- หน้าแรก
- ความเร้นลับคืนชีพ : สายโลหิตแห่งซากศพ
- บทที่ 76 - ล้างแค้น!
บทที่ 76 - ล้างแค้น!
บทที่ 76 - ล้างแค้น!
แสงเย็นสีขาวสว่างวาบขึ้นกลางอก ลวดลายกระดูกขาวที่แตกแขนงพันกันเป็นรูปตราประทับดูสมจริงราวมีชีวิต แผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกออกมารอบทิศ
เหลียงฉีเชิดหน้าเล็กน้อย ลูบเบาๆ ตรงรอยนั้นแล้วยิ้มหวาน “เหมือนจะลื่นกว่าเดิมอีกนะคะ นายท่านอยากลองสัมผัสดูหน่อยไหม?”
“ไม่จำเป็น” หลั้วหยางปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ในยามนี้อาจเพราะสายสัมพันธ์บางอย่าง ที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน เหลียงฉีจึงดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และรู้สึกว่าใกล้ชิดกับหลั้วหยางยิ่งกว่าเดิม
หลิวรุ่ยเองก็ไม่ต่างกัน…
แต่หลั้วหยางเมื่อมองดูทั้งสองคน ก็เข้าใจดีว่า พลังของผีร้ายจะค่อยๆ กัดกร่อนพวกเขาทีละน้อย
ร่างกายยังไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด ประเด็นหลักคือความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของพวกเขา
เชื่อว่าไม่นานจากนี้ พวกเขาก็จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน รอยยิ้มจะเลือนหายจากใบหน้า อารมณ์ความรู้สึกจะถูกกลืนหายไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่รู้ตัว
พูดไปแล้ว อารมณ์ของฉันเหมือนจะไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ!?
หลั้วหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดให้ลึกนัก เขาจึงกล่าวกับคนทั้งสองตรงหน้า “เอาล่ะ ต่อไปนี้พวกเธอคือคนที่ฉันเชื่อใจที่สุด”
“หลิวรุ่ย นายรับผิดชอบอาคารทงเทียน ให้คงรูปแบบการดำเนินงานตามเดิมก็พอ”
“ส่วนเธอ รับหน้าที่ดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของฉัน อาจลงทุนอะไรบางอย่างได้ตามเหมาะสม”
“รับทราบค่ะ/ครับ นายท่าน!” ทั้งสองขานรับพร้อมกัน เสียงเต็มไปด้วยพลังแห่งความพึงพอใจ
แม้วันหนึ่งพวกเขาอาจกลายเป็นคนไร้ซึ่งความปรารถนาโดยสิ้นเชิง แต่ตอนนี้ พวกเขากลับรู้สึกอิ่มเอมเกินบรรยาย!
…
ในบ้านพักตากอากาศชานเมือง
“เพล้ง! แครก!” โทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งถูกขว้างกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง ตัวเครื่องหมุนคว้าง หน้าจอแตกกระจาย
เมื่อครู่! เจิงเซิ่งเพิ่งเห็นหมายจับของพวกเขาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์!!
ทั้งเขา จ้าวอี้ และลี่ฝู ต่างถูกออกหมายจับจากเขตการปกครองเอเชีย!
แม้ผลกระทบอาจยังไม่รุนแรงนัก แต่หลังจากวันนี้ไป เมืองใดก็ตามที่มีผู้รับผิดชอบประจำเมือง ก็แทบจะกลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขาโดยสมบูรณ์!
แม้จะมีบางคนที่ไม่สนใจหมายจับนี้ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หากมีใครสมรู้ร่วมคิดกับหลั้วหยาง ตั้งใจวางแผนดักฆ่าพวกเขาให้หมดสิ้น!
สิ่งที่ทำให้เขาโกรธที่สุดก็คือ ตั้งแต่วินาทีที่หมายจับประกาศออกมา ก็ชัดเจนแล้วว่าหลั้วหยางไม่เคยคิดจะปล่อยพวกเขารอดไปเลย!
วันใดวันหนึ่ง เขาต้องฆ่าล้างโคตรพวกเราจนหมดแน่นอน!
“ไอ้สารเลว! มันฆ่าพี่น้องเราสองคนไปแล้วแท้ๆ ยังไม่หยุดอีก!”
“นี่มันคิดจะผลักเราจนมุมสินะ!”
ลี่ฝูไม่เคยเห็นเจิงเซิ่งเดือดดาลจนขาดสติถึงเพียงนี้มาก่อน จึงเอ่ยถามเสียงเบาอย่างระมัดระวัง “พี่เซิ่ง เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?”
เจิงเซิ่งหันขวับไปมองเขา ขณะเดียวกัน จ้าวอี้ก็จ้องมองมายังพวกเขา ใบหน้าของเจิงเซิ่งเต็มไปด้วยความบึ้งตึง ดวงตาแดงก่ำราวเปลวไฟลุกโชน
“พวกเราถูกหมายจับ!”
ร่างลี่ฝูสั่นสะท้าน เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าชีวิตที่เคยสงบสุขของเขา จะต้องมาถูกตามล่าในสภาพเช่นนี้
ดวงตาของจ้าวอี้เบิกกว้าง เปลวไฟแห่งความโกรธแค้นลุกฮือในอก เขาผุดลุกขึ้นทันที “เวรเอ๊ย! ฉันจะไปลุยกับมันเดี๋ยวนี้!”
เจิงเซิ่งรีบวิ่งเข้าไปคว้าตัวเขาไว้ “ใจเย็นก่อน ท่านหัวหน้า! ถ้าไปหามันตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับวิ่งเข้าไปตาย!”
“เย็นบ้าอะไร! มันเล่นขี่หัวพวกเราอยู่แล้ว ฉันยังจะทนอีกเร้อะ!? แบบนี้จะเรียกว่ารักพวกพ้องได้ยังไง!”
จ้าวอี้ผลักเจิงเซิ่งออกไป ใบหน้าเต็มไปด้วยโทสะเดือดดาล “เพราะคำว่า ‘พี่น้อง’ พวกเขาถึงได้ยอมรับฉันเป็นหัวหน้า! แต่เมื่อคืน ฉันฝันเห็นเสี่ยวหยางกับพี่ชายอีกคน ยืนอยู่ต่อหน้าฉันเต็มไปด้วยเลือด แล้วอ้อนวอนให้ฉันช่วยล้างแค้นให้พวกเขา!”
“ฉันจะไม่ทนอีกแล้ว!!” พูดจบ จ้าวอี้ก็เตรียมจะใช้พลังของผีร้าย ออกไปล่าหลั้วหยางให้ถึงตาย!
หนีหลบซ่อนอยู่เช่นนี้ทั้งวันทั้งคืน มีแต่จะต้องทนทุกข์ทรมานกับความรู้สึกผิดในใจ สู้เดิมพันครั้งสุดท้ายยังจะดีกว่า อย่างน้อยหากต้องตาย เขาก็จะมีหน้ากลับไปพบพี่น้องในนรกได้อย่างไม่ต้องอาย!
เจิงเซิ่งมองเห็นแววตาที่แน่วแน่ของเขา ก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ดวงตาเขาเปล่งประกายวูบไหว รีบร้องขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อน! ในเมื่อจะสู้ตายอยู่แล้ว ก็ลองควบคุมผีตนนั้นให้ได้เสียก่อน!”
“ถ้าทำสำเร็จ พวกเราจะมีโอกาสฆ่าหลั้วหยางได้แน่นอน ล้างแค้นแทนพวกพ้องได้อย่างสาสม!”
จ้าวอี้ที่กำลังจะลงมือก็ชะงักนิ่ง แม้อยากจะสู้สุดชีวิต แต่เขาก็ยังไม่ถึงขั้นเสียสติจนไร้เหตุผล
ถ้าหากสามารถควบคุมมันได้จริงล่ะก็ เขาจะได้ครอบครองอาณาเขตแห่งผี มีพลังอยู่ในระดับเดียวกับหลั้วหยาง
ไม่สิ! หากเขาสามารถควบคุมผีได้ถึงสองตน เขาจะเหนือกว่าหลั้วหยางเสียด้วยซ้ำ!
“ดีเลย! งั้นเอาแบบนี้แหละ!”
จากนั้น ทั้งสามก็เดินไปยังทางเดินลับ แล้วเปิดกลไกเข้าสู่ห้องใต้ดินลับใต้บ้านพักตากอากาศ
ในแสงไฟสลัว ห้องว่างเปล่าแห่งนั้นมีเพียงโลงศพทองคำตั้งอยู่โดดเด่นกลางห้อง กลิ่นอายประหลาดแผ่ซ่านออกมาไม่หยุด
จ้าวอี้จ้องมองโลงศพนั้นก่อนจะเดินเข้าไปด้วยก้าวอันมั่นคง หน้าตาแน่วแน่ไม่หวั่นไหว
ลี่ฝูกลับเต็มไปด้วยความกังวล แม้จะรู้ว่าหากแผนนี้สำเร็จ พวกเขาจะสามารถโต้กลับหลั้วหยางได้ หรืออาจถึงขั้นฆ่าเขาให้ตายได้ก็ตาม
แต่เขาไม่คิดเลยว่านี่จะสำเร็จจริง! ผีร้ายนั่นมันน่ากลัวเกินไป!
ถ้าตอนแรกเขาไม่รีบหนีไปเสียก่อน บางทีในกลุ่มผู้เสียชีวิตอาจมีชื่อของเขารวมอยู่ด้วยก็ได้
เจิงเซิ่งจ้องโลงศพตาไม่กะพริบ พลันแววตาก็พลันเปลี่ยนไป คล้ายตัดสินใจอะไรบางอย่าง เขาจึงรีบร้องขึ้นว่า
“เดี๋ยวก่อน!”
…
กลางดึก…
รถตู้คันหนึ่งแล่นเข้ามาอย่างช้าๆ แล้วจอดนิ่งที่หน้าอาคารทงเถียน
ร่างคนสามคนรีบลงจากรถทันที แล้วช่วยกันยกโลงทองคำลงมาวางบนทางเดินด้านหน้า
โดยไม่พูดพร่ำ หนึ่งในนั้นเตะฝากโลงอย่างแรง ฝาโลงกระเด็นเปิดดัง “ปึง!” กระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
ทันใดนั้น ทั้งสามคนก็พุ่งหลบเข้าไปในร้านค้าตรงข้ามราวกับหนูที่เจอแมว!
ในขณะนั้นเอง กลุ่มหมอกสีดำข้นคลั่กพลุ่งทะลักออกจากโลงศพ ราวกับควันระเบิดแผ่พวยพุ่งเข้าปกคลุมพื้นที่รอบข้างในพริบตา
เพียงชั่วครู่ โลกทั้งใบก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความมืดเยือกเย็นสุดขั้ว
ท้องฟ้ายามค่ำหายไป เงาเมฆสีเทาจางหาย แทนที่ด้วยม่านดำสนิทอันมืดมนดั่งผืนผ้า ทอดคลุมทับทุกสิ่งในโลกไว้ทั้งหมด
“ฟู่ว…” สายลมแผ่วเบาพัดผ่าน กลิ่นอายที่เหมือนเป็นลมหายใจของผีร้าย แผ่คลุ้งไปด้วยความมืดดำ ม้วนตัวเป็นลมดำพัดกระจายไปทุกทิศ
เพียงไม่นาน ลมดำก็กระจายออกไปสุดสายตา ในโลกที่มืดมิดราวกับหมึกข้นนี้ สายตาไม่อาจมองเห็นสิ่งใด แม้แต่แสงสว่างเพียงเล็กน้อยก็ไม่ปรากฏอีก
“เชี้ยเอ๊ย! ต่อให้เห็นภาพนี้มาแล้วกี่ครั้ง ใจก็ยังโคตรหวั่นทุกที!” ลี่ฝูสบถ สีหน้าตึงเครียดอย่างสุดขีด
จ้าวอี้กับเจิงเซิ่งไม่ได้ตอบกลับ แต่สีหน้าหนักอึ้งอย่างเห็นได้ชัด ทั้งคู่เองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน
จ้าวอี้กลั้นไม่อยู่ เอ่ยขึ้นเสียงต่ำ “แบบนี้มันจะได้ผลจริงเหรอ?”
“วางใจเถอะ วิธีนี้น่าเชื่อถือกว่าการพยายามควบคุมมันด้วยพลังเพียงลำพังแน่นอน!” เจิงเซิ่งตบไหล่จ้าวอี้เบาๆ คล้ายปลอบโยนและให้กำลังใจ
เดิมที จ้าวอี้เตรียมจะควบคุมผีร้ายนี่ด้วยตนเองจริงๆ แต่แผนการที่วางไว้นั้น ที่แท้ก็คือเจิงเซิ่งเสนอขึ้นมาทันทีเพื่อดึงสติไม่ให้เขาพุ่งออกไปตายเสียเปล่า
หากจ้าวอี้ไม่ได้มีความสามารถสูงขนาดนี้ และเจิงเซิ่งยังจำเป็นต้องพึ่งพาเขาอยู่ละก็ ป่านนี้คงปล่อยให้เขาตายไปนานแล้ว
แต่เมื่อได้เห็นด้วยตาตนเองในห้องใต้ดิน เจิงเซิ่งก็เริ่มรู้สึกเสียใจ!
พลังของผีตนนี้ช่างร้ายกาจ ประกอบกับอาณาเขตแห่งผี หากจัดระดับตามมาตรฐานของสำนักงานใหญ่ อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า “ระดับ A”
มันเป็นพลังที่เขาไม่อาจต้านทานได้จริงๆ และเขาเอง… ก็ไม่อยากมอบพลังนี้ให้ใคร!
แม้ตอนนี้จะยังไม่กล้าควบคุมมันด้วยตัวเอง แต่หากวันหนึ่งเขาค้นพบวิธีได้ล่ะ?
ด้วยความโลภที่ล้นเอ่อ เจิงเซิ่งจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบขวางจ้าวอี้ไว้ แล้วเสนอแผนใหม่ทันที
นั่นคือ! ปล่อยผีร้ายนี่ออกมา แล้วใช้มันลอบฆ่าหลั้วหยางให้ตายไปเสีย!!
ต้องรู้ไว้ว่าในตอนที่ กลุ่มจวี่อี้ถัง จับผีตนนี้ไว้ได้ พวกเขาต้องแลกด้วยชีวิตของสมาชิกไปกว่าครึ่ง
แต่ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงเข้าใจพลังของผีตนนี้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้!
หากวางแผนให้รัดกุมพอ โอกาสลอบฆ่าหลั้วหยางให้ตาย ย่อมสูงกว่าการฝืนควบคุมมันด้วยตัวเองหลายเท่า!
(จบบท)