฉิน เซี่ยชิง ผู้แบกศพ
อยู่ในระดับเดียวกัน แต่ขอบเขตพลังในบทจะไม่พูดถึง ส่วนเซี่ยซิง น่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่า และ อวี๋เฉิน น่าจะกลาง หรือ สูง เพราะพึงกินโอสถไป เป็นโอสถที่ช่วยเสริมสร้างรากฐาน พัฒนาพละกำลัง และหลอมรวมพลังภายในให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ผู้แบกศพ น่าจะอยู่ในระดับสูงกว่าหรือสมบูรณ์แบบ