- หน้าแรก
- ลูกเต๋าในห้วงมืด : เสียงเพรียกแห่งคธูลู
- บทที่ 17 เงยหน้ามองฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว
บทที่ 17 เงยหน้ามองฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว
บทที่ 17 เงยหน้ามองฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว
หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งสามที่เกี่ยวข้องกับปราสาท หลิวซิงก็รู้สึกว่าตนเองเริ่มเข้าใจแก่นแท้ของเส้นเรื่องในเกมนี้แล้ว
เจ้าของปราสาทคนแรกคงเป็นขุนนางนักเวท ผู้ที่ระหว่างการก่อสร้างปราสาท ได้เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตในตำนาน และใช้เอลเดอร์ไซน์ขับไล่มันออกไป ยิ่งไปกว่านั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าเจ้าของปราสาทคนแรกได้ศึกษาเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตในตำนานเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว และมีความรู้บางส่วนเกี่ยวกับตำนานคธูลู
เหล่าทายาทผู้ครองปราสาทรุ่นต่อมา แม้ไม่ได้ศึกษาตำนานคธูลูต่อ แต่ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาได้รับบันทึกการวิจัยที่ตกทอดมาจากผู้ก่อตั้ง ดังนั้นเมื่อสามร้อยปีก่อนที่เมืองไอนส์จะเกิดสมาคมลับที่บูชาปีศาจขึ้นมา หลังจากที่เจ้าของปราสาทในยุคนั้นนำทัพไปกวาดล้าง ก็เป็นไปได้สูงว่านอกจากรูปสลักของปีศาจที่ถูกทุบทำลายและฝังไว้ในสวนหลังปราสาทแล้ว ยังมีวัตถุอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตำนานถูกค้นพบด้วย
เมื่อได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์เหล่านั้น เจ้าของปราสาทจึงนึกถึงเรื่องเล่าของบรรพบุรุษ และหยิบสมุดบันทึกโบราณขึ้นมา สานต่อภารกิจที่ยังค้างคา ขุดลึกลงไปในความรู้แห่งตำนานคธูลู แล้วถ่ายทอดต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า
หนึ่งร้อยปีก่อน ทหารอังกฤษราวหนึ่งร้อยนายที่เดินทางมาประสบพายุฝน จึงเข้ามาหลบในปราสาทแห่งนี้ แต่กลับหายสาบสูญไปในค่ำคืนเดียว หลิวซิงสรุปว่า เหล่าทหารกลุ่มนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกเจ้าของปราสาทในยุคนั้นบูชายัญให้แก่มหาต้นตอบางตน
“ตอนนี้เราพอจะมั่นใจได้แล้วว่า สิ่งที่จะต้องเจอข้างหน้า ก็คือ ‘นักเวท’ ที่มีค่า สติต่ำเตี้ยอยู่ในหลักตัวเลขเดียว” หลิวซิงพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา เพราะไป๋เหอเฉิงเดินเข้ามาโดยไม่ได้ปิดประตู และจากจุดที่เขานั่งก็เห็นเฒ่าเวย์นกำลังยุ่งอยู่กับการทำความสะอาดโถง จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะทำลายบรรยากาศของเกม
เฉินหลิงกับคนอื่น ๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาล้วนเป็นผู้เล่นมากประสบการณ์ของเกมสวมบทบาทคธูลู จึงรู้กันดีว่า นักเวทที่ข้องเกี่ยวกับตำนานคธูลู ส่วนใหญ่จะมีค่าสติเหลือเพียงหลักหน่วย
ค่าสติในระดับนี้หมายถึงบุคคลนั้นจะมีอาการจิตหลุดเป็นพัก ๆ กระทำการใด ๆ โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์… หลิวซิงคิดถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองไป๋เหอเฉิง
ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ไป๋เหอเฉิงยังคงเป็นเพื่อนร่วมทีมอยู่จริง ๆ หลิวซิงคงจะลองทำ การทดสอบวิเคราะห์ทางจิตใส่ไป๋เหอเฉิงแล้ว เพื่อหาค่าสติที่แท้จริงของอีกฝ่าย
แต่ตอนนี้เอง หลิวซิงก็พลันตระหนักได้ว่า หากการทดสอบแรงบันดาลใจเมื่อครู่สำเร็จ เขาก็คงได้เห็นรูปสลัก หรือไม่ก็ภาพฉายของมหาต้นตอแน่ ๆ และนั่นจะทำให้ค่าสติของเขาต้องตกลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ว่าแต่ ฉันเพิ่งไปสะดุดเจอ การทดสอบลับ นะ ตอนที่มองไปยังสวนหลังปราสาท KP ให้ฉันทำการทดสอบแรงบันดาลใจ โชคดีที่ทอยพลาด เลยไม่เห็นอะไร แต่พอได้ฟังที่หวังฉีพูดเมื่อกี้แล้ว ก็คงไม่ผิดแน่ว่าสิ่งนั้นคือรูปสลักมหาต้นตอที่ถูกฝังไว้ในสวน” หลิวซิงเล่าให้ทุกคนฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองเมื่อครู่
พอได้ยินเช่นนั้น ไป๋เหอเฉิงก็หันสายตามองไปทางสวนด้วยท่าทีสนใจขึ้นมาในทันที
เฉินหลิงกับคนอื่นต่างก็รู้ทันว่าความคิดของไป๋เหอเฉิงกำลังมุ่งไปทางไหน เฉินหลิงจึงรีบก้าวเข้าไปคว้าแขนแล้วดึงอีกฝ่ายกลับมา ไม่ให้สายตาตรงไปทางสวนอีก ส่วนหวังฉีที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่าง ก็รีบสาวเท้าเข้ามาแล้วดึงม่านปิดลงอย่างแนบเนียนในทันที
ทุกคนต่างรู้ดีถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น หากไปแตะต้องเส้นเรื่องของรูปสลักมหาต้นตอ หากมันเป็นเพียงไป๋เหอเฉิงที่เสียค่า สติไปบ้าง ก็ยังพอรับได้ แต่ถ้าลงเอยด้วยการอัญเชิญสิ่งมีชีวิตในตำนานออกมา หรือไปกระตุ้นเวทบางอย่างขึ้นมา นั่นย่อมเลวร้ายกว่ามาก การต้องทอย การทดสอบค่า สติแบบกลุ่ม ยังถือว่าน้อยไป ถ้าแย่ที่สุดก็คือทั้งทีมอาจถูกกวาดล้างจนหมด
ด้วยเหตุนี้ หวังฉีจึงคอยจับตาไป๋เหอเฉิงไม่วางตา พร้อมจะเข้าจัดการในทันที หากอีกฝ่ายแสดงท่าทีผิดปกติขึ้นมา หมายถึงถ้าไป๋เหอเฉิงทำอะไรเกินเลย หวังฉีก็พร้อมจะ ‘สั่งสอน’ ให้เข็ด
ในจังหวะนั้นเอง เฒ่าเวย์นก็เข้ามา
“ท่านสุภาพบุรุษสุภาพสตรี เชิญตามข้าไปยังห้องโถงรับรองเถิด มื้อกลางวันพร้อมแล้ว”
เมื่อเห็นว่าม่านถูกปิดลง เฒ่าเวย์นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความกระสับกระส่ายเล็กน้อย
“เอ่อ… ก็เพราะคนสวนของปราสาทลาออกไปกะทันหัน สวนหลังจึงไม่มีคนดูแลมานาน”
หลิวซิงที่จับได้ถึงความประหม่าในน้ำเสียงทันที จึงติดต่อไปยัง KP004
“เคพีฉันอยากทำ การทดสอบจิตวิทยา ใส่เฒ่าเวย์น”
จิตวิทยา : 44/70, ผ่าน
[คุณสังเกตได้ว่าเฒ่าเวย์นโกหกชัด ๆ ดูเหมือนเขากำลังปกปิดบางอย่าง]
หลิวซิงเลิกคิ้วขึ้นทันใด ตระหนักว่าเฒ่าเวย์นไม่ได้เป็นเพียงบัตเลอร์ผู้ซื่อ ๆ อย่างที่แสดงออกมา จากข้อมูลที่ KP004 บอก เขาแน่ใจแล้วว่าเฒ่าเวย์นมีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับสวนหลังปราสาท
สมคบคิดกับเสือ
วลีนี้โผล่ขึ้นมาในใจของหลิวซิงทันที เฒ่าเวย์นคงรู้อยู่เต็มอกถึงความลับของเจ้าของปราสาท และยังสมรู้ร่วมคิดลงมือในเรื่องอันไม่อาจเอ่ยได้
ทว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะเปิดศึกตรง ๆ หลิวซิงจึงเพียงยิ้มแล้วส่ายหน้า
“โอ้ เปล่าหรอก ผมเพียงชอบอยู่ในที่แสงสลัวนิดหน่อย เลยปิดม่านไว้เท่านั้นเองครับ”
“อะไรนะ หลิวซิง! นายเป็นแวมไพร์รึไง?!”
เสียงไป๋เหอเฉิงดังขึ้นด้วยความตกใจทันทีที่หลิวซิงพูดจบ
หลิวซิงถึงกับพูดไม่ออก กำลังจะเอ่ยปากขอโทษเฒ่าเวย์น แต่กลับจับได้ถึงแววตาตกใจวูบหนึ่งบนใบหน้าของบัตเลอร์ชรา
หลิวซิงรีบคิดในใจทันที
“เคพี! ฉันขอทำ การทดสอบจิตวิทยา อีกครั้ง!”
จิตวิทยา: 56/70, ผ่าน
[คุณสังเกตได้ว่า พอได้ยินคำว่า ‘แวมไพร์’ บนใบหน้าของเฒ่าเวย์นก็ฉายแววตกใจขึ้นมา ตามด้วยความระแวดระวังและสงสัย”]
หลิวซิงเข้าใจขึ้นมาในบัดดล
ภายใต้การนำของเฒ่าเวย์น หลิวซิงและพวกก็เดินทางไปยังห้องนั่งเล่นใหญ่ ตรงโต๊ะอาหาร ทุกคนจับจองที่นั่งตามอัธยาศัย ส่วนเฒ่าเวย์นก็จัดจานอาหารออกมาทีละจานจากรถเข็นอย่างชำนาญ
แต่พอหลิวซิงก้มมองอาหารตรงหน้าตัวเอง อาหารขึ้นชื่อของจักรวรรดิอังกฤษที่เรียกว่า “พายสตาร์เกซี” เขาก็ถึงกับสิ้นหวังไปชั่วขณะ
บนจานนั้นมีกับหัวปลาตั้งชันขึ้นมา ดวงตาจ้องมองด้วยแสงประหลาด รอบ ๆ ประดับด้วยมันฝรั่งและถั่ว ราดด้วยน้ำซุปปลาเป็นฐาน แต่สีของซุปนั้นกลับเหมือนน้ำขุ่นโคลน…
หลิวซิงแทบไม่มั่นใจเลยว่า การกินสิ่งนี้จะไม่ทำให้เสียค่า สติจริง ๆ ใช่ไหม?
ส่วนอาหารอื่นบนโต๊ะก็มีเพียงขนมปังกับมันบดเท่านั้น หลิวซิงรู้สึกถึงแรงกดดันหนักอึ้งขึ้นมาในใจ นี่แหละ “ชื่อเสียง” อันเลื่องลือของอาหารจักรวรรดิอังกฤษ!
ในบรรดาคนที่อยู่ตรงนั้น เว้นเสียแต่ไป๋เหอเฉิง ไม่มีใครกล้าแตะ พายสตาร์เกซี ที่เหมือนจะดูดค่า สติไปได้จริง ๆ ทุกคนทำได้แค่ปาดมันบดลงบนขนมปังเงียบ ๆ ส่วนไป๋เหอเฉิงกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย และนี่เองที่ทำให้หลิวซิงรู้สึก “เคารพ” เขาเป็นครั้งแรก
มื้อกลางวันจึงจบลงท่ามกลางความเงียบ เหลือเพียงพายสตาร์เกซีสี่จานที่ไม่ถูกแตะต้อง ตัดกับจานเปล่าเกลี้ยงตรงหน้าของไป๋เหอเฉิง
[…เนื่องจากผู้เล่นไป๋เหอเฉิงกิน พายสตาร์เกซี อาหารขึ้นชื่อของจักรวรรดิอังกฤษจนหมด จึงได้รับโบนัส +1 ค่าเจตจำนง (Will) แต่ผู้เล่นไป๋เหอเฉิงจะต้องทำ การทดสอบค่าสติ 0/1] หลิวซิงรู้สึกราวกับได้ยินเสียง KP004 ที่เต็มไปด้วยความปลงตกและงงงวยเล็กน้อย
เสียงลูกเต๋ากลิ้งกระทบโต๊ะดังขึ้น ไป๋เหอเฉิงเลือกทอยแบบลับ
“เฮ้อ เกือบไปแล้ว เกือบไปจริง ๆ” ไป๋เหอเฉิงถอนหายใจอย่างโล่งอก