- หน้าแรก
- ลูกเต๋าในห้วงมืด : เสียงเพรียกแห่งคธูลู
- บทที่ 13 มุ่งสู่ปราสาท
บทที่ 13 มุ่งสู่ปราสาท
บทที่ 13 มุ่งสู่ปราสาท
หลิวซิงได้แต่ถอนหายใจยอมรับว่า เพื่อนร่วมทีมของเขามันช่างไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลยจริง ๆ เฉินหลิงเป็นพวกช่างพูดไม่หยุด ไป๋เหอเฉิงก็ทำตัวโอเวอร์เกินไป เหมือนคนติดเล่นละครจนต้องเติมสีสันให้บทบาทเกินเหตุ ส่วนหวังซืออี้ ก็ดูเหมือนพวกหมาป่าเดียวดาย ไม่แน่นอนว่าจะยอมร่วมมือกับทีมเมื่อไร ในส่วนของหวังฉี ถึงจะไม่เพี้ยนเท่าคนอื่น ๆ แต่หลิวซิงก็สัมผัสได้ว่าเขาเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ หากถูกไป๋เหอเฉิงกวนประสาทเข้าไปสักนิด…
สรุปแล้ว อนาคตช่างดูมืดมนสิ้นดี
แต่ถึงจะบ่นไปก็เท่านั้น เนื้อเรื่องก็ยังต้องเดินต่อ หลิวซิงจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้ว ที่ต้อง “ทำความคุ้นเคย” กับไป๋เหอเฉิงและคนอื่น ๆ สักที
ดังนั้นเขาจึงแกล้งทำเป็นตกใจ หันไปพูดกับไป๋เหอเฉิงและพวก “อ้าว รถพวกคุณเสียเหมือนกันเหรอ? ผมกับเพื่อนก็ยางแตกกลางทางเหมือนกันกว่าจะมาถึงนี่ได้”
หวังฉีกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ไป๋เหอเฉิงกลับชิงพูดแทรก “อ๋อ… งั้นแท็กซี่ที่จอดตรงทางเข้าหมู่บ้านเป็นของพวกนายสินะ? ฉันนี่ก็งงอยู่ว่าใครมันช่างคิด จอดรถขวางทางเข้าไปครึ่งเลน ทำให้พวกเราที่เหลือต้องหาที่จอดลำบาก
หลิวซิงถึงกับพูดไม่ออก ไป๋เหอเฉิงไม่ใช่แค่พวกติดเล่นละครเท่านั้นนะ ยังดูเหมือนจะถนัดเหน็บแนมกัดจิกอีกต่างหาก
เฉินหลิงที่รู้สึกกระดากใจอยู่บ้าง ยกมือเกาศีรษะพลางพูดอย่างจนใจว่า “ผมเป็นคนจอดเองครับ ตอนนั้นกำลังจะถอยรถกลับไปแมนเชสเตอร์ แต่ยางดันระเบิดพร้อมกันทั้งสี่เส้น เลยไม่มีทางเลือก ต้องทิ้งรถไว้ตรงนั้น”
หวังฉีพยักหน้ารับ กำลังจะพูดเสริม แต่ไป๋เหอเฉิงกลับแทรกขึ้นมาอีกครั้ง “อ๋อ งั้นพวกนายดวงซวยสินะ แต่ของพวกเรานี่สิ เรียกว่าซวยเพราะโง่เลยแหละ เจ้านี่หวังฉีดันลืมเติมน้ำมันเข้า! นี่พวกนายเชื่อไหม คนเรามันจะเบาปัญญาได้ขนาดนี้เชียว?”
หลิวซิงสังเกตเห็นหวังฉีกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่ขมับ โกรธจนแทบจะระเบิด แต่เขาก็ยังไม่ลืมว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องโถงเกมสวมบทบาทคธูลู เลยกัดฟันอดกลั้นไม่ออกหมัด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เรื่องมันลุกลามกลายเป็นความซวยจริง ๆ
หลิวซิงคิดในใจว่า ถ้าเป็นโลกจริง ๆ ล่ะก็… ไป๋เหอเฉิงคงได้โดนหวังฉีอัดจนเละไม่มีชิ้นดีไปแล้ว…
หวังซืออี้ตามเคย แสดงสีหน้าเฉยชาไร้ความสนใจต่อทุกสิ่ง ตักอาหารเช้ากินไปเรื่อย ๆ เงียบ ๆ
ในจังหวะนั้น เจ้าของโรงแรมก็ยกอาหารเช้ามาเพิ่มอีกชุด วางลงตรงหน้าไป๋เหอเฉิง พลางพูดขึ้นว่า “รถพวกคุณน้ำมันหมดงั้นหรือ? เดี๋ยวรอให้ลุงจอห์นกลับมา ฉันจะให้เขาเติมให้ แต่ต้องจ่ายค่าน้ำมันก่อนนะ”
หลิวซิงกำลังจะล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาเพื่อรับผิดชอบค่าเชื้อเพลิง แต่ไป๋เหอเฉิงกลับทำทีไม่สะทกสะท้าน ควักกระเป๋าสตางค์ของตัวเองออกมา แล้วหยิบการ์ดขึ้นมาโชว์
“จ่ายด้วยบัตรได้ไหม?”
บรรยากาศในห้องถึงกับเงียบกริบ อึดอัดจนแทบจับต้องได้
ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่กลางชนบทอังกฤษ หลิวซิงกับเฉินหลิงเดินตะลอนทั่วทั้งหมู่บ้านเพื่อหาสถานที่ซ่อมรถ แต่กลับไม่เจอแม้กระทั่งตู้กดเงินสด จะให้โรงแรมบ้าน ๆ แบบนี้รับบัตรเครดิต มันก็ดูฝันเฟื่องเกินไปหน่อย…
เมื่อรู้ตัวว่าพูดพลาด ไป๋เหอเฉิงก็รีบเก็บบัตรกลับเข้ากระเป๋าสตางค์ จากนั้นควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วถามต่ออย่างหน้าตาย
“งั้น… จ่ายด้วยอาลีเพย์ได้ไหม?”
ความอึดอัดในห้องก็ยิ่งทวีคูณ หนักอึ้งเสียจนแทบจะหายใจไม่ออก
หลิวซิงทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงล้วงธนบัตรร้อยปอนด์ออกมาจากกระเป๋าสตางค์ แล้วยื่นให้เจ้าของโรงแรม “ช่วยเติมน้ำมันให้พวกเขาด้วยนะครับ”
เจ้าของโรงแรมรับเงินพลางพยักหน้า ก่อนจะทอดถอนหายใจใส่ไป๋เหอเฉิงอย่างงุนงง แล้วหมุนตัวเดินออกไป
หลิวซิงมั่นใจเลยว่า สำหรับเจ้าของโรงแรมแล้ว ไป๋เหอเฉิงคงถูกจัดเข้าหมวดหมู่ “ตัวตลกงี่เง่า” เรียบร้อยแล้ว
ทว่าไป๋เหอเฉิงยังไม่ยอมจบ ยังบ่นไม่หยุดอยู่ตรงนั้น
“นี่มันอะไรกันเนี่ย สถานที่บ้านนอกคอกนาแบบนี้! แค่รูดบัตรไม่ได้ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่อาลีเพย์ก็ไม่รับอีก… ที่นี่มันก้นหลุมโลกชัด ๆ!”
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น รวมถึงหวังซืออี้ที่เอาแต่กินอาหารเช้าเงียบ ๆ มาตลอด ต่างก็หันมามองไป๋เหอเฉิงด้วยสายตาไร้คำพูด แลกเปลี่ยนสายตากันเพียงครู่เดียว ก็ได้ข้อสรุปตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ถ้าในการเดินทางครั้งนี้จะต้องมีใครตายก่อนละก็… คนคนนั้นต้องเป็นไป๋เหอเฉิงแน่นอน
เมื่อหลิวซิงเปิดบทสนทนากับไป๋เหอเฉิงและเพื่อนสองคนของเขาแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่เขาจะสวมบทเป็นคนเก๋า นั่งร่วมโต๊ะด้วยอย่างแนบเนียน พวกเขาคุยกันเรื่อยเปื่อย หยิบเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมา จนเผลอเผยข้อมูลส่วนตัวกันไปบ้าง
ทว่าเมื่อคุยลึกเข้าไป หลิวซิงก็พบว่าไป๋เหอเฉิงกับพวกไม่ได้มาจากสมาคมเดียวกับเขาเลย โชคยังดีที่ทักษะของหวังฉีกับไป๋เหอเฉิงเป็นสายต่อสู้เหมือนกัน หวังฉีเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยพลศึกษา มีประสบการณ์มวยปล้ำกว่าสิบปี ส่วนไป๋เหอเฉิงแม้จะเป็นนักศึกษาปรัชญา แต่กลับสั่งสม “สกิลกวนตีน” มาตั้งแต่เด็ก ทำตัวหาเรื่องไปทั่วจนบ่อยครั้งต้องมีเรื่องชกต่อย เขาเลยยอมลงทุนเรียนศิลปะการต่อสู้ไว้หลายแขนง ทั้งมวยไทยก็ไม่เว้น
ส่วนหวังซืออี้ก็คล้ายหลิวซิง เป็นสายซัพพอร์ต แต่มีความถนัดด้านการสำรวจมากกว่า นั่นก็เพราะอาชีพของเธอคือผู้สื่อข่าว โดยเฉพาะนักข่าวที่ทำงานอยู่ฮ่องกง
เมื่อรวมกับเฉินหลิงซึ่งเคยเป็นทหารเก่า หลิวซิงก็รู้สึกว่าทีมนี้จัดองค์ประกอบได้ค่อนข้างครบเครื่องดีอยู่เหมือนกัน มีแนวหน้าสามคนคอยสู้รบ มีนักข่าวคอยเก็บข้อมูลข่าวสาร และตัวเขาเองก็รับหน้าที่เติมพลังชีวิตกับค่าความมีสติ (SAN) ถ้าวางแผนให้มั่นคงแน่นอน ก็น่าจะ…
แต่ก็เอาเถอะ หลิวซิงเองก็ไม่ได้เชื่อหรอกว่าเพื่อนร่วมทีมพวกนี้จะเดินเกมอย่างระมัดระวังจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อเขาแอบสงสัยว่าไป๋เหอเฉิงอาจจะเผลอไปยั่วตัวตนในตำนานโบราณเข้าซะก่อนเวลาอันควร
ทันใดนั้น เจ้าของโรงแรมก็เดินเข้ามาพร้อมกับแผ่นป้ายไม้ห้าอัน ยื่นมาให้พลางพูดว่า
“สหายที่นับถือทั้งหลาย นี่คือบัตรผ่านเข้าสู่ปราสาท ที่ท่านเจ้าของปราสาทฝากไว้กับฉัน หากมีผู้มาเยือนที่ต้องการเข้าชมปราสาท หน้าที่ของฉันก็คือส่งต่อบัตรเหล่านี้ให้พวกเขา วันนี้พวกคุณออกจากเมืองไอนส์ไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว ทำไมไม่ลองไปเยี่ยมชมปราสาทดูล่ะ? ฉันเชื่อว่าท่านเจ้าของปราสาทคงยินดีต้อนรับ และอาจยอมให้พวกคุณเล่าเรื่องราวการเดินทางแลกกับที่พักในปราสาทด้วย”
หลิวซิงและคนอื่น ๆ รับแผ่นป้ายไม้จากมือเจ้าของโรงแรม ก่อนจะสะดุดใจกันถ้วนหน้า เพราะลวดลายบนแผ่นป้ายกลับเป็น เอลเดอร์ไซน์!
หลิวซิงขมวดคิ้วคิดในใจว่า หากเจ้าของปราสาทใช้เอลเดอร์ไซน์เป็นสัญลักษณ์บนบัตรผ่าน ก็มีความเป็นไปได้สูงว่ากำแพงปราสาททั้งหลังคงถูกสลักด้วยเครื่องหมายนี้ไว้เช่นกัน ซึ่งหมายความว่าเจ้าของปราสาทน่าจะรู้จักตัวตนในตำนานโบราณ และตั้งใจจะใช้มันขับไล่ป้องกันพวกนั้นออกไปโดยตรง…
ดังนั้น หลิวซิงจึงคาดเดาว่าเจ้าของปราสาทอาจจะเป็นนักเวทหรืออะไรทำนองนั้น มากกว่าจะเป็นตัวตนลึกลับตามที่เขาเคยสงสัยไว้ตอนแรก เพราะตอนแรกที่เห็นปราสาท เขายังเผลอคิดไปว่ามันเป็นรังของพวกแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า กูล หรือสิ่งมีชีวิตทำนองนั้นเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ความจริง หลิวซิงก็อดคิดไม่ได้ว่า… บางครั้งมนุษย์เองนั่นแหละ ที่จัดการยากกว่าสัตว์ประหลาดในตำนานเสียอีก!
ไป๋เหอเฉิงพลิกบัตรผ่านไปมาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างตื่นเต้น “ฉันไม่เคยนอนในปราสาทมาก่อนเลยนะ งั้นรีบกินข้าวเสร็จแล้วไปกันเถอะ!”
เป็นครั้งแรกที่ทุกคนเห็นพ้องกับข้อเสนอของไป๋เหอเฉิง เวลาตอนนั้นเพิ่งจะเก้าโมงครึ่ง พวกเขาประเมินกันว่าเดินถึงปราสาทก่อนสิบเอ็ดโมงแน่ ๆ แล้วอยู่ในปราสาทไปกว่าสิบสองชั่วโมง ก็ยังไม่ทันเที่ยงคืนด้วยซ้ำ ซึ่งในโลกของคธูลูนั้น พอข้ามผ่านเที่ยงคืนไปเมื่อไร ระดับความอันตรายจะพุ่งพรวดขึ้นแบบทวีคูณ
ดังนั้นทุกคนจึงรีบจัดการอาหารเช้าให้เรียบร้อย และหลังจากพร้อมใจกันปฏิเสธคำขอของไป๋เหอเฉิงที่จะห่ออาหารกลับไปอีกชุด พวกเขาก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ปราสาท โดยมีหวังซืออี้เป็นผู้นำทาง
เหตุผลที่หวังซืออี้รับหน้าที่นี้ ก็เพราะความสามารถด้านการนำทางของเธอนั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือ หวังซืออี้สามารถหาทางที่สั้นที่สุดไปยังปราสาท และยังจดจำเส้นทางได้แม่นยำ ซึ่งจะสะดวกมากสำหรับหลิวซิงและคนอื่น ๆ เวลาที่ต้องใช้เส้นทางนี้อีกครั้ง… หรือจะพูดให้ตรงกว่านั้น คือเวลาที่ต้องรีบหนีออกจากเมืองไอนส์นั่นเอง