- หน้าแรก
- แฟนตาซีเหนือฟ้า : ข้าคือเซียนบัฟ
- บทที่ 14 ศิษย์ใหม่
บทที่ 14 ศิษย์ใหม่
บทที่ 14 ศิษย์ใหม่
###
"ฮ่า ๆ เด็กหนุ่มไม่ต้องกลัว ข้าถึงบอกว่าเจ้าโชคดีไง การได้เข้าร่วมกับหุบผาคัมภีร์น่ะ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าแล้ว"
"ในหุบผาคัมภีร์ของพวกเรามีเคล็ดวิชานับพันนับหมื่น คัมภีร์ลับและตำราพิสดารที่ตกหล่นก็มีมากมายมหาศาล ถึงเวลานั้นเจ้าก็แค่เลือกเคล็ดวิชาธาตุคู่ที่เหมาะกับคุณสมบัติของตัวเองเท่านั้น ไม่เพียงสามารถฝึกทั้งธาตุหยินและไม้พร้อมกันได้ แต่อาจจะสำเร็จเป็นสองเท่าด้วยซ้ำ!"
เคล็ดวิชาธาตุคู่ เป็นคำที่เจียงลี่ได้ยินเป็นครั้งแรก
แต่เมื่อคิดให้ดีแล้วก็สมเหตุสมผล เหมือนเช่นสำนักยอดห้าธาตุแห่งซู่ซานที่สามารถดึงศักยภาพของพรสวรรค์กระบี่ให้แกร่งเกินระดับรากวิญญาณ
รากวิญญาณธาตุคู่เองก็ถือเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง หากไม่มีเคล็ดวิชาที่เหมาะสมก็ไม่ต่างจากของไร้ค่า แต่หากมีเคล็ดวิชาที่เข้ากันได้แล้วก็จะสามารถแสดงพลังของรากวิญญาณธาตุคู่ได้อย่างสมบูรณ์
"ขอบคุณท่านผู้อาวุโส!"
เจียงลี่กล่าวขอบคุณอีกครั้ง จากนั้นจึงเดินตามหุ่นเชิดตนหนึ่งไปพร้อมกับคนอื่น ๆ มุ่งหน้าไปยังลานด้านหลัง
ที่นั่นมีเรือลำหนึ่งจอดอยู่ ตัวเรือนั้นมีขนาดใหญ่โตไม่ต่างจากลำที่เคยใช้ขนส่งพวกเขาสองพันคนมาก่อน
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงยิ่งกว่าคือ เรือขนาดมหึกนั้นกลับลอยอยู่เหนือพื้นดินเพียงไม่กี่เมตร พลิ้วไหวดั่งลูกโป่งลม
เมื่อเจียงลี่เข้าไปใกล้ ก็พบว่าบนตัวเรือสลักลวดลายซับซ้อนคล้ายกับที่เคยเห็นบนค่ายกลวัดรากวิญญาณ ไม่รู้ว่าใช้หลักการใดจึงสามารถลบล้างแรงโน้มถ่วงมหาศาลได้เช่นนี้
"เจียงลี่ ไปกันได้แล้ว!"
เยียนหงที่ยืนอยู่บนบันไดเรือร้อนรนอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นเจียงลี่มัวแต่สำรวจซ้ายขวาอยู่จึงร้องเตือน
คนทั้งยี่สิบเอ็ดคน นำโดยเจียงลี่และเยียนหง ก้าวขึ้นสู่เรือเหินฟ้าของหุบผาคัมภีร์
"เฮ้ พวกพี่น้อง เรามีเพื่อนใหม่มาแล้วนะ!"
บนดาดฟ้าเรือ มีเด็กหนุ่มสิบสองคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส เมื่อเห็นกลุ่มของเจียงลี่เดินขึ้นมา ต่างก็หันมามองกันทันที
"พวกเจ้าเป็นศิษย์ใหม่เหมือนกันใช่ไหม?" เยียนหงกับเจียงลี่เดินเข้าไปทักทาย ในขณะที่ศิษย์รากวิญญาณระดับต่ำอีกสิบเก้าคนยังคงยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังอย่างสงบเสงี่ยม
"สวัสดี ข้าชื่อเจียงลี่ นี่คือเยียนหง"
เขาแนะนำตัวเองอย่างสุภาพ
"ฮ่า ๆ ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าชื่ออวี้ปั้นเซี่ย ต่อไปนี้เราก็เป็นพี่น้องร่วมสำนักกันแล้ว มารู้จักกันไว้ก่อนเถอะ"
อวี้ปั้นเซี่ยมีท่าทีเป็นมิตรอย่างยิ่ง เขาจึงพาทั้งสองไปร่วมวงสนทนา
"คนนี้คือฉวีเชียนฝาน แห่งตระกูลฉวีแห่งแม่น้ำเกรี้ยวกราด มีรากวิญญาณระดับสูง"
เด็กหนุ่มผิวสีทองแดง รูปร่างผอมแห้งพยักหน้าให้เบา ๆ เจียงลี่หากจำไม่ผิด ตระกูลฉวีก็นับว่าเป็นตระกูลยุทธในยุทธภพ วิชา "กระบี่ตัดไส้" ของพวกเขาว่ากันว่าร้ายกาจและอำมหิตนัก
"ข้าเคยได้ยินชื่อเจ้า เคล็ดเสือย่างก้าวของตระกูลเจียงเป็นที่ร่ำลือมานาน มีโอกาสเราค่อยลองประมือกันดู"
ฉวีเชียนฝานที่ปกติเงียบขรึม ถือกระบี่บางอยู่ในอ้อมแขน ดูจะตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อพบเจียงลี่ คล้ายพบเพื่อนร่วมสายโลหิต
ทว่าเจียงลี่แม้จะเป็นลูกหลานตระกูลยุทธเช่นกัน แต่เขากลับไม่คุ้นเคยกับมารยาทเช่นนี้
"พี่ฉวีพูดเกินไปแล้ว ข้ายังฝึกฝนได้ไม่ถึงขั้น ไม่กล้าอวดวิชาตัวเองหรอก"
ในเมื่อกำลังจะเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกเซียน คิดหมกมุ่นกับวรยุทธพื้นโลกก็ไม่สมควรนัก
"ฮ่า ๆ พี่เจียง พี่เยียน ข้ามาแนะนำคนอื่น ๆ ต่อให้
"นี่คือหวังหลิวเหลียง รากวิญญาณระดับสูง" เป็นเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาที่สะบัดพัดกระดาษไปมาเป็นการทักทาย
"นี่คือลู่เฉียนเฉียน รากวิญญาณระดับกลาง" ลู่เฉียนเฉียนเป็นเด็กสาวรูปร่างเล็ก ใส่กระโปรงลายเมฆสีน้ำเงินสวยงาม ดูแล้วขี้อายไม่น้อย
...
"คนนี้คือตังเหวินซิน รากวิญญาณระดับกลาง และนี่คือข่งชิงโจว กับพังเสี่ยวอู่ ต่างก็เป็นรากวิญญาณระดับกลางเหมือนกัน"
ถึงตรงนี้ เด็กทั้งสิบสองคนต่างหันมามองเจียงลี่กับเยียนหงอีกครั้ง ดูชัดเจนว่า การแนะนำตัวก่อนหน้านี้ยังไม่เพียงพอ สิ่งที่พวกเขาอยากรู้คือระดับของรากวิญญาณมากกว่า
"ข้าขอแนะนำอีกครั้ง ข้าชื่อเจียงลี่ รากวิญญาณระดับกลาง นี่คือเยียนหง รากวิญญาณระดับสูง"
ได้ยินดังนั้น เด็กหนุ่มสาวทั้งสิบสองคนก็เผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง
เพราะทุกคนล้วนเพิ่งก้าวเข้าสู่โลกแห่งการฝึกเซียน ไม่มีใครมีฐานะหรือสมบัติติดตัว รากวิญญาณจึงเป็นตัวชี้วัดเดียวในการเลือกคบหา
จากที่เห็นว่าพวกเขารวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน นั่นก็เพราะทุกคนล้วนมีรากวิญญาณระดับกลางขึ้นไปทั้งสิ้น
"ฮึ่ม! พวกศิษย์นอก พากันมัวแต่เล่นหัว ไม่คิดจะฝึกฝนกันจริง ๆ จัง ๆ เลยหรือไง? น่าขันนัก!"
ทันใดนั้น ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดยาวสีขาวเดินออกมาจากห้องใต้ท้องเรือ เสื้อของเขาตัดเย็บอย่างสง่างาม มีอักขระ "คัมภีร์" เย็บด้วยไหมสีแดงอยู่บนอก
เครื่องแต่งกายเช่นนี้คล้ายกับที่หุ่นเชิดของผู้อาวุโสอ้งซานฉีใส่ น่าจะเป็นชุดมาตรฐานของศิษย์หุบผาคัมภีร์
ชายผู้นั้นมีท่าทางเย่อหยิ่งนัก อยู่ ๆ ก็เอ่ยตำหนิพวกเขาโดยไม่มีสาเหตุ พอเห็นไม่มีใครใส่ใจก็เดินกลับเข้าไปด้านในต่อ
"เขาเป็นใครหรือ? ดูแล้วอายุก็พอ ๆ กับพวกเรา ไม่ใช่ศิษย์รุ่นพี่หรือ?"
เจียงลี่ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกคนดูสีหน้าไม่สู้ดี คาดว่าต้องรู้จักเขาแน่
"ฮึ่ม เขาชื่อฉีเทียนหยาซะด้วย(หยาเทียมฟ้า) เป็นรากวิญญาณระดับพิเศษ! ศิษย์อัจฉริยะรุ่นเดียวกับพวกเรา! เพียงแต่พอเข้าสำนักก็ได้เป็นศิษย์ในทันที พึ่งเปลี่ยนชุดศิษย์ไปหมาด ๆ ก็เริ่มวางท่าของศิษย์ในซะแล้ว!"
อวี้ปั้นเซี่ยพูดด้วยสีหน้าอึดอัด ทั้งอิจฉา ทั้งไม่พอใจ
"รากวิญญาณระดับพิเศษเลยหรือ สมแล้วที่กล้าพูดแบบนั้น"
"อดทนไว้เถอะ พวกเราแค่ศิษย์นอกธรรมดา เมื่อเข้าสำนักแล้ว ระหว่างศิษย์ในกับศิษย์นอกจะมีความแตกต่างมาก มีกฎระเบียบเข้มงวด ครั้งหน้าพบเขาเราก็ต้องเรียกเขาว่าศิษย์พี่"
"ศิษย์ในมีสิทธิ์เลือกผู้อาวุโสเป็นอาจารย์ ได้รับการสั่งสอนอย่างใกล้ชิด ได้รับทรัพยากรมากกว่าพวกเราอีก ไม่แน่ว่าไม่นานเขาอาจทิ้งพวกเราไว้ข้างหลังก็ได้"
ความรู้สึก "อิจฉาคนรวย" ของทุกคนเหมือนจะถูกกระตุ้นขึ้นมา ต่างคนต่างก็พูดคุยกันอย่างออกรส
สีหน้าของอวี้ปั้นเซี่ยดูแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
แม้รากวิญญาณระดับสูงจะถือว่าเป็นพรสวรรค์ที่หาได้ยากในหมู่ศิษย์มากมาย แต่เมื่อเทียบกับรากวิญญาณระดับพิเศษแล้ว ก็ยังห่างกันอีกไกลนัก
พูดคุยกันอยู่พักใหญ่ เจียงลี่กับเยียนหงถึงได้คิดขึ้นได้ว่าทั้งสิบเก้าคนที่ตามมาด้วยยังยืนอยู่ จึงสั่งให้พวกเขาเข้าไปหาที่พักในห้องใต้ท้องเรือก่อน
"พี่เยียน พี่เจียง พวกเจ้าจะพาพวกนั้นมาทำไมกัน? รากวิญญาณระดับต่ำแบบนั้น ไม่มีประโยชน์หรอก มีแต่จะถ่วงพวกเจ้าด้วยซ้ำ"
เมื่ออวี้ปั้นเซี่ยกับฉวีเชียนฝานรู้ถึงคุณสมบัติของพวกเขา ก็เริ่มแสดงอาการรังเกียจทันที ยังไม่ทันได้เข้าไปในสำนักดี จิตสำนึกเรื่องชนชั้นก็ฝังรากลึกเสียแล้ว
"อืม พวกเราจะระวัง รากวิญญาณสำคัญกับผู้ฝึกเซียนมากจริง ๆ"
เจียงลี่ยิ้มตอบ ไม่ได้เอ่ยอะไรไปมากกว่านั้น
ไม่ว่ารากวิญญาณจะต่ำเพียงใด หรือแม้แต่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา พวกเขาก็ยังมีคุณค่าของตัวเอง มิเช่นนั้นโลกแห่งการฝึกเซียนจะรับศิษย์ที่มีคุณสมบัติต่ำมากมายไปทำไม
หากไม่มีพวกเขาเข้ามาเติมเต็มตำแหน่งในระดับล่าง ทำงานหนักด้วยความขยันขันแข็ง เช่นนั้นศิษย์ระดับสูงต้องลงมือทำความสะอาดห้องน้ำด้วยตนเองหรือ?
ระหว่างการสนทนา เจียงลี่และเยียนหงก็ได้รู้ว่าทั้งอวี้ปั้นเซี่ยและลู่เฉียนเฉียนต่างก็มีพื้นฐานเกี่ยวกับผู้ฝึกเซียนอยู่บ้าง แม้ไม่รู้ว่ามีพลังมากเพียงใด แต่ก็ทำให้ทั้งสองได้รับความรู้เบื้องต้นมากมายเกี่ยวกับโลกแห่งการฝึกเซียน
จากที่ทั้งสองเล่าให้ฟัง ในสำนักใหญ่ ๆ ระหว่างศิษย์นอกกันเองนั้นหาได้กลมเกลียวสามัคคีกันอย่างที่คิดไม่
ยกตัวอย่างหุบผาคัมภีร์ ศิษย์นอกมีจำนวนถึงแปดพันคนโดยประมาณ
การแบ่งพรรคแบ่งพวก แอบเล่นงานกัน ลอบตีชิงวิชา บังคับขืนใจหรือรีดไถ นับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ
ดังนั้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น อวี้ปั้นเซี่ยจึงคิดจะรวบรวมกลุ่มศิษย์ที่มีคุณสมบัติระดับกลางและสูงของรุ่นนี้ เพื่อรวมกลุ่มกันไว้เป็นพวกพ้อง
เจียงลี่กับเยียนหงไม่มีข้อคัดค้านใด ๆ
แม้พวกเขาจะยังไม่เชื่อใจใครง่าย ๆ แต่การมีเพื่อนก็ยังดีกว่ามีศัตรู
เจียงลี่กับเยียนหงและพรรคพวกน่าจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางมาถึงจุดนัดหมาย พอพระอาทิตย์ตก พวกเขาที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าก็ได้เห็นภาพจากทิศทางของสำนักยอดห้าธาตุแห่งซู่ซาน
มีผู้ฝึกเซียนกลุ่มหนึ่งบินขึ้นฟ้าด้วยกระบี่ พริบตาเดียวก็ลับตาไป
พวกเขานี่ดีจริง ๆ ศิษย์มีไม่มาก จึงได้อาวุโสหรือศิษย์พี่พาขึ้นกระบี่บินกลับไปได้เลย
ไม่เหมือนกับหุบผาคัมภีร์ที่รับศิษย์เข้ามาร่วมงานประชุมเหินฟ้าครั้งนี้ถึงหกเจ็ดร้อยคน หากไม่ใช้เรือเหินฟ้าคงพากลับไปไม่ได้หมด
อีกไม่นาน ผู้อาวุโสอ้งซานฉีและศิษย์ในอีกสองสามคนก็กลับขึ้นมาบนเรือ พวกเขาถูกไล่ให้เข้าไปอยู่ในห้องโดยสารทันที
เพราะความเร็วของเรือเหินฟ้านั้นสูงมาก อีกทั้งผู้โดยสารก็ยังไม่มีพลังฝึกตน หากไม่มีผู้ฝึกเซียนคอยคุ้มกัน คงทานแรงลมไม่ได้แน่
"เอาล่ะ ทุกคนคงเหนื่อยกันแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ อีกสองวันเราก็จะได้เห็นหุบผาคัมภีร์แล้ว"
อวี้ปั้นเซี่ยค่อนข้างรู้จักวางตัว จึงจัดหาห้องพักที่ดีให้กับเจียงลี่และเยียนหงในชั้นหนึ่งของห้องโดยสาร
ห้องพักแม้ไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีบรรยากาศคลาสสิก เรียบหรู
แตกต่างจากเรือที่ล่องอยู่กลางทะเลสาบก่อนหน้านี้ เรือเหินฟ้าลำนี้ชัดเจนว่ามีระดับสูงกว่ามาก ด้านข้างของห้องโดยสารยังฝังด้วยผลึกแก้วใส
ผลึกนั้นมีลักษณะนูนออกคล้ายเลนส์นูน เมื่อลองมองผ่านออกไป ภาพภายนอกจะเบลอเล็กน้อย แต่เมื่อหมุนแป้นเล็ก ๆ รอบผลึกแก้วนั้น
แสงหนึ่งสายก็จะพุ่งจากผลึกไปกระทบผนังไม้ด้านหลังของห้อง ปรากฏเป็นภาพภูมิประเทศอันยิ่งใหญ่สวยงาม
...
เวลาไหลผ่านไปอย่างเงียบงัน
เช้าวันที่สอง แสงอรุณสาดผ่านผลึกแก้วส่องเข้ามาในห้อง เสียงกรนของเจียงลี่พลันหยุดลงทันที
พร้อมกับที่ลมหายใจแรง ๆ ของเขาพ่นออกมา ฝุ่นผงบาง ๆ บนพื้นถูกพัดลอยไปไกลชนกับผนังไม้ด้านหน้า ก่อนจะแตกสลาย
"ในที่สุดก็ทะลวงเป็นนักสู้ภายในได้แล้วสินะ"
【ชื่อ: เจียงลี่】
【อายุ: 13 ปี】
【เผ่าพันธุ์: มนุษย์】
【อาชีพหลัก: นักสู้ ระดับ: ชั้นยอด】
【อาชีพรอง1: ไม่มี】
【อาชีพรอง2: ไม่มี】
【พลังชีวิต: 980/980】
【พลังร่างกาย: 860/860】
【พละกำลัง: 3.5】
【ความเร็ว: 2.9】
【ร่างกาย: 3.9+0.5】
【จิตใจ: 1】
【ปัญญา: 1.1】
【เคล็ดวิชา: เคล็ดเสือย่างก้าว lv8】
【สกิล: วิชาประเมิน lv3, กระบี่เปิดขุนเขา lv3】
【สถานะเสริม: ฟื้นฟูบาดแผลช้า, ส่งเสริมการสมานแผล, อิ่มท้อง, เพิ่มพลังร่างกาย, เพิ่มพลังหยาง】
【สถานะลบ: ไม่มี】
เจียงลี่รับรู้ได้ถึงพลังเลือดและพลังกายที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แม้จะดีใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นนัก
เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาด การฝึกฝนในฐานะนักสู้ของเขาก็คงจะสิ้นสุดลงที่นี่
เขากำลังจะเข้าสู่ชีวิตนักพรตอย่างแท้จริงแล้ว แม้แต่การเสียเวลาฝึกวรยุทธก็ดูเป็นการสิ้นเปลือง
สามารถทะลวงขอบเขตเป็นนักสู้ภายในก่อนถึงสำนัก ก็ถือเป็นการให้คำตอบแก่เคล็ดวิชาประจำตระกูลได้เป็นอย่างดี