- หน้าแรก
- ความเร้นลับคืนชีพ : สายโลหิตแห่งซากศพ
- บทที่ 77 - ข้างหลังนาย!
บทที่ 77 - ข้างหลังนาย!
บทที่ 77 - ข้างหลังนาย!
ยามนี้…
สายลมดำพัดกรรโชก โลกทั้งใบกลับกลายเป็นภาพหลอนอันบิดเบี้ยวชวนขนลุก
ภายในโลงทองคำ! ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง!!
“ไอ้หลั้วหยางนี่ จะยังไม่ออกมาจริงๆ เหรอ?” จ้าวอี้เริ่มแสดงความหงุดหงิด
ตามนิสัยของเขา ต่อให้ต้องตายก็ยังดีกว่ามุดหัวอยู่ในเงามืดแบบนี้ หากเลือกได้เขาขอควบคุมผีร้ายด้วยตนเอง แม้ต้องตายกลางทาง ก็ยังนับว่าตายอย่างมีศักดิ์ศรี ดีกว่านั่งรออย่างไร้เกียรติ!
แต่สิ่งที่เจิงเซิ่งชื่นชมในตัวจ้าวอี้มากที่สุดก็คือ ความซื่อและหลอกง่าย เพียงแค่ร่ายวาทกรรมยืดยาวใส่อีกฝ่าย เช่น “ตราบใดที่ยังมีชีวิต ย่อมยังมีความหวัง พี่น้องของเราที่ตายไปต้องได้รับการล้างแค้น นายคือเสาหลักของ กลุ่มจวี่อี้ถัง ที่กำลังจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!”
“ถ้านายมาตายเอาตอนนี้ จะหวังให้ฉันกับลี่ฝูไปรบแทนได้หรือ?”
“แถมถ้านายควบคุมผีแล้วล้มเหลว พวกเราก็ต้องรับมือกับผีถึงสองตน ฉันกับลี่ฝูจะมีปัญญาอะไรไปกักขังมันกัน? คิดๆ ดูแล้วก็แค่ตายแบบเปล่าประโยชน์นั่นแหละ!”
“จะให้พูดตรงๆ ก็คือ นายเท่ากับฆ่าพวกพ้องของตัวเองนั่นแหละ!”
ด้วยถ้อยคำอันหนักหน่วงนี้ จ้าวอี้ก็แทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมแพ้แผนการควบคุมผีด้วยตัวเอง และหันมาใช้แผนของเจิงเซิ่งแทน
แต่เอาจริงๆ เจิงเซิ่งเองก็ไม่ได้มีแผนการอะไรแน่นอนนัก ทางเลือกที่มีเหตุผลที่สุดจริงๆ แล้วคือการหนีไปให้ไกลจากเมืองนี้ เปลี่ยนชื่อแซ่ หลบซ่อนใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ
แต่พอหมายจับถูกประกาศออกมา เขาเองก็แทบเสียสติ อยากจะหาทางเล่นงานหลั้วหยางให้ตายคามือ
ทว่าเขายังควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้…
ขณะที่จ้าวอี้ไม่สามารถทำเช่นนั้น จะให้เขาทิ้งเมืองจงซีไปอย่างสงบสุขนั้น ไม่มีทาง!
ในเมื่อเรื่องมันถึงขั้นนี้แล้ว เจิงเซิ่งก็ได้แต่ฝืนดันทุรังต่อไป แต่โชคยังดีที่เขาเชื่อว่าแผนการนี้ มีโอกาสสำเร็จสูงมากทีเดียว
พลังของผีร้ายนั่น สยดสยองเกินกว่าจะจินตนาการ!
ขอเพียงหลั้วหยางลองคิดจะควบคุมมันขึ้นมาจริงๆ ยังไงก็ต้องมีจังหวะพลั้งเผลอ เปิดช่องว่างให้พวกเขาเข้าจู่โจมได้แน่นอน
และเมื่อถึงเวลานั้น หลั้วหยางจะต้องต่อกรกับทั้งผีร้าย และการโจมตีจากพวกเขาทั้งสามคนพร้อมกัน ต่อให้มีพลังในการควบคุมที่เหนือชั้นแค่ไหน ก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้!
คิดถึงตรงนี้ เจิงเซิ่งก็กล่าวขึ้นว่า “ท่านหัวหน้ารออีกนิดเถอะ ตอนนี้ยังดึกอยู่ พลังของผีนั่นแพร่กระจายออกไปยังไม่สะดุดตาใคร”
“อีกเดี๋ยว เช้าสุดไม่เกินรุ่งสาง หลั้วหยางต้องโผล่มาแน่นอน”
“นักล่า! ห้ามใจร้อนเด็ดขาด!!”
จ้าวอี้ดูเหมือนอยากจะเถียง แต่ก็ไม่มีข้อโต้แย้งใดจะเอาชนะคำพูดของเจิงเซิ่งได้เลย เหตุผลทั้งหมดอยู่ที่ฝ่ายตรงข้ามหมด
แต่แล้ว จู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป ล้มตัวลงนอนกับพื้นทันที ร่างทั้งร่างแข็งเกร็งดั่งก้อนหิน
“ถูกผีร้ายกัดกร่อนแล้ว”
ทุกคนที่ควบคุมผีได้ ล้วนต้องเผชิญกับการกัดกินจากผีร้ายไปจนถึงวันสุดท้าย วันที่พวกเขาต้องสูญเสียทุกสิ่งแม้แต่ชีวิต
“ทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วยนะ!” เจิงเซิ่งขมวดคิ้วแน่น ทว่ายังไม่ทันได้ทำอะไร ลี่ฝูที่อยู่ข้างๆ ก็กระแทกตัวล้มตามลงไปอีกคน ขาทั้งสองกลายเป็นสีเขียวคล้ำ มีตุ่มบวมแปลกประหลาดผุดขึ้นราวกับหัวมนุษย์กำลังจะโผล่ออกมา
“ฉันก็เป็นเหมือนกัน!”
“เชี้ยเอ๊ย! ถ้าให้ฉันลุยคนเดียว ยังไงแผนนี้ก็เจ๊งแน่นอน!” ใบหน้าเจิงเซิ่งหม่นลง เขายกมือลูบจมูกสีคล้ำช้ำเลือดของตัวเอง แต่ยังไม่รู้สึกถึงการรุกล้ำของพลังผีร้ายแต่อย่างใด
เหลือบมองทั้งสองที่ขยับตัวไม่ได้แม้แต่น้อย แล้วก็ได้แต่ภาวนาในใจว่า ขอให้หลั้วหยางโผล่มาให้ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ เพราะต่อให้โอกาสมา แต่เขาคนเดียวก็ไม่อาจใช้โอกาสนั้นได้อยู่ดี
ผีตนนั้น น่ากลัวถึงเพียงนี้ ต่อให้หลั้วหยางมีพลังปราบผี ก็ไม่มีทางควบคุมมันได้ง่ายๆ บางทีมันอาจจะฆ่าเขาไปตั้งแต่ยังไม่ทันลงมือเสียด้วยซ้ำ
ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องออกตัวเสี่ยงตายอีก!
เจิงเซิ่งคิดวนไปมาในใจ สีหน้าครุ่นเครียดอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน…
ห่างออกไปไม่ไกลนัก หน้าร้านเหล้าแห่งหนึ่ง มีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินออกมา พวกเขาโอบไหล่กัน ส่งเสียงหัวเราะครึกครื้น เดินโซซัดโซเซอยู่กลางถนน ราวกับถนนทั้งสายเป็นของตัวเอง
“ฟู่วว…” สายลมดำอันประหลาดพลันพัดผ่าน แม้จะไม่แรง ไม่เร็ว แต่ก็แผ่ซ่านเย็นยะเยือกจนยากจะอธิบาย…
หากไม่ใช่เพราะสัมผัสเย็นยะเยือกที่แทรกซึมมาถึงกระดูก สายลมนั้นแทบจะให้ความรู้สึกละมุนราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ
กลุ่มคนทั้งสี่สะท้านเฮือก หนึ่งในนั้นเป็นหญิงสาวที่ยกมือขยี้ตาเบาๆ พลางพูดขึ้นอย่างไม่มั่นใจ “ฉัน ฉันเมาไปหรือเปล่านะ? ลมเมื่อกี้ทำไมมันถึงเป็นสีดำ?”
“สีดำ? เธอพูดอะไรอยู่ ลมจะเป็นสีดำได้ยังไงกัน? เธอคงมองผิดแล้วล่ะ”
“แต่พูดก็พูดเถอะ ฉันเองก็รู้เหมือนกันนะ ว่าที่ไหนมีของสีดำอยู่บ้าง”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ไปกันเถอะ รีบกลับโรงแรมดีกว่า! อากาศข้างนอกนี่หนาวจะตาย!”
ทั้งสี่คนต่างก็เมาจนแทบควบคุมสติไม่อยู่ พูดคุยหยอกล้อกันอย่างตามใจ ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าลมดำเมื่อครู่คืออะไร
หญิงสาวด่าทอเล็กน้อย แต่ความประหลาดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นกลับทำให้เธอเริ่มได้สติ มองตรงไปข้างหน้าแล้วพลันรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
ทันใดนั้น สายลมสีดำก็พัดผ่านมาอีกครั้งอย่างชัดเจนให้เห็นด้วยตาเปล่า มันคืบคลานช้าๆ แฝงไว้ด้วยความเย็นยะเยือกเสียจนชอนไชลึกถึงกระดูก
หญิงสาวหยุดเดินในทันที! ครั้งนี้เธอมั่นใจอย่างที่สุด! ว่าสิ่งที่พัดผ่านร่างเธออยู่นั้น คือลมสีดำจริงๆ!!
เธอมองเห็นชัดเจน สายลมนั้นแตะต้องร่างกาย แล้วไหลผ่านราวม่านหมึกที่เลื้อยลามไปทั่ว
“ทำไม ทำไมถึงไม่เดินต่อล่ะ? ไม่ต้องกลัวหรอก พวกเราออกจะใจดี”
“ใช่แล้วล่ะ รับรองว่าเวลาจากกันไป เธอจะไม่ต้องมีของแถมติดตัวกลับบ้านแน่นอน”
หญิงสาวขนลุกซู่จนแทบยืนไม่อยู่ เพิกเฉยต่อคำล้อเลียนทั้งหลาย แล้วชี้ไปยังสายลมดำที่ยังคงค่อยๆ กวาดผ่านไปเบื้องหน้า พูดขึ้นด้วยเสียงสั่น “พะ! พวกนายลองดูให้ดีๆ สิ ละ! ลมนั่น มันเป็นสีดำจริงๆ นะ!!”
“เธอพูดเพ้ออีกแล้ว! ลมมันจะเป็นสีดำได้ยังไง!”
“ฉันว่าเธอคงแค่เปลี่ยนใจกลางคัน ไม่อยากเล่นสนุกกับพวกเราสองคนแล้วใช่มั้ยล่ะ!”
สองหนุ่มเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจ ดูเหมือนจะทะเลาะกันใหญ่โต แต่กลับมีอีกคนหนึ่งที่เริ่มสังเกตสิ่งรอบตัวจริงจัง
เขากะพริบตา มองไปยังระยะไกล ที่ระหว่างภาพมัวกับภาพชัดมันสลับสับเปลี่ยนกันไปมา และในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็สะท้านจนเย็นวาบไปทั้งร่าง
ลมนั่น… มันดำจริงๆ!
“เฮ้ยๆ! พวกนายหยุดเถียงกันได้แล้ว! ฉันว่ามันเป็นสีดำจริงๆ นะ!”
สองหนุ่มที่เมาจนไม่เหลือสติยังไงก็ไม่ยอมรับฟัง มีเพียงความใคร่และอารมณ์ควบคุมจิตใจ “เหอะ! ไอ้นี่ทำเป็นแปรพักตร์ จะหนีเราสองคนไปก่อนสินะ!?”
“ขอบอกเลยนะ ว่าสิ่งดีๆ ต้องแบ่งกันเสพ!”
ชายที่พอจะมีสติมากกว่าหน่อยก็หมดความอดทน ตะโกนด่าด้วยความโกรธ “พวกแกนี่แม่ง โง่จนเกินเยียวยา! ลืมตาแล้วดูด้วยตาตัวเองหน่อยยย! มันจะยากอะไรนักวะ!”
“เฮอะ! ไอ้บ้านี่คงเมาจนเพี้ยนไปแล้วล่ะ!”
“ยืนทำซากอะไร! ซัดเลย!”
ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งชกกำปั้นเข้าใส่อีกฝ่ายเต็มแรง ร่างของเขาล้มกระแทกพื้นอย่างจัง
หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่ทันได้คาดคิดเลยว่าจะกลายเป็นแบบนี้
แต่ในวินาทีนั้นเอง เธอกลับจับภาพบางอย่างไว้ได้ ร่างหนึ่ง! เย็นยะเยือกชวนสะอิดสะเอียน ปรากฏอยู่เงียบๆ เบื้องหลังชายที่ลงมือชกเมื่อครู่!!
กลิ่นเหม็นเน่าอันฉุนเฉียวพลันแผ่กระจายเข้าจมูกอย่างรุนแรง เธอนึกย้อนไปถึงลมดำเมื่อครู่ ใช่แล้ว! กลิ่นแบบนี้นั่นเองที่ซ่อนอยู่ในลมนั้น!
ชายที่ล้มอยู่กับพื้นกัดฟันแน่น กำลังจะลุกขึ้นมาเพื่อตอบโต้
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเท่านั้นเอง เขาก็พบกับเงาร่างที่ไม่คุ้นตาซึ่งยืนอยู่ด้านหลังคู่ต่อสู้
แค่ชำเลืองเพียงนิด! ลมหายใจของเขาก็แทบหยุดลง หัวใจบีบแน่นแทบระเบิด!
มัน! ไม่ใช่ใบหน้าของคนมีชีวิตเลย!!
ใบหน้านั้นมืดดำราวถูกป้ายด้วยเถ้าถ่านหนาเตอะ รอยย่นผิดธรรมชาติกระจายซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ราวกับบันไดที่ทอดขึ้นสู่ขุมนรก ไม่มีเค้าความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
ดวงตาดำสนิทมืดลึก ปราศจากประกายชีวิตใดๆ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความรู้สึก ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเป็นมนุษย์
เหล้าในกายของชายผู้นั้นหายวับไปในพริบตา แขนทั้งสองยกขึ้นช้าๆ สั่นระริกแทบควบคุมไม่ได้ เขาชี้นิ้วตรงไปยังด้านหลังของอีกฝ่าย
เสียงสะอื้นผสมสะท้านหลุดจากลำคออย่างหมดหนทาง…
“ขะ! ข้างหลังนาย!”
(จบบท)