- หน้าแรก
- ความเร้นลับคืนชีพ : สายโลหิตแห่งซากศพ
- บทที่ 8 - ไม่รู้
บทที่ 8 - ไม่รู้
บทที่ 8 - ไม่รู้
หลั้วหยางก้าวช้าๆ ออกจากพุ่มไม้ พลันหันกลับไปมอง ก็เห็นชายชราสวมเสื้อยาวทั่วทั้งใบหน้าเป็นสีหม่นคล้ำ ปกคลุมด้วยจ้ำศพและร่องรอยเน่าเปื่อย ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่อีกฝ่ายปรากฏอยู่บนทางเดินกลางแนวต้นไม้เขียว
ชายชราคนนั้นก้าวเดินอย่างแข็งทื่อ เชื่องช้า แต่ละก้าวพุ่งตรงเข้าหาฟางจิ้ง
แล้วความมืดดำข้นคลั่กก็ปะทุขึ้น ราวกระแสน้ำไหลทะลักออกมาฉับพลัน กลืนกินเงาร่างของชายคนนั้นไปทั้งสิ้น พร้อมครอบคลุมพื้นที่พุ่มไม้จนมิด
รวมถึง… ฟางจิ้ง!
“อ๊า! หลั้วหยาง!!!” เสียงกรีดร้องที่อัดแน่นด้วยความหวาดกลัวและความเคียดแค้นแผดก้องออกมาจากความมืด
แต่แล้วก็ดับวูบลงทันที!
หลั้วหยางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ถึงจะไม่ได้เห็นสภาพศพของฟางจิ้งด้วยตาตัวเอง แต่ไม่ต้องเดาก็รู้… มันต้องงดงามน่าพิสมัยอย่างยิ่ง
หยางเจี้ยนยืนอยู่ข้างเขา สีหน้าไม่เห็นผิดแผกกับวิธีการของหลั้วหยางแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดแล้วฟางจิ้งเคยสอนบทเรียนให้เขารู้ว่า คนเราไม่ควรทำตัวใสซื่อเกินไป
เขาล้วงมือเข้าไปหยิบแผ่นกระดาษหนังคนขึ้นมาจากกระเป๋า มองหลั้วหยางพลางถามด้วยน้ำเสียงเรียบ “หลั้วหยาง นายรู้หรือเปล่าว่านี่คืออะไร?”
สายตาหลั้วหยางลึกซึ้งขึ้นชั่วขณะ ในใจครุ่นคิด… หยางเจี้ยนถึงกับยอมเอากระดาษหนังคนมาให้ฉันดูเชียวหรือ?
ดูท่าเขาจะเชื่อใจฉันมากจริงๆ ตั้งแต่ร่วมเป็นร่วมตาย ฝ่าความตายมาด้วยกัน รวมถึงเคยควบคุมผีร้ายด้วยกันมา ความสัมพันธ์ระหว่างเรานี้ แน่นหนายิ่งกว่าสหายสี่เหล็กตามคำร่ำลือเสียอีก!
หัวใจหลั้วหยางพลันพองโตอย่างลิงโลด ครั้งนี้คงกอดขาใหญ่ได้แน่นกว่าเดิมแน่นอน
ทว่าภายนอกยังคงสงบนิ่ง แสร้งทำหน้างุนงงพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ “ไม่รู้สิ แค่กระดาษเก่าๆ แผ่นหนึ่งไม่ใช่เหรอ?”
เขาพูดพลางมองผ่านๆ เหมือนไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
หยางเจี้ยนจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้าๆ “งั้นก็ไปกันเถอะ รีบออกจากที่นี่ดีกว่า”
“อืม รีบไปเถอะ เราต้องหาทางหนีออกจากอาณาเขตผีนี่ให้เร็วที่สุด ผีตาแก่คนเมื่อกี้น่ากลัวเกินไป!”
หลั้วหยางเห็นด้วยทันควัน แล้วทั้งคู่ก็รีบวิ่งกลับไปสมทบกับกลุ่มของจางเว่ย
ขณะเดียวกัน แววตาของหยางเจี้ยนก็ฉายแววครุ่นคิดลึกล้ำ ทำไมฉันถึงรู้สึกประหลาดเหมือนกับว่ากระดาษหนังคนนี่ เขาจงใจยกให้ฉัน?
แล้วในตัวเขาเอง… ยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกหรือเปล่า เหมือนกับตอนฟางจิ้งที่แอบซ่อนความลับไว้?
ตั้งแต่แรกที่เจอผีเคาะประตู เขาก็ตัดสินใจทำให้ตัวเองหูหนวกทันที พอในห้องน้ำก็รีบเร่งให้ฉันใช้เสียงเคาะประตู แถมยังบอกกุญแจสำคัญสำหรับการมีชีวิตรอดอย่างแม่นยำ
ราวกับเขารู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ว่าจะเกิดอะไร และต้องแก้ไขอย่างไร ความสามารถแบบนี้น่ากลัวยิ่งกว่า กระดาษหนังคนของฟางจิ้งนับร้อยนับพันเท่า!
หยางเจี้ยนถามขึ้นเสียงเย็น “หลั้วหยาง แล้วต่อจากนี้เราจะออกจากอาณาเขตผียังไง?”
ดวงตาหลั้วหยางหรี่ลงน้อยๆ ในใจพลันฉุกคิด! ดูเหมือนหยางเจี้ยนเริ่มจับพิรุธของฉันได้แล้ว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อก่อนมัวเอาแต่หนีหัวซุกหัวซุน ต่อให้หยางเจี้ยนจะสงสัยก็ไม่มีเวลาคิดลึกนัก
ตอนนี้พอควบคุมผีได้ หยุดการคุกคามของผีเคาะประตูชั่วคราว พอโยงเรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็จะมองเห็นความผิดปกติได้ไม่ยาก
แต่มองเห็นแล้วอย่างไร? ตราบใดที่ฉันไม่ยอมรับ เขาจะทำอะไรได้?
หลั้วหยางแสร้งทำสีหน้าเคร่งเครียด พูดเสียงเรียบ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อาณาเขตผีแบบนี้น่ากลัวเกินไป ฉันไม่เข้าใจจริงๆ”
“หรือบางทีคงต้องพึ่งนาย ถ้าฉันเดาไม่ผิด สองตานายมองทะลุความมืดนี้ได้ใช่ไหม?”
หัวใจหยางเจี้ยนกระตุกวูบ เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกหลั้วหยางเลยด้วยซ้ำ แต่กลับโดนอีกฝ่ายมองทะลุจนได้ ดูท่าว่าการควบคุมผีแต่ละตัวจะให้พลังที่แตกต่างกันออกไปอย่างเห็นได้ชัด
นึกถึงกระดูกวิญญาณของหลั้วหยางแล้ว หยางเจี้ยนก็พยักหน้าเล็กน้อย แต่ทันใดนั้นกลับนึกถึงบางอย่าง สีหน้ากระตุกเล็กน้อย
“แต่ฉันจำได้ ตอนที่ฟางจิ้งจะผลักนายเข้าห้องน้ำ นายบอกเองนี่ว่าจะพาฉันออกไปให้ได้!” สายตาของหยางเจี้ยนฉายแววระแวง
หลั้วหยางได้แต่ถอนหายใจเบาๆ สีหน้าดูเหนื่อยหน่าย “ตอนนั้นมันคับขัน ใครจะไม่พูดแบบนั้นบ้างล่ะ เพื่อให้รอดฉันก็ต้องเสี่ยงดู”
หยางเจี้ยนหรี่ตาลงอย่างจับผิด ถึงหลั้วหยางจะตอบมีเหตุผล แต่ในใจก็ยังรู้สึกคลางแคลง ว่าอีกฝ่ายอาจจงใจปิดบังบางอย่าง
ทำไมต้องปิดบัง? ถ้าออกไปได้เร็วก็ดีไม่ใช่หรือ? หรือเขาไม่รู้จริงๆ?
บางทีฉันอาจฝากความหวังไว้กับเขามากเกินไป จนคิดเองว่าหลั้วหยางจะพาทุกคนรอดได้ หยางเจี้ยนขบคิดเงียบๆ ขณะเดินกลับไปสมทบกับพรรคพวก
เมื่อจางเว่ยเห็นทั้งสองก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง “หยางเจี้ยน หลั้วหยาง พวกนายใจถึงชะมัด ยังมีหน้าวิ่งแยกกันไปอีก แล้วเป็นไง เจอฟางจิ้งไหม?”
“ตายแล้ว” หลั้วหยางตอบเสียงเรียบ
หยางเจี้ยนเสริม “เราเจอชายชราที่เคยเคาะประตูหน้าห้องเรียนตรงนั้น สถานที่แถวนั้นเข้าใกล้ไม่ได้อีกแล้ว เอาเป็นว่าตอนนี้ต้องรีบหาทางออก”
ทันใดนั้นทุกคนก็เหมือนลมหายใจสะดุด ความหวาดผวาท่วมท้นหัวใจกลับมาอีกครั้ง
“ทุกคนตามฉันมา!” หยางเจี้ยนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เวลานี้ไม่ว่าเรื่องจริงหรือไม่จริง เขาก็ต้องแบกรับหน้าที่นำทางให้ถึงที่สุด
ด้วยการนำของหยางเจี้ยนทำให้ทุกคนไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทาง ระหว่างทางก็เห็นได้ชัดว่ากำลังเคลื่อนตัวออกห่างอาณาเขตผีมากขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูโรงเรียน
ซุ้มป้อมยามว่างเปล่า ถนนหน้าโรงเรียนก็เงียบงันอย่างน่าขนลุก
หยางเจี้ยนมองซ้ายขวาไปตามถนน จนเห็นว่าปลายถนนถูกกลืนหายเข้าไปในเงามืดหนาแน่น ราวกับเป็นประตูสู่นรก แม้แต่ทางด้านหลังก็ถูกความมืดกลืนกินไม่ต่างกัน ราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
สมแล้ว… อาณาเขตผีคือพื้นที่โดดเดี่ยวพิเศษ ต่อให้เดินก็ไม่อาจออกไปได้ โดยสัญชาตญาณ หยางเจี้ยนหันไปมองหลั้วหยาง เห็นอีกฝ่ายนั่งพักบนแท่นปูน ใบหน้าเหม่อลอย สายตาว่างเปล่าเหมือนคนเหนื่อยล้าอย่างที่สุด
หยางเจี้ยนเองก็รู้สึกอ่อนแรงขึ้นมาทันที พลังของผีร้ายไม่อาจพยุงร่างมนุษย์ธรรมดาได้ตลอดไป
เมื่อเห็นว่าหลั้วหยางไม่คิดจะพูดอะไร เขาเองก็ถอนหายใจแล้วนั่งลงบนแท่นปูนอีกตัว ปล่อยให้ร่างกายได้พักและขบคิดในใจ
สักพักหนึ่ง มีเสียงคนพูดกันว่าลองโทรศัพท์ หยางเจี้ยนก็นึกขึ้นได้ รีบหยิบมือถือดาวเทียมออกมากดหมายเลข ‘138’
นี่คือเบอร์ที่ เล่ยเตี้ยนฝ่าวาง เคยทิ้งไว้ในเว็บบอร์ด
เขาต้องการรู้ว่าคนนั้นยังปลอดภัยหรือเปล่า ถ้าไม่! มือถืออาจตกไปอยู่ในมือของผู้ควบคุมวิญญาณต่างชาติอย่างโจวเจิ้ง แต่ถ้าคนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ก็อาจมีวิธีบอกหนทางหลบหนีจากอาณาเขตผีนี้!
เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น “กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง”
เสียงเรียกเข้าก้องสะท้อนกลางโรงเรียนที่เงียบสงัด แทรกเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนอย่างคมกริบ ราวกับมีบางสิ่งจ้องฟังอยู่
มือถือของ เล่ยเตี้ยนฝ่าวาง อยู่ในโรงเรียน!?
ดวงตาของหยางเจี้ยนหดแคบลงฉับพลัน รีบตัดสายโดยไม่รอช้า
บัดซบ! โพสต์นั่นมันกับดักชัดๆ!
‘ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด’ เสียงเรียกเข้าอีกครั้งดังขึ้น คราวนี้เป็นโทรศัพท์ดาวเทียมของโจวเจิ้งที่มีสายเข้ามา หยางเจี้ยนเหลือบมองหน้าจอ ชีพจรแทบหยุดเต้น
เบอร์โชว์ขึ้น ‘138’
เลขเดียวกันกับของเล่ยเตี้ยนฝ่าวาง! เขา…โทรกลับมา!?
ความหวาดผวาแล่นปราดเข้ากัดกินหัวใจทุกคน เมื่อเห็นแม้แต่หยางเจี้ยน ผู้เป็นเหมือนศูนย์รวมความหวัง ยังเผยสีหน้าหวาดกลัว พวกเขายิ่งแตกตื่นกระเจิดกระเจิง
แล้วราวกับคำสาป โทรศัพท์ของเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ก็ดังขึ้นต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย พอหยิบมาดูก็ขึ้นเลข ‘138’ เหมือนกันทั้งหมด
“อย่า! ห้ามรับเด็ดขาด!” หยางเจี้ยนตะโกนเสียงแข็ง
แต่ในกลุ่มคนมากมาย ย่อมมีสักคนที่โง่เกินควบคุม เด็กหนุ่มชื่อ ‘เฉียนวั่นห่าว’ กดรับสายไปอย่างไม่รู้ตัว
“ตึก! ตึก! ตึก!” เสียงเคาะประตูอันอึดอัดทุ้มต่ำแผ่วลอดมาตามสาย หนาหนักจนเหมือนจะกดทับทุกลมหายใจให้ขาดสะบั้น
“เฉียนวั่นห่าว! แกเป็นหมูโง่หรือไง!?” เสียงต่อว่าดังขึ้นระงมรอบด้าน หยางเจี้ยนกัดฟันปิดสายด้วยสีหน้าหนักอึ้ง ความรู้สึกเย็นเยียบไหลผ่านสันหลัง
ผีตาแก่นั่น กำลังจะมา!!
เขาหันไปมองหลั้วหยางอย่างมีความหวัง เหมือนจะรอให้ช่วยชี้แนะอะไรสักอย่างเหมือนที่เคยทำในอาคารเรียน
ทว่าภาพที่เห็นคือ หลั้วหยางกำลังเหลียวมองรอบตัวอย่างร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจนควบคุมไม่อยู่ สั่นสะท้านไม่ต่างจากคนทั่วไป
ความเยือกเย็นและไหวพริบที่เขาเคยแสดง… หายไปหมดสิ้น!
หยางเจี้ยนมองสีหน้าของหลั้วหยาง มันดูสมจริงเกินกว่าจะเสแสร้ง เขากัดฟันสะกดความตื่นตระหนกเอาไว้ พยายามบังคับหัวใจให้สงบลง
ฉันคงหวังพึ่งเขาไม่ได้อีกแล้ว ถึงเวลาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง!
ความคิดพลุ่งพล่านวิ่งชนกันในสมอง หยางเจี้ยนพยายามรวบรวมทุกเบาะแส ทั้งโพสต์ในเว็บบอร์ด เรื่องราวในนิยาย ไฟล์เสียงประหลาด ชายชราที่เคาะประตู รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ต้องสาป
สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปเพียงอย่างเดียว!
นี่คือกับดักต้องสาป ที่ผีร้ายใช้แพร่กระจายอำนาจของมัน!!
ส่วนวิธีออกไปเด็กหนุ่มที่เพิ่งเคยเจอผีเป็นครั้งแรกอย่างเขา จะนึกออกได้อย่างไร เขาไม่ใช่ปีศาจผู้มองเห็นอนาคตแบบฟางจิ้ง
“เดี๋ยวสิ! ฟางจิ้งกับอนาคต” สีหน้าหยางเจี้ยนพลันฉายแววระลึกได้ “กระดาษหนังคน!”
เขารีบล้วงเข้าไปในกระเป๋า คว้ากระดาษหนังคนสีคล้ำที่ยัดไว้ออกมาอย่างลนลาน ในใจหลั้วหยางที่เฝ้าสังเกตอยู่ข้างๆ พลันถอนหายใจโล่งอก
ดีแล้ว… ในที่สุดก็จำได้เสียที ต่อจากนี้ก็ต้องเล่นบทบาทต่อไปให้สมจริงเท่านั้น ใบหน้าหลั้วหยางคลี่ยิ้มจาง
แต่แล้วเสียงของจางเว่ยที่สั่นเครือก็ดังขึ้นจากข้างๆ “หยะ หยางเจี้ยน มองดูนั่นสิ!”
ทุกคนหันขวับไปตามนิ้วชี้ และขาก็แทบหมดเรี่ยวแรงในบัดดล
ความมืดดำข้นราวหมึกกำลังกลืนกินทุกสิ่งอย่างเชื่องช้า เศษอาคาร ถนน ต้นไม้ เสาไฟ กลายเป็นภาพสีซีดเน่าเปื่อย แผ่นคอนกรีตขึ้นรา ต้นไม้เหี่ยวเฉา สนิมเกาะเสาไฟจนเอนคลอนจะล้ม
และท่ามกลางความตายคลืบคลานนั้น ร่างชายชราสวมเสื้อคลุมสีดำเต็มไปด้วยปื้นศพ ใบหน้าหม่นคล้ำเกือบไร้ชีวิต ก้าวเท้าแข็งทื่อช้าๆ มุ่งหน้ามาทางพวกเขา
“ตึก!”
“ตึก! ตึก!”
“ตึก! ตึก! ตึก!” เสียงฝีเท้าสม่ำเสมอเย็นเยียบ ทะลวงหัวใจเหมือนค้อนกระแทก
หยางเจี้ยนแทบไม่สนใจเสียงร้องโวยวายของคนรอบตัว รีบกางกระดาษหนังคนในมือออกทันที บรรทัดหมึกสีคล้ำปรากฏชัด
“เช้ามืดวันที่ยี่สิบสอง มิถุนายน เวลา 05.00 น. พวกเราเห็นอาณาเขตผีอีกครั้ง ใช่! ผีนั่นกลับมาแล้ว”
หลั้วหยางขยับตัวเข้ามายืนใกล้ มองชายชราที่เคลื่อนตัวมาด้วยสีหน้าเยือกเย็น หยางเจี้ยนเอ่ยถามกับกระดาษหนังคนเป็นระยะ พยายามหาคำตอบ
“หน้าห้องน้ำ ตอนนั้นเขาเคาะประตู แต่ฉันไม่ได้ยิน จึงรอดมาได้”
“มีเพียงผีเท่านั้นที่จะต่อกรกับผีได้ ถ้าอยากหนีออกจากอาณาเขตผี ก็ต้องใช้อีกอาณาเขตหนึ่ง”
“ฉันพยายามใช้แล้ว แต่ล้มเหลว”
“05.30 น. พวกเราทุกคนตายหมด” หลั้วหยางยืนฟังเงียบๆ ลอบมองบรรทัดเหล่านี้ทีละคำ ขนลุกวาบกับความน่าพรั่นพรึงของข้อความ
ไม่นาน หยางเจี้ยนก็ถามไล่ข้อมูลรัวๆ ต่อ
“เวลา 05.20 น. ถ้าลองเปิดตาให้มากกว่านี้ อาจใช้ได้ผล”
“05.22 น. ฉันตัดสินใจเพิ่มจำนวนตา”
“05.24 น. ฉันกินดวงตาอีกหนึ่งข้าง ตอนนั้นฉันมีตาทั้งหมดหกดวง จึงควบคุมอาณาเขตผีได้สำเร็จ” หยางเจี้ยนอ่านถึงบรรทัดนี้ ร่างถึงกับชะงักไป แต่ก็รู้ทันที! ว่าไม่มีทางเลือกอีกแล้ว!
เขากัดฟันแน่น ก่อนจะโน้มตัวลง ใช้ปากงับไปยังลูกตาบนแขนของตัวเอง แล้วกัดเต็มแรง หลั้วหยางมองภาพนั้นด้วยความสะท้านใจ
กัดตัวเอง ใครก็ทำได้!!
แต่กัดจนหลุดเป็นก้อนเนื้อ แถมเป็นดวงตาของผี! คนทั่วไปไม่มีวันทำได้แน่นอน
ในขณะรู้สึกขนลุก หลั้วหยางก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองที่เคยแทงทะลุแก้วหูจนขาดเพื่อหนีผี ก็บ้าคลั่งไม่ต่างกัน
บางทีสิ่งที่เรียกว่า “ความอยู่รอด” ในโลกอันบิดเบี้ยวนี้ มันก็คือความวิปลาสไม่แพ้กัน!
(จบบท)