- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ การถือกำเนิดผู้พิทักษ์
- บทที่36 วันหยุดและรายงาน
บทที่36 วันหยุดและรายงาน
บทที่36 วันหยุดและรายงาน
เมื่อช่วงพักเริ่มต้นอย่างจริงจังสำหรับฉันและวิคตอเรีย เธอต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่บ้าง ตารางการกินอาหารส่วนใหญ่ก็ดี เธอปรับตัวเข้ากับมันได้ เธอชอบใช้เวลาอยู่ในห้องสมุดตอนที่ฉันยุ่ง แต่ซูซานทำให้เธอประหม่าเมื่ออยากทำอะไรด้วยกัน มันน่าขำที่ได้เห็น
สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจจริง ๆคือทิลลี่ เรื่องที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวผู้เสพความตายคือ พวกเขามักจะปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตวิเศษแย่ยิ่งกว่าที่ปฏิบัติต่อพวกที่เกิดจากมักเกิ้ลเสียอีก ดังนั้นการที่เธอเห็นทิลลี่ที่กระตือรือร้นและมีความสุขของเราจึงทำให้เธอสับสน
ทิลลี่เธอเป็นคนมีน้ำใจ ห่วงใย มุ่งมั่น และภูมิใจในงานของเธอ มันแตกต่างจากเอลฟ์ประจำบ้านที่เธอเคยเห็นในบ้านของตระกูลขุนนางอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง วันหนึ่งเธอเข้ามาในห้องทำงานเพื่อถามคำถามเกี่ยวกับบ้านของตระกูลเรา
ก๊อก ๆ!!
“เข้ามาได้” ฉันกล่าวโดยไม่เงยหน้าจากกระดาษ
“นายกำลังยุ่งอยู่ เอาไว้คุยทีหลังแล้วกัน” วิคตอเรียถามด้วยท่าทางประหม่าเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร นี่เป็นโครงการที่ฉันดูแลอยู่น่ะ และฉันแค่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน” ฉันกล่าวเพื่อให้เธอสบายใจ
“อือ... แค่อยากถามอะไรหน่อย” เธอกล่าวพร้อมถอนหายใจ
“ว่ามาเลย” ฉันพยักหน้าเรียบ ๆ
“ทำไมเอลฟ์ประจำบ้านของนายถึงได้…” เธอเริ่มถามแต่คิดไม่ออกว่าจะถามอย่างไรดี
“กระตือรือร้น?” ฉันพยายามช่วยเธอจบประโยคให้ได้ ฉันรู้สิ่งที่เธอจะถามดี เพราะฉันสังเกตเธอมาตลอด
“ใช่! เธอมักจะพยายามทำให้แน่ใจว่าทุกคนสบายดี มองหางาน เตรียมอาหาร เครื่องดื่ม หรืออะไรก็ตาม เธอมักจะถามว่าฉันมีทุกสิ่งที่ต้องการไหม หรือมีใครต้องการให้ทำอะไรบ้าง” เธอกล่าว
“อ๋อ เข้าใจแล้ว เธอคงไม่คุ้นเคยกับการเห็นเอลฟ์ประจำบ้านที่มีความสุขใช่ไหม? เธอเคยเห็นแต่ท่าทางที่พวกเขากลัว ขี้อาย คลุ้มคลั่งเล็กน้อยเวลาทำผิด หรือทำร้ายตัวเองใช่ไหม?” ฉันถามเพื่อยืนยัน ซึ่งเธอพยักหน้า
“ก็ง่ายๆ เลย เราปฏิบัติต่อทิลลี่เหมือนคนในครอบครัว เหมือนเพื่อน เหมือนผู้ช่วย เหมือนคนรับใช้ หรือแทบจะเป็นส่วนผสมของทั้งหมด เราค่อย ๆ แนะนำเธอว่าเราชอบอะไร และชมเชยเธอเมื่อเธอทำสิ่งที่ถูกต้อง พร้อมกับให้รางวัลที่เธอชอบเมื่อเธอทำได้ดีเกินคาดหมาย ดังนั้นแทนที่จะเป็นทาสที่เราถือเป็นของตาย เราพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เธอเติบโต ซึ่งมันจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดทั้งสำหรับเราและทิลลี่ เธอพอจะเข้าใจไหม?”
“ฉันคิดว่าฉันเข้าใจนะ มันคือการทำให้เธอมีความสุขและสุขภาพจิตดีเพื่อแลกกับผลลัพธ์การทำงานที่ดีที่สุด” เธอตอบ
“ทำไมพอเธอสรุป มันถึงดูเป็นการสรุปที่เย็นชาจังล่ะ แต่โดยพื้นฐานแล้วก็ใช่ เราแค่ห่วงใยเธอและอยากให้เธอมีความสุข บังเอิญว่าเธอมีความสุขกับการดูแลคนในบ้านเสมอ” ฉันแก้ไขเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้ผิด
“งั้นคำถามต่อไปของฉันเกี่ยวกับบันทึกที่นายเคยพูดถึง ที่อยู่ในห้องสมุดข้างล่าง นายเขียนพวกนั้นตอนอายุเท่าไหร่เหรอ?” จากนั้นเธอก็ถามคำถามต่อไปด้วยความสงสัย
“ฉันคิดว่าประมาณห้าหรือหกขวบนี่ล่ะ ก่อนที่ฉันจะเริ่มเรียนพิเศษอย่างเป็นทางการ ฉันเริ่มอ่านทุกอย่างในห้องสมุดและพยายามปรับปรุงจากสิ่งที่ฉันอ่านเอง ถ้าฉันกลับไปดูพวกมันตอนนี้ ฉันอาจจะแก้ไขสิ่งที่ฉันเคยแก้ไขไปแล้วได้ แต่ก็ยังมีข้อมูลดี ๆ อยู่บ้างนะ” ฉันกล่าวกับเธอพร้อมระลึกถึงอดีตเล็กน้อย
“นายเขียนพวกนั้นตอนอายุห้าขวบเหรอ!?” วิคตอเรียอุทานด้วยความประหลาดใจมาก “ฉันไม่เคยคิดถึงสิ่งที่นายเขียนเลยแม้แต่ตอนนี้!”
“ฉันคิดว่านั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมหลายคนถึงไม่สังเกตสิ่งที่ฉันแก้ไขไป แนวคิดของพวกเขาถูกกำหนดไว้แล้วจากมุมมองของครอบครัวและสามัญสำนึก ฉันอ่านพวกนั้นด้วยความสนใจ และมีมุมมองจากภายนอก ดังนั้นจึงเป็นการแก้ไขที่เป็นกลาง อันที่จริงมันเป็นสิ่งที่โน้มน้าวให้ป้าของฉันจ้างครูสอนพิเศษที่เหมาะสมให้ฉันด้วยแหละ” ฉันอธิบาย
“ฉันอยากเห็นบันทึกพวกนั้น!” ฟังจบเธอก็เรียกร้องด้วยแววตาที่ลุกโชน
“แน่นอน มาสิ ฉันปรับปรุงห้องของฉันเพื่อให้ฉันจัดระเบียบทุกอย่างได้โดยไม่ต้องมีชั้นวางเต็มห้องเลยนะ” ฉันกล่าวขณะลุกขึ้นและเดินไปที่ประตูห้องของฉัน
“ยินดีต้อนรับ เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่เข้ามาที่นี่ ไม่คิดจริง ๆ ว่าจะเป็นเธอไปได้” ฉันกล่าวพร้อมหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง
“จริงเหรอ? แล้วนายคาดหวังว่าจะใครล่ะ?” เธอถามพร้อมเลิกคิ้ว
“ไม่รู้สิ แฟนคนแรกมั้ง” ฉันกล่าวพร้อมยักไหล่ ซึ่งทำให้วิคตอเรียตกตะลึงกับคำตอบของฉันไปพักหนึ่งเลยทีเดียว
“เอาล่ะ มานี่สิ” ฉันกล่าวเพื่อดึงเธอออกจากภวังค์ “ชั้นวางถูกตั้งค่าเป็นอักษรรูนโบราณ เนื่องจากเป็นโครงการล่าสุดที่ฉันเพิ่งทำเสร็จ ตอนนี้มันอยู่ที่ชั้นสี่ในหัวข้อนั้น ฉันมีปุ่มหมุนสองปุ่ม ปุ่มหนึ่งสำหรับหัวข้อ อีกปุ่มหนึ่งสำหรับหมายเลขชั้น ยิ่งหมายเลขต่ำ การวิจัยและบันทึกก็จะยิ่งเก่า เข้าใจง่ายใช่ไหม?”
ฉันอธิบายพลางหันกลับไปถามเพื่อดูว่าเธอตามทันหรือเปล่า
“เดี๋ยวนะ ถ้าสิ่งที่นายพูดเป็นความจริง งั้นนายก็ต้องมีชั้นวางอย่างน้อย 12 ชั้นในนั้นไม่ใช่เหรอ!? นายจัดพวกมันทั้งหมดเข้าไปในชั้นวางหมดได้ยังไงกัน!?” วิคตอเรียอุทานขณะคิดถึงจำนวนวิชาที่สอนในฮอกวอตส์
“ฉันเข้าใจว่าทำไมเธอถึงคิดว่ามีเยอะขนาดนั้น แต่ไม่ใช่หรอก หลังจากที่ฉันเข้าใจศาสตร์พยากรณ์ถึงจุดหนึ่ง ฉันก็ปล่อยมันไป เพราะฉันไม่มีพรสวรรค์ในศาสตร์นั้น และการใช้เวลามากขนาดนั้นเพื่อดูอนาคตที่เป็นไปได้ไม่เต็มร้อยก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉันชอบ นอกจากนี้ฉันยังไม่มีอะไรเกี่ยวกับวิชามักเกิ้ลศึกษาเลย เพราะฉันตัดสินใจที่จะสัมผัสด้วยตัวเองและศึกษาความรู้ของพวกเขาด้วยการเห็นดับตามากกว่า หนังสือเกี่ยวกับวิชานั้นล้าหลังความเป็นจริงไปกว่าร้อยปี หรือไม่ก็เขียนออกมาได้แบบโง่เขลาอย่างสิ้นเชิง” ฉันอธิบายให้วิคตอเรียฟัง
“แล้วต้องเริ่มจากชั้นที่สิบใช่ไหม?” เธอถามเพื่อความแน่ใจ
“ไม่ เพราะต่อให้ไม่มีสองวิชานั้น ฉันก็เรียนรู้เรื่องการดวล การป้องกัน และการรักษา พร้อมกับการถอนคำสาปควบคู่กันไป เพื่อทำความเข้าใจทั้งสองด้านของคาถาและป้องกันตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
“งั้นก็ต้องมีอย่างน้อย 13 ชั้นสิ!” ในที่สุดเธอก็เข้าใจ
“ก็ใช่ แต่ฉันคิดว่าตอนนี้ใกล้เคียงสี่สิบชั้นแล้ว เพราะมันไม่ได้มีแค่บันทึกของฉันเท่านั้น แต่ยังมีหนังสือดี ๆ เกี่ยวกับหัวข้อต่าง ๆ ที่มีข้อมูลหรือทฤษฎีที่หนักแน่น คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ หรือหนัสือเพื่อใช้เป็นจุดอ้างอิงที่ดีในการทำความเข้าใจทฤษฎีของฉันเอง ทุกอย่างถูกจัดเรียงตามลำดับเวลาสำหรับบันทึกของฉัน และตามตัวอักษรสำหรับหนังสือจริง...” ฉันอธิบายระบบของฉันให้แขกที่อ้าปากค้างฟัง
“มันทำงานยังไงกันแน่?” เธอพยายามถามออกมา
“โดยพื้นฐานแล้วเป็นการขยายพื้นที่ขนาดใหญ่มากบนพื้นผิวไม้ของชั้นวาง กำหนดรหัสเฉพาะให้กับชั้นวางทั้งหมดเพื่อให้ตอบสนองต่อปุ่มหมุน ใส่คาถาเรียกของที่พัฒนาแล้วเพื่อให้พวกมันมาและกลับไปยังตำแหน่งที่กำหนดในพื้นที่ที่ขยายออกไปได้ ค่อนข้างเจ๋งเลยใช่ไหม นี่ฉันได้ไอเดียมาจากภาพยนตร์มักเกิ้ลเกี่ยวกับอนาคตในอีกหลายร้อยปีข้างหน้าเลยนะ” ฉันอธิบายอย่างง่าย ๆ โดยไม่สนสีหน้ามึนงงของวิคตอเรียเลย
“แล้ว... นายอนุญาตให้ฉันอ่านพวกนี้ทั้งหมดเลยเหรอ?” เธอพยายามเค้นเสียงถาม
คือใครจะยอมให้คนอื่นอ่านผลงานชิ้นเอกของชีวิตตัวเองง่าย ๆ ล่ะ จริงไหม? อย่างน้อยวิคตอเรียก็ไม่ใช่หนึ่งในคนแบบนั้นแน่ ๆ
“แน่นอน! ความรู้มีไว้แบ่งปัน ถ้าเธอคิดว่าจะปรับปรุงแนวคิดและผลลัพธ์ของฉันได้ ก็หยิบสมุดเปล่าไปเขียนได้เลย ฉันชอบเห็นแนวคิดใหม่ ๆ นะ!” ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มสดใส ทำให้เด็กสาวผงะก้าวถอยหลังไป
“เธอจะอ่านที่นี่หรือที่อื่นก็ได้นะ แต่ฉันจะต้องกลับไปทำงานแล้ว” ฉันกล่าวแล้วทิ้งวิคตอเรียไว้คนเดียว ส่วนฉันก็กลับไปที่ห้องทำงานและเริ่มอ่านรายงานของฉัน ในฐานะทายาทตระกูลโบนส์และไมเคิล โฟล์สเตอร์ต่อไป
โครงการที่ใหญ่ที่สุดสำหรับฉันคือการสร้างพื้นที่ผลิตไม้ โดยใช้วิธีการตัดไม้แบบไดซูกิ (คือต้นสนยกพื้น เป็นเทคนิคเก็บเกี่ยวไม้ซุงโดยเฉพาะ โดยจะตัดแต่งต้นสนสุกิให้ฐานแผ่กว้าง เพื่อให้หน่ออ่อนแทงยอดตั้งตรง จากนั้นตัดเฉพาะยอดมาใช้แทนที่จะตัดไม้ทั้งต้น) โดยทุกชิ้นมาจากต้นไม้ต้นเดียว
ฉันคุยกับเกริ ซึ่งยังอยู่ในช่วงฝึกงาน ฉันให้เธอประกาศรับสมัครงานให้กับมนุษย์หมาป่าที่ไว้ใจได้ ค่าจ้างของพวกเขาจะอยู่ที่ประมาณ 40 แกลเลียนต่อเดือน ค่าจ้างคำนวณโดยคำนึงถึงยาน้ำวูล์ฟส์เบนด้วย ซึ่งมันยังคงมีราคาแพงในขั้นตอนการผลิต แม้จะมีการปรับปรุงบางอย่างแล้ว นอกจากนั้นฉันก็จัดหาที่พักอาศัยให้ อาหาร และพื้นที่ใต้ดินที่เตรียมไว้อย่างเหมาะสมสำหรับการแปลงร่างในคืนจันทร์เต็มดวง
แม้จะมีการหักนู่นนี่นั่น มันก็เหนือกว่าค่าจ้างที่มนุษย์หมาป่าจะได้รับจากการทำงานในร้านค้าแทบทุกร้าน ส่วนใหญ่พวกเขาจะได้รับค่าจ้างเป็นยาน้ำวูล์ฟส์เบนเท่านั้น... สำหรับมนุษย์หมาป่าที่ทำงานกับ FIRM พวกเขาต้องเซ็นสัญญาการรักษาความลับที่เพิ่มเข้าไปในสัญญาจ้างด้วย และได้รับการสอนวิธีการทำงานจากผู้เชี่ยวชาญที่เราจ้างมาจากญี่ปุ่น แต่พวกเขาก็จะมีงานที่มั่นคงหลังจากนี้
รายงานจากฝั่งไมเคิลก็มีแนวโน้มการพัฒนาที่ดีเช่นกัน อย่างแรกคือร้านขายยาและปรุงยาเบรกกิ้ง กราว์การปรากฏตัวของร้านปรุงยาที่ปพัฒนาตัวยาขึ้นมากมายในร้าน ทำให้ผู้ที่ซื้อของจากร้านต้องตะลึง กระทรวงเวทมนตร์ก็หาวันลงพื้นที่เพื่อทดสอบยาทุกชนิด และเมื่อข่าวแพร่สะพัดว่าทุกอย่างใช้งานได้ตามที่ระบุไว้ มันก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกแห่งการปรุงยา ตลาด และกระทรวงเอง
พวกเขายิ่งเพิ่มความพยายามเป็นสองเท่าเพื่อตามหาไมเคิล โฟล์สเตอร์ที่ลึกลับ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของเขาที่เปิดขายในราคาที่สมเหตุสมผลมาก เขาจึงได้รับการติดต่อให้จัดหายาให้กับโรงพยาบาลเซนต์มังโก ซึ่งได้รับการตอบรับ แต่จะต้องใช้เวลาในการตั้งสายการผลิตที่ทำงานได้ด รวมถึงจ้างและคัดเลือกพนักงานใหม่ด้วย นักปรุงยาคนอื่นพยายามโต้แย้งเรื่องการนำยาใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก แต่ข้อขัดแย้งของพวกเขาถูกกลบไปอย่างง่ายดาย
ตระกูลสำคัญบางตระกูลพยายามสร้างปัญหาให้กับร้าน แต่ทุกอย่างได้รับการจัดการเรียบร้อยโดยการติดสินบนบางคนที่เกี่ยวข้อง และแม้หลังจากที่ฉันติดสินบนไปหลายคน แต่พอเปิดร้านแล้ว บัญชีธนาคารของฉันก็เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลกเวทมนตร์อังกฤษ
เฮรัลด์ นิวส์หรือสำนักข่าวหนังสือพิมพ์เฮรัลด์เองก็ค่อยๆ สร้างชื่อเสียง ด้วยข่าวที่แม่นยำอย่างยิ่ง การรายงานที่น่าเชื่อถือ แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และการรายงานตามข้อเท็จจริง เพียงแต่มันยังไม่ได้รับความนิยมเท่าเดลี่ พรอเฟ็ต แต่ก็กำลังสร้างอิทธิพลของตัวเอง ฉันวางแผนที่จะขยายฐานผู้อ่านให้มากขึ้นเมื่อเนื้อเรื่องหลักของแฮร์รี่ พอตเตอร์เริ่มขึ้น
ฟาร์มวัตถุดิบของฉันอย่างฟาร์มเพาะบ่มธรรมชาติ ในที่สุดก็เปิดดำเนินการแล้ว ตอนนี้ยังไม่ได้ขายอะไรในตลาด เนื่องจากฉันต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก แต่ฉันต้องจ่ายเงินให้เอง พนักงานได้รับการฝึกฝนในการปลูกสมุนไพรเพียงชนิดเดียวสำหรับแต่ละแปลง โดยกระจายความรู้กันไปในแต่ละคน แม้จะไม่นับรวมสัญญาเวทมนตร์ที่พวกเขาเซ็นไว้ ซึ่งระบุว่าแม้ว่าพวกเขาจะลาออก พวกเขาก็ไม่สามารถใช้หรือเผยแพร่ความรู้นั้นได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน สก็อตต์ หรือมาดามแชมเบอร์ก่อนก็ตาม
บริษัทป้อมปราการคุ้มภัย ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัย ตอนนี้ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ในบัญชีรายชื่ออีกสิบคน หลังจากได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของโอลิเวอร์ มีสามคนได้รับการพิจารณาว่าอยู่ในระดับมือปราบมาร และพวกเขาถูกมอบหมายให้ประจำอยู่ในบริเวณใกล้เคียงศูนย์ FIRM และ เบรกกิ้งกราวด์เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือการคุกคามที่อาจเกิดขึ้น โอลิเวอร์มีความสุขมากกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ฉันเตรียมไว้ให้
การฝึกของมาดามอิเลน ซัมเมอร์สก็เป็นไปด้วยดีมาก หลังจากที่ฉันเสนอเงินมากกว่าไอ้สารเลวที่พยายามทำให้เธอลาออก ฉันก็ดึงเธอกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จแล้วเธอก็ทำได้ดีมาก ฉันให้การสนับสนุนเธอโดยการซื้อข้อมูลจากก็อบลินและช่วยเธอเลือกเป้าหมายที่ปลอดภัย แต่สามารถสร้างความประทับใจให้เขา เพื่อให้อีกฝ่าคอยส่งเสริมอาชีพการงานของเธอได้ง่าย
สุดท้าย... ศูนย์ FIRM กำลังกลายเป็นสถานที่ต้อนรับสำหรับมักเกิ้ลบอร์นทุกคนที่พยายามหางานที่มั่นคงในธุรกิจของฉันหรือกับธุรกิจอื่น ๆ มีสองสามแห่งรอบตรอกไดแอกอนที่ตกลงที่จะจ้างคนเพิ่ม พ่อมดและแม่มดเหล่านี้มีความสุขมากที่มีระบบเงินบำนาญที่เราจัดตั้งขึ้นเหมือนโลกมักเกิ้ล พวกเขาเห็นพ่อมดและแม่มดชราจำนวนมากสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างและไม่อยากลงเอยเหมือนพวกเขา ศูนย์นี้ยังเป็นจุดติดต่อแรกที่ดีสำหรับมักเกิ้ลที่เพิ่งเข้ามาในโลกเวทมนตร์ ช่วยให้พวกเขาเข้าใจโลกด้านนี้อย่างเหมาะสมด้วย
สก็อตต์กล่าวว่าบ้านที่ฉันต้องการซื้อทั้งหมดพร้อมที่จะลงอาคมป้องกันแล้ว ซึ่งจะต้องรอจนถึงฤดูร้อนก่อน การลงทุนของฉันในฝั่งมักเกิ้ลนั้นก็ทำได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ สก็อตต์ใช้การคาดเดาเศรษฐกิจพื้นฐาน ซื้ออาคารบางหลังในตรอกไดแอกอนและจองไว้หนึ่งหลังสำหรับตระกูลโบนส์ เนื่องจากฉันต้องการที่ที่สามารถแสดงสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ของฉันได้
นอกจากนี้เขายังแจ้งให้ฉันทราบว่า เขากำลังเข้ารับการฝึกอบรมกับโอลิเวอร์หลังจากได้รับการอนุมัติจากฉัน เพื่อฝึกฝนตัวเอง มันทำให้เขาตกใจเมื่อฉันเปิดเผยว่าคนที่คุณก็รู้ว่าใครคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ เขายังกล่าวว่าตัวเขาและเกริเริ่มเข้ากันได้ดีขึ้นแล้ว แต่ยังคงมีระยะห่างระหว่างพวกเขาสองคนอยู่บ้าง
พออ่านจบก็เก็บรายงานของฉันและเตรียมตัวเข้านอน ฉันปิดไฟทุกดวงในห้องและมุ่งหน้าไปยังห้องของฉัน แต่ฉันลืมไปเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็คือฉันได้บอกวิคตอเรียว่าเธอสามารถอ่านหนังสือในห้องของฉันได้ ดังนั้นเมื่อฉันกลับเข้าห้อง ฉันจึงเผลอแสดงสีหน้าประหลาดใจที่เห็นเธอกำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือบนเก้าอี้อ่านหนังสือของฉัน ขนาดเธอเองไม่ได้สังเกตเห็นว่าฉันกลับห้องมาแล้วด้วยซ้ำ
ดังนั้นด้วยความคิดแปลก ๆ รอยยิ้มชั่วร้ายได้ปรากฎขึ้นบนใบหน้า ฉันตัดสินใจทำให้เธอตกใจ ฉันค่อย ๆ คลานเข้าไปใกล้จนกระทั่งอยู่ข้างหลังเธอ
“อ่านอะไรอยู่เหรอ?” ฉันยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูเธอ
“กรี๊ดดดด!” เธอกระโดดออกจากเก้าอี้ทันทีที่ฉันเป่าลมหายใจอุ่น ๆ ที่ข้างหู
บอกเลยว่าเสียงร้องของเธอมันเพราะจนประเมินค่าไม่ได้ อันที่จริงก็แอบแก้แค้นเล็ก ๆ นั่นแหละนะ
“ทำไมนายไม่เคาะประตูยะ!!!” เธอกรีดร้องด้วยความโกรธและอับอาย
“ห้องฉันเอง ไม่คิดว่าเธอจะยังอยู่ที่นี่” ฉันตอบพยายามทำหน้าเฉย
“มันไม่สำคัญว่าจะเป็นห้องของนายหรือเปล่า คราวหน้าคุณต้องเคาะประตู เผื่อมีใครอยู่ในห้อง!” เธอตอบโต้ด้วยความโกรธ
พริบตานั้นฉันเห็นได้เลยว่านี่จะเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีทางชนะได้ ไม่ว่าฉันจะถูกหรือมีเหตุผลแค่ไหน ดังนั้นฉันจึงเลือกที่จะยอมแพ้ดีกว่า
“เอาล่ะ คราวหน้าฉันจะเคาะประตูนะ” ฉันกล่าวพร้อมยกมือขึ้นยอมแพ้
“ดีที่เข้าใจ” เธอกล่าวแค่นั้นแล้วปล่อยฉันไป
“ทีนี้บอกฉันมาซิ นายคิดเรื่องพวกนี้ทั้งหมดออกมาได้ยังไงกัน? ฉันนึกไม่ออกเลย นายเขียนและสร้างสิ่งต่าง ๆ ที่พ่อมดแม่มดไม่เคยคิดถึงมาหลายศตวรรษที่อยู่กับเวทมนตร์ แต่เด็กก่อนวัยเข้าเรียนที่ไม่มีแม้แต่ไม้กายสิทธิ์กลับทำได้ทั้งหมด นี่เพิ่งเริ่มต้น ฉันก็แทบไม่เข้าใจแล้ว” วิคตอเรียกล่าวด้วยท่าทางพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
“ฉันเข้าใจว่าทำไมเธอถึงรู้สึกแบบนั้น เหตุผลที่ฉันเชื่อว่าฉันทำได้มากขนาดนี้ก็ง่าย ๆ เพราะฉันไม่คิดว่าเวทมนตร์จะสมบูรณ์แบบหรืออยู่ในรูปแบบสุดท้าย ไม่มีคาถา รูปแบบหรือวิธีการใดที่สมบูรณ์แบบในความคิดของฉัน และทุกสิ่งสามารถพัฒนาได้เสมอ เธอแค่ต้องหาว่ามันอะไรเท่านั้น” ฉันพยายามอธิบาย
“สอนฉันสิ” เธอจ้องตาฉันเขม็ง
“อะไรนะ?” ฉันแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ฉันอยากให้นายสอนฉันว่านายทำทั้งหมดนี้ได้อย่างไร ฉันอยากสร้างคาถาของตัวเองเหมือนที่นายทำ และเป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้” เธอตอบด้วยความมุ่งมั่น
“เธอจะต้องเข้าใจก่อนนะว่าเธอไม่สามารถทำทุกอย่างที่ฉันทำได้ แม้ว่าฉันจะสอนเธอก็ตาม พลังเวทมนตร์สำรองของฉันนั้นพูดตรง ๆ ว่ามันเยอะจนน่าขำสำหรับเด็กในวัยเดียวกันกับฉัน และทำให้ฉันได้เปรียบอย่างไม่ยุติธรรม เมื่อรู้แบบนั้นแล้ว เธอยังอยากเรียนรู้จากฉันอยู่ไหม?” ฉันถามเพื่อให้แน่ใจว่าเธอรู้ว่าเธอกำลังจะเจออะไร
“แน่นอน” วิคตอเรียตอบโดยไม่ต้องคิด แต่คำนั้นคำเดียวกลับแฝงไว้ด้วยไฟที่ดูแล้วไม่มีวันมอดก่อนจะทำได้สำเร็จ
“เอาล่ะ งั้นฉันจะพยายามเน้นย้ำเรื่องพื้นฐานให้เธอจนหมดก่อนช่วงพักจะจบแล้วกัน” ฉันกล่าวตอบรับความตั้งใจของเธอ
**************************