- หน้าแรก
- ลูกเต๋าในห้วงมืด : เสียงเพรียกแห่งคธูลู
- บทที่ 48 การฆาตกรรมอันน่าตื่นตะลึง
บทที่ 48 การฆาตกรรมอันน่าตื่นตะลึง
บทที่ 48 การฆาตกรรมอันน่าตื่นตะลึง
“นอกจากนี้นะ ผมยังเจอชื่อหนึ่งในเอกสาร… ชื่อที่ไม่ควรจะอยู่ในนั้นเลย ผมไม่คิดมาก่อนว่า เอ่อ…” พี่เหลยหยุดพูด คิ้วขมวดแน่นก่อนถอนหายใจยาวราวกับนึกถึงบางสิ่งที่เจ็บปวด
บรรยากาศรอบตัวพลันหนักอึ้งขึ้นมาในทันที
เห็นดังนั้น หลิวซิงรีบส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ทีน่า เธอก็เข้าใจทันที ก่อนยิ้มกว้างอย่างร่าเริงพลางพูดกับพี่เหลยว่า
“พี่เหลย อย่าปล่อยให้เราค้างแบบนี้สิ เล่าต่อเถอะคะ ว่าจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงลูกเต๋ากระทบโต๊ะก็ดังก้องขึ้นมาในห้อง
ทีน่า, การสนทนาฉับไว : 39/70, สำเร็จ
ทีน่า, การโน้มน้าว: 23/55, สำเร็จ
หลิวซิงเหลือบมองทีน่าด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าเธอจะทอยได้สูงขนาดนี้ แถมยังสำเร็จทั้งสองการทดสอบติดกัน นี่เป็นกลยุทธ์ใหม่งั้นหรือ? …แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เนื่องจากผลสำเร็จสองครั้งซ้อน พี่เหลยจึงพยักหน้าแล้วเริ่มพูดว่า
“ถ้าพวกเธออยากรู้เรื่องนี้จริง ๆ ก็ต้องให้สัญญาก่อนว่าจะไม่แพร่งพรายออกไปนะ เพราะนี่คือความลับภายใน หากพูดออกไปอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้”
ทั้งสามคนพยักหน้าโดยไม่ลังเล ต่างก็รู้ดีว่าข้อมูลที่พี่เหลยกำลังจะบอกต่อไปนั้นย่อมมีความสำคัญอย่างมาก
“เรื่องมันมีอยู่ว่า… ตอนผมเพิ่งเริ่มเข้าทำงานใหม่ ๆ ได้รับมอบหมายให้ดูแลความปลอดภัยในเทศกาลเก็บเกี่ยว เนื่องจากในอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่ค่อยมีงานใหญ่ ๆ มากนัก เทศกาลเก็บเกี่ยวจึงมักจะคึกคักไม่ต่างจากงานปีใหม่ ดึงดูดผู้คนมารวมตัวกันทุกปี”
“ตอนนั้นผมกำลังลาดตระเวนอยู่ ก็เจอเด็กชายคนหนึ่งที่พลัดหลงกับครอบครัว เลยพามาที่นี่ ศูนย์รับแจ้งเด็กหายมักจะถูกตั้งอยู่ตรงนี้ทุกครั้งในเทศกาลเก็บเกี่ยว เพราะถ้าเด็กหาย พ่อแม่ก็มักจะมาหาตรงนี้ก่อนเสมอ”
“พอผมถามชื่อ เด็กชายก็บอกว่าตัวเองชื่อ จี้เหลย ขณะที่ผมกำลังจะถามต่อว่า พ่อแม่ของเขาอยู่ที่ไหน เด็กคนนั้นกลับชี้ไปทางต้นท้อที่อยู่ด้านหลัง แล้วบอกว่าพ่ออยู่ตรงนั้น” พี่เหลยเล่าพลางชี้มือไปทางสวนท้อหลังวัด
หลิวซิงหันไปมองต้นท้อ แต่ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติอะไรนัก เพียงแต่ลำต้นของมันดูใหญ่หนากว่าต้นท้อทั่วไปมาก
“จี้เหลยวิ่งตรงไปทางต้นท้อทันที ผมเองหันกลับไปมอง ก็เห็นชายคนหนึ่งยืนยิ้มพลางโบกมือเรียกเขาอยู่ เด็กคนนั้นดีใจมาก รีบวิ่งไปหาผู้ชายคนนั้นด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ดูจากท่าทางแล้ว ผมก็คิดว่าเขาพบพ่อจริง ๆ หน้าที่ของผมคงจบลงแล้ว จึงหันไปทำงานรักษาความเรียบร้อยต่อ”
“หลังจากเทศกาลเก็บเกี่ยวครั้งนั้น ผมถูกส่งไปยังหรงเฉิงเพื่อเข้าร่วมการอบรมสืบสวนอาชญากรรม และอยู่ที่นั่นต่ออีกหลายปีกว่าจะกลับมาที่อำเภอนี้ คราวนั้นผมถูกย้ายไปทำงานเป็นนักสืบ จึงไม่ต้องมาดูแลเรื่องความปลอดภัยของเทศกาลอีก”
“จนกระทั่งปีที่แล้ว เกิดคดีเด็กหายในงานเทศกาลเก็บเกี่ยวอีกครั้ง ผู้ต้องสงสัยหลักคือพ่อของเด็ก เพราะครอบครัวนั้นหย่าร้างกันแล้ว เด็กอยู่กับแม่ วันนั้นเด็กมากับแม่ที่งานเทศกาล แต่แม่กลับพบว่าอยู่ ๆ เด็กก็หายไป พอออกตามหา ก็เห็นอดีตสามีของตัวเองกำลังพาเด็กขึ้นบันไดไปทางวัดเซียนเหอ เธอรีบวิ่งตามไป แต่พอไปถึงวัด ทั้งเด็กและพ่อกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย”
เด็กคนนั้นจึงถูกแจ้งหายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคดีก็ตกอยู่ในความรับผิดชอบของผม ผมจึงกลับมาตรวจสอบหาหลักฐานที่อาจช่วยไขปริศนา ระหว่างค้นหา ผมบังเอิญเจอชายชราผู้หนึ่งซึ่งยอมเล่า ‘ความลับ’ ให้ฟัง
เขาแนะนำให้ผมกลับไปตรวจแฟ้มเด็กหายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลก็คือผมพบรูปแบบประหลาด ทุกหนึ่งรอบใหญ่ หรือทุกสิบสองปี จะต้องเกิดคดีเด็กหายขึ้นหนึ่งครั้งเสมอ และทุกครั้งสมาชิกครอบครัวของเด็กก็จะหายไปพร้อมกัน โดยร่องรอยสุดท้ายล้วนพามาถึงวัดเซียนเหอ… และหนึ่งในนั้นก็คือ จี้เหลย เด็กชายที่ผมเล่าให้พวกเธอฟัง พร้อมทั้งพ่อของเขาด้วย”
พี่เหลยเล่าจนจบ สีหน้าก็หม่นหมองลงอีกครั้ง
“พี่เหลย อย่าโทษตัวเองเลย…” อากิระ อาคาชิ อยากจะปลอบ แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
ในตอนนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของหลิวซิง
‘กลายเป็นข้าทาสภูตของเสือ’
ตำนานเก่ากล่าวไว้ว่า… ผู้ที่ถูกเสือกิน จะกลายเป็นภูตวิญญาณรับใช้เสือ คอยล่อลวงผู้อื่นให้ตกเป็นเหยื่อเช่นกัน
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า… ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคดีเด็กหายเหล่านี้ ล้วนแต่กลายเป็นภูตทาสเสือ เหมือนกับพ่อของจี้เหลย ที่ล่อลวงลูกชายของตัวเองไป!
สำหรับคำว่า “เสือ” หลิวซิงมั่นใจว่า มันคงไม่ใช่สัตว์ธรรมดา แต่เป็นอสูรในตำนาน… และมันก็คงสิงสู่อยู่ใน วัดเซียนเหอ แห่งนี้!
ทว่ามีสิ่งที่ทำให้หลิวซิงงุนงง เหตุใดเสือตนนั้นจึงต้องทำเรื่องวุ่นวายให้ซับซ้อนนัก? ในเมื่อเป็นอสูรในตำนาน การล่าเด็กสักคนย่อมง่ายดายยิ่ง จะไปลำบากสร้างทาสภูตขึ้นมาเพื่ออะไร?
ในความคิดของหลิวซิง การสร้างภูตเหล่านี้ย่อมสิ้นเปลืองเวลาและแรงมากกว่าคุ้ม แล้วทำไมเสือ ถึงยอมทำสิ่งที่ดูไร้ประโยชน์เช่นนี้?
เขาจ้องมองต้นท้ออีกครั้ง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ทว่า ลางสังหรณ์กลับบอกเขาว่า ต้นไม้เหล่านี้มีบางอย่างผิดเพี้ยนแน่นอน…
กระนั้น หลิวซิงก็มั่นใจได้แล้วว่า แม่ของหนานเสี่ยวเหนียว ก็น่าจะกลายเป็นหนึ่งในทาสภูตเหล่านี้ไปแล้วเช่นกัน
ขณะนั้นเอง หลี่หมิงกับเถียนเต้าก็เดินขึ้นบันไดมาถึงวัดเซียนเหอ จนได้พบกับศูนย์รับแจ้งเด็กหาย และมาสมทบกับหลิวซิงและคนอื่น ๆ
“เอ่อ ทำไมพวกนายถึงมานั่งกันอยู่ตรงนี้ล่ะ? แล้วเด็กน้อยไปไหน? เจอแม่ของเธอหรือยัง?” เถียนเต้าถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ
คำพูดนั้นดึงหลิวซิงกับคนอื่น ๆ ให้หลุดจากภวังค์ทันที พวกเขามัวแต่จดจ่ออยู่กับเรื่องเล่าของพี่เหลย จนลืมสนใจหนานเสี่ยวเหนียวไปเสียสนิท!
เหตุการณ์หักมุม!
นั่นคือสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของหลิวซิง เพราะระหว่างฟังความลับที่พี่เหลยเปิดเผย เขายังหันไปเหลือบดูหนานเสี่ยวเหนียวเป็นระยะ ๆ แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป เขากลับเผลอเลือนการจับตามองนั้นไปทีละน้อย
เขามั่นใจว่านี่คือ “กลวิธีเนื้อเรื่อง” ที่ KP เฉา จงใจใส่มา พลิกสถานการณ์ด้วยการบังคับให้หนานเสี่ยวเหนียวถูกดึงออกจากการควบคุมของพวกเขา!
หลิวซิงเคยเห็นลูกเล่นแบบนี้มาแล้ว ตอนนั่งดูเกมที่อู่เล่ยเป็นผู้เล่น ครั้งนั้นอู่เล่ยดื้อดึงไม่ยอมลงไปสำรวจห้องใต้ดินซึ่งเป็นเงื่อนไขให้เนื้อเรื่องเดินหน้า KP เลยใช้เหตุการณ์หักมุมทำให้เกิดแผ่นดินไหวถล่มพื้น จนเขาถูกบังคับให้ตกลงไปข้างล่าง…
แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลามัวคิดเรื่องนั้น! หลิวซิงกับพวกรีบลุกขึ้นยืนแล้วออกตามหาหนานเสี่ยวเหนียวทันที ส่วนเถียนเต้ากับหลี่หมิงพอเห็นท่าทีเร่งร้อน ก็เริ่มตระหนักว่า… พวกเขาปล่อยให้หนานเสี่ยวเหนียวหายไปต่อหน้าต่อตา
“ตรงนั้น!” หลิวซิงเป็นคนแรกที่มองเห็นเงาของหนานเสี่ยวเหนียว!