- หน้าแรก
- ข้าคือปรมาจารย์แห่งเต๋า หนึ่งเดียวในใต้หล้า
- บทที่ 27 - เนตรทิพย์
บทที่ 27 - เนตรทิพย์
บทที่ 27 - เนตรทิพย์
บทที่ 27 - เนตรทิพย์
◉◉◉◉◉
ทุกๆ เช้าตรู่ จะเห็นจางเยี่ยนถือกระบี่ไม้เล่มหนึ่งร่ายรำอยู่นอกกระโจมในที่พักของกองธงลาดตระเวน มองเผินๆ แล้วก็เหมือนเด็กเล่นขายของไม่มีผิด คนที่เห็นแล้วแอบหัวเราะเยาะในใจมีอยู่ไม่น้อย
แต่ไม่มีใครกล้าไปเอะอะต่อหน้าจางเยี่ยน แม้ตอนนี้ชื่อเสียงด้าน "ศาสตร์นอกขนบ" ของเขาจะโด่งดังไปทั่วป้อมปราการเขาหลังปลาแล้ว แต่หลายคนก็ยังมองว่าเขาเป็นคนบ้าอยู่ดี อย่างน้อยก็เป็นคนบ้าครึ่งๆ กลางๆ
แต่ก็มีคนตาแหลมเช่นกัน อย่างเช่นเหล่านักยุทธ์ที่ศึกษาเพลงดาบเพลงกระบี่อยู่บ้าง พวกเขากลับมองออกว่าท่วงท่าที่จางเยี่ยนฝึกฝนอย่างขะมักเขม้นทุกวันนั้นไม่ใช่การร่ายรำแบบเด็กเล่นอย่างแน่นอน แต่เป็นเพลงกระบี่ที่ไม่ธรรมดาเลย อีกทั้งยังมีรูปแบบที่แตกต่างจากเพลงกระบี่ส่วนใหญ่ ไม่ได้เน้นความหนักหน่วงเปิดเผย แต่กลับมีความพลิ้วไหวและแยบยลกว่า ทั้งยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความองอาจอย่างน่าประหลาด
นักยุทธ์หลายคนสงสัยว่าทำไมจางเยี่ยนต้องฝึกเพลงกระบี่ ทั้งๆ ที่เขาไม่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้เลย
พอไปถามก็โดนตอกกลับจนพูดไม่ออก
"หา ข้ารำกระบี่ก็เพื่อบริหารร่างกายยืดเส้นยืดสายเท่านั้นเอง"
แล้วจะทำอะไรได้เล่า
ก็มีคนอยากจะเรียนรู้เพลงกระบี่ชุดนี้เช่นกัน แต่จะให้ไปขอจากจางเยี่ยนตรงๆ ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก อีกอย่างอีกฝ่ายยังมีสถานะเป็นผู้มาจากสายธารแห่งศาสตร์นอกขนบอันลึกลับ ใครจะรู้ว่ามีกฎเกณฑ์หยุมหยิมอะไรบ้าง อาจจะถ่ายทอดให้คนนอกไม่ได้ง่ายๆ ดังนั้นทุกคนจึงเลือกที่จะแอบมองอยู่ห่างๆ ในเมื่อเจ้าออกมาฝึกกระบี่ข้างนอก ข้าขอดูหน่อยคงไม่เป็นไรกระมัง
น่าเสียดายที่จางเยี่ยนฝึกฝนเพลงกระบี่ชักนำปราณ ซึ่งเป็นวิชาของเต๋าอย่างแท้จริง ท่ากระบี่เป็นเพียงเปลือกนอก หัวใจสำคัญที่แท้จริงคือคำว่า "ชักนำปราณ" คนนอกที่ไม่เข้าใจการบำเพ็ญเพียรและไม่รู้จักการชักนำปราณ ต่อให้เรียนรู้ท่าร่างไปก็มีแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่จางเยี่ยนไม่จำเป็นต้องใส่ใจเลย
ยิ่งการบำเพ็ญเพียรของเขาสูงขึ้น จางเยี่ยนก็ยิ่งตระหนักว่าวิชายุทธ์ของแดนรกร้างสวรรค์กับวิชาอาคมและวิถีแห่งเทพที่เขาได้มาจากโลกเดิมนั้น เป็นคนละเส้นทางกันโดยสิ้นเชิง มีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล
ความแข็งแกร่งของนักยุทธ์นั้น ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาจางเยี่ยนก็ได้ประจักษ์มาแล้ว นักยุทธ์ระดับบ่มเพาะกายยังพอว่า มองเผินๆ นอกจากจะคล่องแคล่วว่องไว พละกำลังมากกว่า และร่างกายทนทานต่อการโจมตีได้ดีกว่าแล้ว ก็ไม่ได้แตกต่างจากทหารทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดนัก แต่เมื่อนักยุทธ์ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเบิกพลังเมื่อไหร่ นั่นแหละคือความแตกต่างอย่างแท้จริง
อย่างเช่นฉินฮ่าวที่จางเยี่ยนคุ้นเคยที่สุด ก็เป็นนักยุทธ์ระดับขอบเขตเบิกพลังขั้นกลาง เขามีพลังยุทธ์ภายใน ทุกการเคลื่อนไหวสามารถปลดปล่อยพลังมหาศาลนับพันชั่งได้ ทั้งยังสามารถใช้ทักษะยุทธ์อันทรงพลังได้อีกด้วย
ในมุมมองของจางเยี่ยนแล้ว พลังของทักษะยุทธ์นั้นมีแก่นแท้เช่นเดียวกับวิชาอาคม คือการดึงพลังจากฟ้าดินมาใช้ เพียงแต่รูปแบบการแสดงออกแตกต่างกัน พลังของทักษะยุทธ์จะเน้นการดึงพลังฟ้าดินมาเสริมความแข็งแกร่งให้ตนเอง ส่วนวิชาอาคมจะเน้นการควบคุมพลังฟ้าดินเป็นหลัก โดยตนเองเป็นเพียงผู้ชี้นำ
ดังนั้น หากจะให้ตัดสินว่าวิชายุทธ์ วิชาอาคม หรือวิถีแห่งเทพ อย่างไหนแข็งแกร่งกว่ากัน ตอนนี้จางเยี่ยนยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะตัดสินได้ เขายังรู้สึกว่าการเปรียบเทียบเช่นนี้ไม่มีความจำเป็นเลยด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นคนละเส้นทางกันอยู่แล้ว
ยกตัวอย่างเช่นวิชายุทธ์เท่าที่จางเยี่ยนเคยเห็นและเคยรู้มา ล้วนแต่อยู่บนพื้นฐานของคำว่า "ยุทธ์" ทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ใช้เพื่อเสริมสร้างร่างกายและใช้ในการต่อสู้ ส่วนด้านอื่นๆ นั้นมีน้อยมาก แต่วิชาอาคมของลัทธิเต๋านั้นแตกต่างออกไป แม้แต่ผู้เริ่มต้นอย่างจางเยี่ยนก็ยังมีวิชามากมายที่ไม่ได้ใช้ในการต่อสู้
วิชาโล่ปราณเบญจธาตุและเพลงกระบี่ชักนำปราณล้วนเป็นวิชาป้องกันตัวของจางเยี่ยน เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปี เขาสามารถใช้วิชาทั้งสองนี้ได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ถึงจะยังไม่ถึงขั้นปรมาจารย์แต่ก็ถือว่าใช้การได้ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ในใจเขาก็เริ่มว่าง จึงคิดจะเลือกวิชาอีกแขนงหนึ่งมาไว้ป้องกันตัว
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อ "เอาชีวิตรอด" แต่เป็นการสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองเสียมากกว่า
ตั้งแต่เล็กจนโตเขาติดตามอาจารย์ท่องไปในตำราและบันทึกต่างๆ ของเขาหลงหู่ซาน ได้ซึมซับเรื่องราวความรุ่งโรจน์และความมหัศจรรย์ของยุคแห่งตำนานมาโดยตลอด สิ่งที่เขาสงสัยใคร่รู้มากที่สุดคือ "อีกด้านหนึ่งของโลก" ที่ว่ากันว่า "ตาเนื้อของปุถุชน" ไม่สามารถมองเห็นได้ ความคิดนี้เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาจนไม่อาจอดทนได้อีกต่อไปหลังจากที่เขาลงหลักปักฐานและการบำเพ็ญเพียรก็ก้าวหน้าไปมากแล้ว
แม้ว่าหอคอยในลูกแก้วหมื่นลักษณ์จะยังคงเปิดให้จางเยี่ยนเข้าไปได้เพียงชั้นแรก แต่ภายในนั้นกลับมีวิชาอาคมมากมายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า เขาสามารถเลือกวิชาที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย นั่นคือวิชาเนตรหยินหยาง
ในฐานะชาวจีนที่เติบโตมากับตำนานเทพเจ้าและปีศาจ จางเยี่ยนจะไม่สนใจตาทิพย์หยินหยางได้อย่างไร
ในเมื่อวิชาเนตรหยินหยางอยู่ในชั้นแรกของหอคอยในลูกแก้วหมื่นลักษณ์ ก็หมายความว่ามันไม่ใช่วิชาที่ลึกล้ำอะไรมากมายนัก เป็นเพียงวิชาระดับเริ่มต้นเท่านั้น
บางทีสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว การแยกแยะคนกับผีได้ในพริบตา การมองเห็นโลกหยินและโลกหยางได้อย่างชัดเจน อาจเป็นเพียงทักษะพื้นฐาน ดังนั้นจึงไม่นับว่าลึกล้ำกระมัง
หลังจากที่จางเยี่ยนสัมผัสลูกแก้วสีทองที่เป็นตัวแทนของวิชาเนตรหยินหยางแล้ว สติของเขาก็กลับคืนสู่ร่าง ในสมองของเขาก็มีเคล็ดวิชาและเคล็ดลับทั้งหมดของวิชาเนตรหยินหยางปรากฏขึ้นมา สิ่งที่เขาต้องทำคือเริ่มฝึกฝนตามข้อมูลเหล่านี้
วิชาเนตรหยินหยางนั้นไม่ยากจริงๆ หลังจากที่จางเยี่ยนศึกษาอย่างละเอียดแล้วก็รู้สึกว่ามันง่ายกว่าวิชาโล่ปราณเบญจธาตุและเพลงกระบี่ชักนำปราณเสียอีก
แต่หลังจากฝึกฝนติดต่อกันสามวัน นอกจากจะรู้สึกว่าราบรื่นดีแล้ว จางเยี่ยนก็ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอื่นใด
ตามคำอธิบายของวิชาเนตรหยินหยาง คือการรวบรวมพลังปราณไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้าง แล้วใช้วิธีการพิเศษค่อยๆ คัดแยกพลังหยางและพลังหยินออกจากกัน สุดท้ายก็ใช้มันเคลือบการมองเห็นราวกับแผ่นกรองแสง ก็จะสามารถมองเห็นสิ่งชั่วร้ายที่ปกติแล้วตาเปล่ามองไม่เห็นได้ หรือที่เรียกกันว่าผีนั่นเอง
"ตามที่อธิบายไว้ในวิชาเนตรหยินหยาง ตอนนี้ข้าควรจะเบิก 'เนตรหยินหยาง' ได้แล้วสิ เหตุใดไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่เคยเห็นสิ่งชั่วร้ายเลย"
สมัยที่อยู่บนโลกเดิมจางเยี่ยนไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา แม้ว่าตัวเขาเองจะหาประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้ได้มากมายก็ตาม แต่หลังจากมาถึงแดนรกร้างสวรรค์ เขาก็เพิ่งเข้าใจว่าตนเองคิดง่ายเกินไป ตอนนี้เขาเชื่อ แต่กลับไม่กลัว เพราะเบื้องหลังของเขามีสำนักเขาหลงหู่ซานอันยิ่งใหญ่ค้ำจุนอยู่ ตัวเขาเองตอนนี้ก็เป็นคนของลัทธิเต๋าแล้ว จะไปกลัวสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร
ทั่วทั้งป้อมปราการเขาหลังปลา แทบทุกวันจะมีคนตาย สะสมมาเนิ่นนานขนาดนี้กลับไม่มีผีแม้แต่ตัวเดียว
สิ่งเดียวที่ทำให้จางเยื่อนตระหนักว่าเนตรหยินหยางของเขาไม่ได้ไร้ผลคือ แม้เขาจะมองไม่เห็นผี แต่เขากลับมองเห็นดวงวิญญาณได้ ทหารที่ตายอยู่ใต้กำแพงเมืองหรือในค่ายพยาบาล หลังจากตายแล้วก็จะมีดวงวิญญาณลอยออกมา แต่ไม่นานก็จะสลายหายไปราวกับหิมะ
เมื่อกายดับวิญญาณก็ออกจากร่าง สมควรจะกลับคืนสู่ฟ้าดิน แต่เพราะถูกกิเลสตัณหารบกวน ก่อเกิดเป็นกรรม ชะลอวัฏจักรแห่งฟ้าดิน ถูกความยึดติดผูกมัดจนหลงทาง เข้าสู่ภพภูมิแห่งภูตผีรบกวนโลกมนุษย์
จางเยี่ยนไม่เชื่อว่าทหารที่ตายในสนามรบเหล่านี้จะมีจิตใจสงบปราศจากห่วงกังวล และสามารถ "กลับคืนสู่ฟ้าดิน" ได้อย่างสงบสุขทุกคน เขาเห็นชัดๆ ว่าหลายคนหลังจากตายแล้ว ดวงวิญญาณมีสีหน้าถมึงทึงไม่ยอมแพ้ แต่ก็ยังคงสลายหายไป ดูไม่เหมือนกับคำอธิบายเรื่องผีในตำราของสำนักเขาหลงหู่ซานเลย
คิดไปคิดมา จางเยี่ยนไม่คิดว่าวิชาเนตรหยินหยางของเขาหลงหู่ซานจะมีปัญหาอะไร เหตุผลเดียวที่เขาไม่เห็นผี น่าจะมาจากสถานที่ที่เขาอยู่มันไม่ธรรมดา
"ป้อมปราการคือดินแดนของทหาร ไอสังหารรุนแรงเสียดฟ้า บรรยากาศในกองทัพก็แข็งกร้าวดั่งตะวัน อาจจะเป็นเพราะเหตุผลเหล่านี้หรือเปล่าที่ทำให้ที่นี่ไม่สามารถกำเนิดสิ่งชั่วร้ายหรือภูตผีได้" จางเยี่ยนคาดเดาในใจ
[จบแล้ว]