- หน้าแรก
- แฟนตาซีเหนือฟ้า : ข้าคือเซียนบัฟ
- บทที่ 5 อสูรเกล็ด
บทที่ 5 อสูรเกล็ด
บทที่ 5 อสูรเกล็ด
###
"ดูสิ ดูสิ ข้าเห็นอะไรเข้าแล้ว?"
"น่าเสียดายจริง ๆ เดิมทีข้ายังคิดว่าจะชวนพี่น้องของข้า เจียงลี่ มานอนเต็นท์ด้วยกันสักคืน แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้แล้วนะ"
เยียนหงใบหน้ากลมก้าวออกมาจากข้างทาง มือไพล่หลัง พูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมเจือแววหยอกเย้า
เขาเอื้อมมือหยิบชามซุปบนถาดอาหารออก เผยให้เห็นผ้าเช็ดหน้าผืนบางที่ถูกซ่อนไว้ด้านล่าง
ในยุคสมัยนี้ การกระทำเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบอกเป็นนัย แต่เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจน
"ไสหัวไป!"
"ตอนกลางคืนข้าต้องฝึกวิชา เจ้าน่าจะเคยได้ยินเสียงกรนของข้าไม่ใช่รึ? ข้าอยู่ในรถม้าคนเดียวน่ะดีแล้ว"
เจียงลี่เก็บผ้าเช็ดหน้า แล้วปฏิเสธคำเชิญแนวชายรักชายของเยียนหงอย่างไร้เยื่อใย
ที่จริงแล้วเยียนหงมาเพื่อแสดงความยินดีกับเขา เพราะในหมู่หนุ่มสาวของขบวนรถ เจียงลี่กลายเป็นผู้ที่ถูกกล่าวขานจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนลามกขี้ขลาดกลายเป็นคุณชายผู้เด็ดเดี่ยวหมายจะแก้แค้น
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำความดีอะไรสักอย่าง และเรื่องคำพูดหยาบคายก็ยังคงเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อเขาเผยให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง คำพูดของเขาก็มีน้ำหนักขึ้นมาทันที ตราบใดที่มีคนยอมเชื่อ คำอธิบายอะไรก็ยังพอมีหนทางให้ไขข้อข้องใจ
ด้วยเหตุนี้ ภาพลักษณ์ของเขาในหมู่เพื่อนวัยเดียวกันจึงเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
และในโลกพิเศษเช่นนี้ พลังฝีมือย่อมเป็นเกณฑ์วัดค่าของบุคคลเป็นอันดับแรก ดังนั้นเมื่อเขาเผยพลังออกมา เขากลับกลายเป็นชายในฝันของหญิงสาวหลายคน
กลับกัน เยียนเฟิงเยว่ กลับมีช่วงเวลาที่ไม่สู้ดีนัก
เพื่อนสาวที่เคยสนิทกัน เดิมทีก็ยังทำท่าทางเหมือนเป็นมิตรต่อหน้า แต่พอลับหลังก็เริ่มพูดนินทาว่าเธอหน้าด้านยั่วยวนชาย
ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่สำหรับตั้งค่ายแต่ละครั้งก็ไม่ได้กว้างขวางนัก ทำให้เยียนเฟิงเยว่ได้ยินคำพูดพวกนั้นอยู่หลายครั้ง ความกระอักกระอ่วนเช่นนั้น เด็กสาวคนหนึ่งจะรับมือได้อย่างไร
จะทำเป็นไม่ได้ยินก็ไม่ใช่ จะเปิดโปงต่อหน้าก็ไม่ดี ได้แต่กลืนความรู้สึกอัดอั้นไว้อย่างทรมาน
...
วันเวลาผ่านไปท่ามกลางการเดินทาง และเมื่อเข้าใกล้จุดหมาย ขบวนรถหลายสายก็ค่อย ๆ มารวมตัวกัน
เจียงลี่สังเกตเห็นว่า เครื่องหมายบนรถม้าทุกคันเหมือนกันหมด อีกทั้งเหล่าผู้ฝึกตนในชุดยาวก็พูดคุยกันราวกับรู้จักกันดี เห็นได้ชัดว่าขบวนรถเหล่านี้ล้วนสังกัดพลังอำนาจเดียวกัน
เยียนหงผู้เจนจัด เมื่อถึงเวลาพักแรมในแต่ละครั้งก็มักจะไปพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนจากขบวนอื่น
แต่ด้วยความลึกลับของผู้ฝึกตนเหล่านั้น หรืออาจเพราะนิสัยที่ดูถูกคนธรรมดาของพวกเขา ข้อมูลที่ได้รับจึงแทบไม่มีประโยชน์อะไรนัก
พวกเขาทราบเพียงว่า ขบวนรถเหล่านี้สังกัดอำนาจหนึ่งที่เรียกว่า "สำนักเหินฟ้า" ซึ่งทุก ๆ ไม่กี่ปีจะส่งขบวนรถออกมาตรวจสอบและพาเด็กที่มีรากวิญญาณจากโลกมนุษย์ไป
มีการคาดเดากันว่า สิ่งนี้อาจเป็นองค์กรตัวกลางเชื่อมโลกมนุษย์กับโลกของผู้ฝึกตน ขอบเขตอิทธิพลขององค์กรนี้กว้างใหญ่เพียงใด ยังไม่มีใครในกลุ่มของเจียงลี่สามารถคาดคะเนได้เลย
แต่ก็เป็นจริงที่ว่า เมื่อมีความต้องการก็ย่อมมีผลประโยชน์ และเมื่อมีผลประโยชน์ย่อมมีคนเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้น
หากองค์กรตัวกลางสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้ทั้งสองทาง อย่างน้อยเจ้าสำนักเหินฟ้าก็ต้องมีหัวคิดด้านการเงินไม่น้อย
จากนั้น ในยามเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เคล็ดเสือย่างก้าวของเจียงลี่ฝ่าด่านจนถึงระดับเจ็ด เยียนหงก็มาหาเขาด้วยสีหน้าตื่นเต้นยิ่ง
"เจียงลี่! เจียงลี่! ออกมาเร็ว ๆ! ข้ามีของดีให้ดู!"
เจียงลี่ค่อย ๆ ยุติการฝึก ลอบถอนหายใจ ดูท่าต่อไปนี้เวลาฝึกต้องระวังให้มากขึ้นอีก ระดับต่อไปของเคล็ดเสือย่างก้าวจะเริ่มก่อเกิดพลังภายใน หากโดนขัดจังหวะกระทันหันอีก อาจถึงขั้นกระอักเลือดก็เป็นได้
"ท่านเจ้าลูกคุณ! อะไรกันนักกันหนา ถ้าท่านจะยกหญิงงามให้ข้าสักคน ข้ายังพอมีอารมณ์สนใจบ้าง"
เจียงลี่บ่นเล็กน้อยขณะเดินออกจากรถม้า
ช่วงนี้เขาเอาแต่ฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา เพราะสถานะบัฟที่เขาคอยเปิดไว้อย่างต่อเนื่องทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าตลอดเวลา หากไม่ใช้การฝึกเพื่อระบายพลังงานออกไป เขาก็รู้สึกอึดอัดเหลือเกิน
"พูดอะไรไร้สาระ รีบตามข้ามา! มีขบวนรถอีกสายมารวมกับพวกเราแล้ว คราวนี้เจ้าคาดไม่ถึงแน่ ว่าจะมีใครอยู่ในนั้น!"
เยียนหงตื่นเต้นมาก ดึงเจียงลี่ให้เดินไปยังด้านท้ายของขบวนรถ
"อืม ๆ สาวชาวเปอร์เซียผมทองตาฟ้า? สาวอาหรับผิวคล้ำผมหยิก? หรือสาวมู่เอ๋อร์เจาะหู เจาะจมูก เจาะปาก? ข้าพูดตรง ๆ เลยนะเยียนหง นอกจากผู้หญิงแล้ว เจ้าจะมองเห็นสิ่งอื่นบ้างไม่ได้หรืออย่างไร?"
“คราวนี้ข้ารับรอง รับรองเลยว่าไม่ใช่ผู้หญิง... เดี๋ยวสิ ดู ๆ ไปแล้วก็เหมือนจะใช่นะ... เอาเถอะ! ไม่ใช่ผู้หญิงจริง ๆ ก็แล้วกัน! เอาเป็นว่าเจ้าตามข้ามาดูเองเถอะ!”
ไม่นานนัก เจียงลี่ก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เพราะครั้งนี้ผู้ที่มารุมดูไม่ใช่แค่พวกเยียนหงและพวกหื่นไม่กี่คน แต่รวมกันจากหลายขบวนรถนับรวมแล้วเกินสองร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างพากันมามุงดูขบวนรถขบวนใหม่
คนแบบไหนกันแน่ ถึงได้ดึงดูดความสนใจได้ขนาดนี้?
ยิ่งไปกว่านั้น บรรยากาศไม่ได้เหมือนกำลังดูคน แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังยืนดูสัตว์ในสวนสัตว์มากกว่า
เจียงลี่กับเยียนหงเบียดฝ่าฝูงชนเข้าไป เขาใช้แรงอันเหนือกว่าวัยของตนแหวกฝูงชนเข้าไปถึงด้านใน
สิ่งที่เขาเห็นทำให้ต้องชะงัก เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามิใช่รถม้าธรรมดา แต่เป็นกรงเหล็กขนาดใหญ่ที่ทำจากเหล็กเส้นขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือเชื่อมติดกันแน่นหนา
ภายในกรงนั้นมีอ่างไม้ขนาดครึ่งตัวคนตั้งอยู่ เหมือนอ่างอาบน้ำแบบโบราณที่มักเห็นในละครย้อนยุค
ดูจากลักษณะแล้ว สิ่งที่ถูกขังอยู่ในนั้นคงไม่ใช่คนธรรมดาแน่ อาจเป็นสัตว์ร้ายชนิดใดชนิดหนึ่ง
เจียงลี่หันไปมองเยียนหงด้วยสายตาสงสัย
"ในนั้นคืออะไร?"
"เดี๋ยวก็รู้ รอสักพักมันก็จะโผล่ออกมาเอง"
เยียนหงยืนยันหนักแน่น ยืนอยู่แนวหน้าอย่างภาคภูมิ
ขณะนั้นเอง เด็กหนุ่มบางคนเริ่มหมดความอดทน เดินเข้าไปเคาะถังไม้ในกรงด้วยความคึกคะนอง
บางคนเริ่มปาก้อนแป้งที่กินเหลือเข้าไปในถังไม้นั้น
“เฮ้! ออกมาได้แล้ว! ถ้าไม่ออกล่ะก็ ข้าจะเริ่มปาหินแล้วนะ!”
เด็กหนุ่มจากขบวนรถอีกสายหนึ่งพูดพลางเริ่มหาเศษหินที่พื้น
โครม!
ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นถูกขว้างเข้าไปในถังไม้ สิ่งที่อยู่ข้างในดูเหมือนจะถูกปลุกให้โกรธ น้ำกระจายกระเด็นออกมาอย่างรุนแรง
“พวกเจ้าอยากตายรึไง! ถ้ายังไม่เลิกก็ไสหัวไปให้หมด!”
เสียงตวาดกึกก้องของยอดฝีมือสายพลังภายในดังขึ้น ทำเอาเด็กคนนั้นหน้าซีดเผือดทรุดตัวลงก้นกระแทกพื้น
ฝูงชนที่เหลือรีบเงียบเสียงลงทันที นักสู้ในชุดดำไม่กี่คนก็ปรากฏตัวออกมา ไล่ต้อนให้ทุกคนถอยห่างออกไป
กลุ่มผู้ฝึกตนวัยเยาว์ที่ยังเป็นแค่เด็ก เมื่อถูกข่มขู่ก็ยอมล่าถอยอย่างเชื่อง ๆ เจียงลี่เองก็จำใจต้องเดินออกมาพร้อมกับคนอื่น
ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนจากไป เขาเห็นเพียงแขนเรียวยาวพาดออกมาจากอ่างไม้ เกาะกับซี่กรงเหล็กไว้แน่น
"ข้าไม่ไหวแล้วนะ เยียนหง คราวนี้เจ้าจะบอกได้หรือยัง ว่าข้างในนั่นคืออะไรกันแน่?"
เยียนหงเกาศีรษะ หัวเราะแห้ง ๆ
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน... แต่รับรองว่าเป็นปีศาจแน่ ๆ ปีศาจน้ำด้วย!"
เจียงลี่ส่ายหัวอย่างปลงตก ข้าก็รู้อยู่แล้ว ว่าหวังพึ่งความน่าเชื่อถือจากเจ้าน่ะเป็นไปไม่ได้เลย
"แต่... ปีศาจงั้นเหรอ..."
เจียงลี่พึมพำกับตัวเอง ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคือปีศาจแบบที่เขาคิดไว้หรือเปล่า
...
ค่ำคืนนั้น แสงจันทร์โปรยปรายส่องลงมาอย่างแผ่วเบา
ภายในมุมหนึ่งของค่ายพักที่เงียบสงบ ในรถม้าคันหนึ่ง เสียงกรนดังสนั่นราวฟ้าผ่าดังขึ้น
แน่นอนว่า ไม่ใช่เสียงกรนจริง ๆ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ลำคอของเจียงลี่คงพังยับเยินในวันรุ่งขึ้น
เสียงนั้นเกิดจากการสั่นสะเทือนของกล้ามเนื้อทั่วร่างประสานกับพลังในโพรงอก เป็นผลจากสถานะเพิ่มพลังของเคล็ดเสือย่างก้าว ที่กำลังหล่อหลอมร่างกายของเขาให้แข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย
ในขณะนั้นเอง เสียงขับขานอันอ่อนหวานนุ่มนวลแว่วเข้ามาในหูเขา
ช่างสบาย... ช่างอ่อนโยนเหลือเกิน
ราวกับทารกที่ได้กลับสู่อ้อมอกมารดา เสียงเพลงนั้นล่องลอยเคลียคลอรอบกาย ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
การระวังภัยและป้องกันตัวหายไปอย่างสิ้นเชิง โดยไม่รู้ตัว เคล็ดเสือย่างก้าวที่กำลังหมุนเวียนอยู่ก็ค่อย ๆ หยุดลง
แม้นอนอยู่บนแผ่นไม้แข็งกระด้าง แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับนอนอยู่บนเตียงขนนกอันนุ่มนิ่ม เขาถึงกับเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
กระทั่ง...
【ได้รับผลกระทบจากบทเพลงแห่งอสูรเกล็ด การต้านทานทางจิตล้มเหลว ผลแห่งการสะกดจิตทำงาน】
【สะกดจิต: ลดการรับรู้ลง 50% ลดพลังจิต 50% บังคับเข้าสู่ภาวะหลับลึก ระยะเวลา 3 ชั่วโมง】
ตัวอักษรสองบรรทัดปรากฏขึ้นตรงหน้าทำให้เจียงลี่สะดุ้งเฮือก ความรู้สึกตัวกลับคืนมาชั่วขณะหนึ่ง
แต่...ง่วง! ง่วงเหลือเกิน!
ความง่วงสุดขีดทำให้เจียงลี่รู้สึกราวกับถูกผีอำ แขนขาร่างกายขยับไม่ได้แม้แต่น้อย เปลือกตาหนักราวกับมีเยียนหงสองคนทับอยู่ ไม่อาจลืมตาได้แม้แต่นิด
ไม่ได้! ห้ามหลับ!
สถานะ! ขจัดสถานะเดี๋ยวนี้!
ห้าวินาทีต่อมา เจียงลี่ผุดลุกขึ้นมานั่งหอบหายใจอย่างหนัก อีกเพียงเสี้ยววินาทีเขาก็คงหลับลึกไปแล้ว
โชคดีที่แผงสถานะของเขาปรากฏตรงหน้าโดยตรง แม้จะหลับตาก็ยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
เจียงลี่เต็มไปด้วยคำถาม เสียงเพลงของปีศาจเกล็ดยังขับขานอยู่ด้านนอก ฟังไปได้ไม่กี่อึดใจก็เริ่มรู้สึกเคลิ้มง่วงอีกครั้ง
หลังจากขจัดสถานะ【สะกดจิต】ออกได้อีกครั้ง เขารีบคว้าเศษหมั่นโถวจากอาหารมื้อเย็นมา ฉีกเป็นสองชิ้นแล้วปั้นกลมยัดใส่หูทั้งสองข้าง
เสียงเพลงอันแสนไพเราะพลันกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบเบา ๆ เขาถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
"จะ...ออกไปดูดีไหมนะ?"
"แต่ดูแล้วเสี่ยงชะมัด..."
เขาลังเลอยู่ระหว่างความคิดที่ว่า "อยู่นิ่ง ๆ ยังไงก็ปลอดภัย" กับ "กล้าได้กล้าเสียถึงจะอยู่รอด" ก่อนจะตัดสินใจเลือกทางสายกลาง
เขาค่อย ๆ เจาะรูเล็ก ๆ บนหลังคารถม้า เพื่อแอบส่องดูด้านนอก
เจียงลี่ค่อย ๆ ชักกระบี่ยาวออกมา กดลงบนแผ่นไม้ของหลังคารถแล้วลงมือเจาะ
พลังของเขาในตอนนี้เหนือกว่าคนธรรมดาหลายเท่า กระบี่ในมือนั้นก็เป็นอาวุธล้ำค่าในโลกมนุษย์ เศษไม้ปลิวว่อน ไม่นานรูเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้น
เขามองผ่านรูนั้น พบว่าด้านนอกปกคลุมด้วยหมอกหนา มองเห็นได้ไม่ไกล แม้แต่กองไฟใกล้ ๆ ยังเลือนรางแทบจับภาพไม่ชัด
"กลิ่นหมอกนี่มันคาวชะมัด!"
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!
จากฝั่งป่าไม้ด้านข้าง เสียงพุ่มไม้ขยับไหวรุนแรง ราวกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังวิ่งผ่านไป เขาไม่อาจฟังเสียงได้ถนัด เพราะในหูยังอุดด้วยก้อนแป้งอยู่
เจียงลี่พลันรู้สึกไม่ดี รีบจับกระบี่ในมือแน่น เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
เพียงครู่เดียว เขาก็เห็นเงาดำจำนวนมากพุ่งออกมาจากป่า บางส่วนมุ่งตรงไปยังรถม้าที่ขัง "ปีศาจ" เอาไว้ อีกบางส่วนกลับลอบเข้าไปยังเขตเต็นท์กลางค่าย
เจียงลี่สบถในใจ เหล่าผู้ฝึกตนที่ปกติชอบทำตัวสูงส่ง พอถึงคราวคับขันกลับไม่มีวี่แววสักคน
ก่อนที่ศัตรูจะเข้ามาใกล้ เขารีบเปิดประตูรถม้าเบา ๆ แล้วกระโดดออกมาอย่างคล่องแคล่ว
จากข้อความในแผงสถานะ เพลงที่ไม่ยอมหยุดนี้มีชื่อว่า "บทเพลงแห่งอสูรเกล็ด" และผู้ที่สร้างเสียงนี้ก็น่าจะเป็นปีศาจเกล็ดนั่นเอง
หรือว่าจะมาเพื่อล้างแค้นให้พวกเดียวกันที่ถูกจับไป?
เงาดำพุ่งเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ เพลงพลันหยุดลง ถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามแหลมสูงที่ฟังแล้วขนลุกขนพอง
พวกมันพุ่งเข้าหาเต็นท์ ผ้าหนา ๆ ไม่สามารถต้านทานแรงของพวกมันได้ บรรดาเด็กหนุ่มเด็กสาวที่กำลังหลับใหลถูกลากออกจากผ้าห่มอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อพวกเขาลืมตาตื่นจากความฝัน ก็พบว่ามีเหล่าสัตว์ประหลาดเกาะอยู่บนหน้าท้องของตน กำลังแทะกินอวัยวะภายในอย่างโหดเหี้ยม!
ทันใดนั้น ปีศาจเกล็ดตนหนึ่งไม่รู้ว่าได้กลิ่นอะไรบางอย่างหรือไม่ มันสูดดมแล้ววิ่งตรงมาทางเจียงลี่ทันที
ลมหายใจของมันดังฟืดฟาด แหบพร่า ตรงกันข้ามกับเสียงเพลงที่แสนไพเราะก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
มันเปิดประตูรถม้า ชะโงกหน้ามองซ้ายขวาอย่างสับสน พบว่าไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย
ในขณะเดียวกัน ปลายกระบี่พุ่งออกมาจากใต้ท้องรถ มันฟันเฉือนเข้าที่ขาของปีศาจเกล็ดอย่างรวดเร็ว
เลือดคาวคลุ้งไหลทะลักออกมา ในที่สุดเจ้าสัตว์ประหลาดนั้นก็ล้มลงด้วยความเจ็บปวด
เจียงลี่มุดออกมาจากใต้รถม้า แล้วก้มลงดูสิ่งที่เขาเพิ่งฟันไป ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งนัก เพราะสัตว์ประหลาดตนนี้ไม่ได้ดูน่าเกลียดอะไรเลย ตรงกันข้าม กลับดูสวยงามด้วยซ้ำ
ผิวขาวนวลเนียน ใบหน้ารูปไข้งดงามราวสาวน้อย เส้นผมดำยาวถึงเอวเปียกชุ่มแนบไปกับรูปร่างที่อ่อนช้อย
ไม่แปลกใจเลยที่เยียนหงจะเรียกพวกมันว่า "สาวน้อย" มีเพียงดวงตาดำขลับขยายใหญ่ และเขี้ยวแหลมสองแถวที่เผยออกมาตอนขู่เท่านั้น ที่ทำลายภาพลักษณ์ลง
เจียงลี่ใช้กระบี่ยาวแทงทะลุอกปีศาจเกล็ดตนนั้นทันที เมื่อจัดการเสร็จเขาก็รีบวิ่งไปทางฝั่งของเยียนหง
เมื่อครู่เขาเห็นว่ามีปีศาจเกล็ดหลายตนมุ่งหน้าไปทางนั้น
เสียงกรีดร้องโหยหวนของเด็กหนุ่มสาวที่กำลังจะสิ้นใจดังกึกก้องยามค่ำคืน และในอีกทิศทางหนึ่ง เสียงจากบริเวณที่พักของเหล่าผู้ฝึกตนก็พลันดังขึ้นเสียที
"สารเลว! งานนี้ข้าขาดทุนยับแน่!"
"พวกอสูรรนหาที่ตาย! กล้ามาบนฝั่งอีกเรอะ!"
"ยังจะมัวนอนอยู่อีก! รีบตื่นเดี๋ยวนี้!"
เสียงตะโกนดังลั่นสะท้านอากาศจนหูเจียงลี่อื้อไปหมด
สุดท้ายเสียงนั้นก็ปลุกผู้ที่ถูกสะกดจิตให้ตื่นขึ้น
เหล่าเด็กหนุ่มสาวตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง เมื่อเห็นความโกลาหลภายนอกก็ได้แต่ยืนงง ยิ่งเพิ่มความโกลาหลให้มากขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งพวกเขาอยู่แล้ว
เปลวไฟนับไม่ถ้วนพุ่งผ่านม่านหมอกลงมาปะทะกับเหล่าปีศาจเกล็ด สิ่งที่พุ่งลงมานั้นคือแผ่นยันต์ที่กำลังลุกไหม้
เมื่อยันต์เพลิงกระทบกับร่างของปีศาจเกล็ดที่เปียกชุ่ม มันก็ลุกไหม้อย่างรุนแรงทันที ต่อให้ดิ้นทุรนทุรายกลิ้งไปกลิ้งมาเพียงใดก็ไม่อาจดับเปลวเพลิงได้
นักสู้ชุดดำต่างเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ในมือถืออาวุธคมกริบ พุ่งเข้าหาฝูงปีศาจเกล็ดราวกับฟันแตงโม ศัตรูที่แม้จะดูไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่เมื่อเทียบกับผู้ฝึกภายในแล้วก็ยังห่างชั้น
ไม่นานปีศาจเกล็ดทั้งหลายก็เริ่มแตกฮือหนีไปภายใต้เสียงกรีดร้อง
ในเวลานั้น เงาร่างสีขาวพุ่งเข้ามา มือของพวกเขาถือยันต์ที่แปรเปลี่ยนไป คราวนี้เมื่อโดนเข้าไป ร่างของปีศาจเกล็ดไม่ได้ลุกไหม้อีก แต่กลับแข็งทื่อราวกับหิน ล้มลงนอนนิ่งไม่สามารถขยับได้อีก
"จับเป็นไว้!"