- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ การถือกำเนิดผู้พิทักษ์
- บทที่34 การช่วยเหลือหญิงสาวผู้โดดเดี่ยว
บทที่34 การช่วยเหลือหญิงสาวผู้โดดเดี่ยว
บทที่34 การช่วยเหลือหญิงสาวผู้โดดเดี่ยว
ขณะที่ฉันกำลังคิดว่าจะช่วยวิคตอเรียอย่างไร มาดามพอมฟรีย์ก็มาถึงพร้อมกับเจมส์ตามหลังมา และสเนปก็มาถึงในเวลาต่อมา
“เด็กผู้หญิงเป็นอย่างไรบ้าง เอเดน?” มาดามพอมฟรีย์ถามขณะผลักประตูเข้ามาด้วยความตกใจ
“ไม่ได้น่ากังวลอะไรมากนัก เราพาเธอขึ้นจากทะเลสาบเร็วพอ แล้วก็ทำให้เธอแห้ง จากนั้นพาเธอเข้ามาห้องพยาบาลทันทีครับ ดังนั้นสิ่งที่แย่ที่สุดก็คือต้องกินยาสองสามวัน” ฉันตอบหญิงชราที่กำลังตบอกโล่งใจ
“คุณบอกว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่ากังวลมากนัก แล้วส่วนที่ควรเป็นกังวลมันคืออะไรล่ะ โบนส์?” สเนปถาม จับใจความคำพูดของฉันได้
“มีอยู่สองสามเรื่อง ที่ใหญ่ที่สุดคือ ผมคิดว่าเธออาจถูกทำร้ายร่างกายและอาจถูกด่าทอในบ้านของเธอ” ฉันกล่าวอย่างจริงจัง
“โอ้ เมอร์ลิน! ที่รัก คุณล้อเล่นไม่ได้นะ เอเดน!” มาดามพอมฟรีย์อุทาน
“อย่ามาโกหกฉัน โบนส์” สเนปชักสีหน้าพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“อาการบาดเจ็บและสภาพจิตใจของเธอสอดคล้องกับทุกสิ่งที่คุณสอนและสิ่งที่ผมค้นคว้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาดามพอมฟรีย์ ยังไงก็ทำการทดสอบวินิจฉัยด้วยตัวของคุณเองก็แล้วกัน” ฉันตอบง่าย ๆ เพื่อเป็นการยืนยันการวินิจฉัยของฉันเกี่ยวกับวิคตอเรีย
ฉันกล่าวจบ มาดามพอมฟรีย์จึงร่ายคาถาของเธอเองทันที
“เคราเมอร์ลิน” เธออุทานกับตัวเองขณะที่ดวงตาเบิกกว้าง
“ว่ายังไง มาดาม? เด็กนั่นโกหกหรือแค่ไร้ความสามารถ?” สเนปถามเสียงดังใส่เธอ
ฉันกัดฟัน พลางสาบานในใจ 'สัปดาห์นี้ฉันจะให้ไอ้ศาสตราจารย์อีโก้สูงนั่นตรวจการบ้านฉันเป็นสองเท่า เขาคิดว่าสิ่งที่ฉันส่งให้เขาตอนนี้แย่แล้วสินะ คอยดูแล้วกัน!!'
ฉันคิดกับตัวเองเพราะสเนปดูถูกทักษะของฉัน
“ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก เซเวอร์ัส เอเดนพูดถูกต้องทุกประการ คุณทราเวอร์สแสดงอาการของคนถูกทารุณกรรมอย่างชัดเจน และมีบาดแผลที่ได้รับการรักษาอย่างไม่ถูกต้องเพื่อปกปิดมันด้วย” เธอตอบอย่างจริงจัง
“โบนส์ คัลลาเวย์ และวอร์ดส์ ห้ามพวกคุณพูดเรื่องนี้กับใคร ฉันจะคุยเรื่องนี้กับศาสตราจารย์ใหญ่” ชายหน้าบูดออกคำสั่งและประกาศประกาศิตตัวเองขณะเดินจากไป
“ถ้าอย่างนั้น ผมขออยู่ช่วยคุณได้ไหมครับ มาดามพอมฟรีย์? ผมรู้สึกว่าตอนนี้เธอต้องการกำลังใจจริง ๆ” ฉันถามอาจารย์สอนการรักษาของฉัน ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยค้างคืนในห้องพยาบาลเพื่อเฝ้าไข้ผู้ป่วยมาก่อนเสียหน่อย
“ได้สิ เอเดนขอบคุณที่เสนอตัวนะ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มบนริมฝีปาก
ด้วยเหตุนั้น ฉันจึงใช้เวลาช่วงเย็นรอให้เธอตื่น เจมส์และคริสเตียนแวะมาดูสถานการณ์ทุกช่วงเปลี่ยนคาบ แต่หลังจากเข้าใจว่าตอนนี้พวกเขาทำอะไรไม่ได้ พวกเขาก็จากไปและเตรียมตัวกลับบ้านในตอนเช้าพรุ่งนี้
เมื่อท้องฟ้าใกล้จะมืดสนิท วิคตอเรียก็ตื่นขึ้นในที่สุด
“ดีใจที่เห็นเธอตื่นแล้ว” ฉันกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส “รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”
“นายมาทำอะไรที่นี่? มาเยาะเย้ยฉันเหรอ หรือมาพิสูจน์ว่านายเก่งกว่าฉัน?” เธอถามอย่างก้าวร้าว ราวกับว่าปราการป้องกันสุดท้ายของเธอกำลังถูกโจมตี
“ไม่ วิคตอเรีย ฉันมาดูแลเธอ ฉันและเพื่อน ๆ เป็นคนพาเธอขึ้นจากทะเลสาบ แล้วเรายังลงโทษพวกผู้หญิงเหล่านั้นสำหรับการกระทำของพวกเขาด้วย ตอนนี้ฉันกำลังพยายามช่วยรักษาเธอให้ดีขึ้น ดังนั้นได้โปรดอย่าคิดว่าฉันมาทำร้ายเธอสิ แต่ถ้าคุณอยากระบายอะไรออกมาก็ทำได้เลย ฉันจะอยู่ที่นี่เพื่อรับฟังเอง” ฉันตอบอย่างอ่อนโยนกับเด็กผู้หญิงที่เจ็บปวดมามาก
ซึ่งตอนนี้เธอเหมือนสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ เธอจะตะครุบทุกสิ่งที่เข้ามาใกล้เธอ
“หึ! เหมือนฉันจะเชื่องั้นแหละ ว่าซิลเวอร์สตาร์ที่สมบูรณ์แบบจะเสียเวลามาคุยกับฉัน! รู้ไหมว่าฉันโดนอะไรมาบ้าง!! ไอ้เด็กโง่ที่พยายามเอาชนะเขา! ไอ้งูหยาบคายที่พยายามทำให้ตัวเองดูดีกว่าคนอื่น! ไอ้พวกคลั่งเลือดบริสุทธิ์! ไอ้พวกอันธพาล...” เธอตะโกนใส่พร้อมระบายอารมณ์ใส่ฉัน แต่ฉันเพียงแค่ยิ้มอย่างอบอุ่นและหวังว่าจะกระตุ้นให้เธอระบายความโกรธออกมามากขึ้นเท่านั้น
รอยยิ้มนั้นทำให้เธอชะงัก เธอไม่คาดคิดว่าจะได้รับรอยยิ้ม
“ทำไมคุณถึงยิ้ม!? นายคิดว่ามันตลกเหรอที่ฉันตะโกนใส่นายน่ะ?!” จากนั้นเธอก็หันมาตะคอกใส่ฉัน “นายคิดว่าฉันต่ำต้อยกว่านายมาก จนนายสามารถปัดทุกสิ่งที่ฉันพูดทิ้งได้เลยเหรอ!?”
ในที่สุดพอคำพูดสุดท้ายของเธอหลุดออกมา ฉันก็เห็นน้ำตาคลอเบ้าเธอ
“ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นเลย วิคตอเรีย” ฉันตอบเรียบ ๆ ด้วยน้ำเสียงสงบ “จริง ๆ แล้วฉันเชื่อว่าเธอเป็นแม่มดที่มีพรสวรรค์มาก”
“อย่ามาดูถูกฉันนะ! นายคิดว่าฉันจะยอมรับความสงสารของนายหรือไง! ฉันเป็นสมาชิกของตระกูลทราเวอร์สผู้สูงศักดิ์และเก่าแก่!” เธอกรีดร้องตอบกลับมาแทน ราวกับว่าเธอกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าเธอเข้มแข็งต่อหน้าฉัน
“ฉันไม่ได้ดูถูกเธอเลยนะ วิคตอเรีย เธอเป็นนักเรียนคนเดียวในรุ่นของเราที่ฉันไม่เคยต้องช่วยในวิชาใด ๆ เลยสักครั้ง เกรดของเธอยอดเยี่ยมมาก และคุณได้รับมันมาด้วยความพยายามทั้งหมดของตัวเอง เธอเป็นคนมุ่งมั่น เข้มแข็ง กล้าหาญ และฉลาดเฉลียว สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างที่แท้จริงของแม่มด” ฉันกล่าวอย่างตรงไปตรงมากับเด็กผู้หญิงคนนั้น
“ฉันเสียใจมากที่คนอื่น ๆทำร้ายเธอมากขนาดนี้เพราะฉัน ฉันพยายามบอกพวกเขาอย่างชัดเจนว่าฉันเกลียดการกระทำเลวทราม เช่นการรังแกคนอื่นมากแค่ไหน แต่มันดูเหมือนว่าฉันล้มเหลวกับเธอ ดังนั้นฉันขอโทษ” ฉันกล่าวจบก็ก้มหัวให้กับเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารตรงหน้า
“หย... หยุดขอโทษฉันได้แล้ว! นายคิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบนักเหรอ! เกรดดีที่สุด! เป็นที่นิยมที่สุด! น่าดึงดูดที่สุด! เก่งกาจ! รอบรู้! เข้าสังคมเก่ง! ใจดี! นายคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นเสมอเลย ฉันเกลียดคนอย่างนายที่สุด! นายไม่เหมือนมนุษย์ด้วยซ้ำ! เหมือนลูกครึ่งเอลฟ์กับวีล่ามากกว่า!” เธอกรีดร้องใส่ฉัน กำแพงในใจเธอหนากว่าที่ฉันคิดไว้มาก
“ฮ่าฮ่า ตอนนี้แปลกใหม่จริง ๆ! ไม่มีเพื่อนคนไหนของฉันเคยคิดถึงเรื่องนี้เลย ลูกครึ่งวีล่ากับเอลฟ์... เหลือเชื่อเลยแฮะ!” ฉันอุทานพร้อมหัวเราะ การเห็นปฏิกิริยาของฉันทำให้เธอสับสนอย่างมาก เธอไม่เข้าใจว่าฉันหัวเราะกับการเยาะเย้ยของเธอแบบนี้ได้อย่างไร
“แต่วิคตอเรีย เธอรู้ไหม... ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบแม้แต่น้อย ฉลาดน่ะใช่ สร้างสรรค์ แข็งแกร่ง และเข้าสังคม นั่นแน่นอน แต่ไม่เคยสมบูรณ์แบบ” ฉันกล่าวกับเด็กผู้หญิงคนนั้น
“ฮึ เหมือนฉันจะเชื่อนายตายแหละ ฉันรู้ว่านายคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น นั่นคือเหตุผลที่นายแบ่งความเมตตา ‘ช่วย’ พวกเขา ทำไมนายถึงเปิดห้องโง่ ๆ ของนายกันล่ะ ทำไมคุณถึงเรียนรู้วิธีรักษาโรคควบคู่ไปกับการเรียน นั่นเป็นเพราะมันทำให้นายรู้สึกดีกว่าคนอื่น ใช่หรือเปล่า?!” เธอชักสีหน้าพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เสียดแทง
“ไม่ ฉันพยายามช่วยคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน เพราะพูดตามตรง ฉันศึกษาบทเรียนในทุกชั้นปี ที่เรียนในฮอกวอตส์เสร็จหมดแล้ว และฉันแค่ปรารถนาที่จะช่วยเพื่อนร่วมชั้นของฉันให้พัฒนาและสนุกกับเวทมนตร์เหมือนที่ฉันทำ” ฉันตอบคำพูดที่เสียดแทงของเธอ
“โกหก! นายคาดหวังให้ฉันเชื่อว่านายเรียนถึงระดับ ว.พ.ร.ส. แล้วเหรอ!” วิคตอเรียปฏิเสธ
“ฉันเรียนถึงระดับ ส.พ.บ.ส. แล้วต่างหาก ในวิชาปรุงยา สมุนไพรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อักษรรูน ตัวเลขมหัศจรรย์ และดาราศาสตร์ ตั้งแต่ฉันมาฮอกวอตส์ เนื่องจากการผลักดันตัวเองและการจ้างครูสอนพิเศษของป้า ฉันได้อ่านหนังสือคาถาทุกเล่มจนถึงระดับ ส.พ.บ.ส. และเชี่ยวชาญคาถาปี 1-3 ได้หมด จากนั้นฉันก็เรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างเข้มข้นและเข้มงวดเป็นเวลา 6 ปี ก่อนที่ฉันจะมาฮอกวอตส์ เพราะฉันอยากเรียนรู้ทุกสิ่งที่ทำได้ ฉันอยากรู้ ฉันอยากเรียนเวทมนตร์ อยากเชี่ยวชาญมัน เปลี่ยนมัน สร้างมัน ฉันอยากเข้าใจทุกแง่มุมที่เป็นไปได้จากมัน แล้วทำให้มันเป็นของตัวเอง และฉันอยากจะพยายามช่วยให้คนอื่น ๆ รู้สึกถึงความหลงใหลที่คล้ายกัน แม้จะเป็นเพียงวิชาเดียวก็ตาม นั่นคือเหตุผลที่ฉันเป็นเพื่อนที่ดีกับคริสเตียนและเจมส์ได้” ฉันอธิบายกับเด็กสาวที่จิตใจเกือบจะแตกสลายตรงหน้า
ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ ไม่ใช่ว่าครอบครัวพ่อมดแม่มดหลายครอบครัวไม่อยากจ้างครูสอนพิเศษให้ลูก ๆ แต่เด็ก ๆ ไม่ต้องการเอง พวกเขาไม่สนใจเวทมนตร์หรือมองว่ามันพิเศษ สำหรับพวกเขาแล้วมันเป็นสิ่งที่พวกเขาอยู่ด้วยมาตั้งแต่เกิดและจะได้เรียนรู้ในภายหลัง ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องรีบร้อน เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เด็ก ๆ ใฝ่เรียนรู้ แม้กระทั่งทักษะและความรู้เฉพาะของครอบครัว นับประสาอะไรกับการทำสิ่งที่แปลกกว่าชาวบ้านทำมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ
“นั่นแหละคือตัวฉัน วิคตอเรีย นั่นแหละคือสิ่งที่ผลักดันให้ฉันเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ฉันไม่ได้แข่งขันเรื่องเกรดกับเธอตั้งแต่แรก เพราะนั่นไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของฉัน มันเป็นเพียงวิธีการแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนที่ฉันได้ทำไป ส่วนเรื่องความสมบูรณ์แบบ เธอเคยสงสัยไหมว่าทำไมนักเรียนที่ถูกเรียกว่าสมบูรณ์แบบถึงใส่แว่น?” จากนั้นฉันก็ถามเด็กผู้หญิงคนนั้น
เธออ้าปากสองสามครั้ง อยากจะพูดเหตุผลที่ชัดเจนเรื่องปัญหาสายตา แต่จากวิธีที่ฉันถาม มันทำให้เธอคิดว่าอาจจะไม่ใช่กรณีนั้น
“มันง่ายมาก เพราะถ้าฉันไม่ใส่และควบคุมไม่ได้ ฉันอาจจะทำให้สมองของใครก็ตามที่มองตาฉันละลายได้” ฉันกล่าวตรง ๆ ปากของเธออ้าค้างเติ่งกับคำตอบของฉัน ดวงตาเบิกกว้างราวไข่ห่าน
“ฉันไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นคนสมบูรณ์แบบ ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ ฉันมองว่าตัวเองเป็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่ต้องระวังไม่ให้ตัวเองทำร้ายคนอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่งั้นอาจถูกโซ่ล่ามคอหรือจับเข้าอัสคาบัน ฉันยังมีเป้าหมายและความฝัน แต่ฉันแตกต่างกับคนอื่น แล้วฉันก็รู้ดีเสียด้วย ดังนั้นฉันจึงทำเท่าที่ทำได้” ฉันกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่ราวกับดูถูกตัวเอง
วิคตอเรียไม่สามารถเข้าใจทุกสิ่งที่ฉันพูดได้ เพราะมันทำให้มุมมองของเธอสั่นคลอน และเธอต้องการหาอะไรยึดเหนี่ยวในสภาพจิตใจที่กำลังตกต่ำนี้
“แล้วตอนที่นายยิ้มเยาะฉันตอนที่ฉันทำการบ้านเสร็จหลังนายล่ะ?” เธอเริ่มถาม
“ฉันยิ้มเพราะดีใจที่มีคนอื่นเก่งและมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้”
“แล้วพวกผู้หญิงพวกนั้นล่ะ?” เธอจี้ถามต่อ
“ฉันไม่รู้เลยว่าพวกเธอกำลังทำอะไรแบบนั้น และฉันเกลียดความคิดเรื่องการรังแกมากนะ”
“แล้วที่นายเรียนการรักษาจากมาดามพอมฟรีย์ล่ะ?”
“การรักษาเป็นสิ่งที่ฉันเชื่อว่าควรมีคนเรียนรู้ให้มากขึ้น และควรเปิดสอนที่ฮอกวอตส์เป็นวิชาบังคับด้วยซ้ำไป ฉันไม่ได้ทำเพื่อจะเก่งกว่าคนอื่น ฉันทำเพื่อให้ฉันสามารถช่วยคนอื่นได้”
“แล้วห้องของนายนั่นล่ะ?” ยิ่งถาม เสียงวิคตอเรียก็ยิ่งสั่นเทา
“ฉันอยากจะกระตุ้นให้ผู้คนแสวงหาการพัฒนา และให้ผู้คนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องบ้าน อายุ หรือสถานะ”
เธอถามคำถามแล้วคำถามเล่า ตระหนักว่าจากคำตอบของฉัน เธอมีความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการกระทำของฉัน และความตระหนักนั้นนำไปสู่การที่เธอร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง ในหัวเกิดสงสัยว่าทุกสิ่งที่เธอทำมานั้นไร้ประโยชน์หรือเปล่า เธอเป็นเพียงคนโง่คิดไปเองใช่ไหม?
ฉันไม่รู้ว่าจะปลอบโยนเด็กผู้หญิงที่กำลังร้องไห้อย่างไร คือมีผู้ชายคนไหนรู้จริง ๆ บ้าง? แต่ฉันก็รวบรวมความกล้าและทำสิ่งเดียวที่ฉันคิดออก ฉันลุกไปโอบกอดเด็กสาวที่น่าสงสาร มันทำให้เธอตกใจจนผงะ ทำให้เธอตัวแข็งทื่อไปชั่วครู่ แต่แล้วเธอก็รู้สึกว่าอ้อมกอดของฉันแน่นขึ้น เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจของเธอ เธอก็เริ่มร้องไห้หนักขึ้น ปล่อยความรู้สึกหงุดหงิด เครียด โกรธ เศร้า และหมดหนทางให้ไหลออกมาจากตัวเธอด้วยหยาดน้ำตา ดังนั้นฉันจึงอยู่ที่นั่นและพยายามปลอบโยนเด็กสาวที่เจ็บปวด
ใช้เวลาเกือบ 15-20 นาทีก่อนที่เธอจะสงบลงได้อีกครั้ง เสื้อของฉันเปียกโชก แต่ก็คุ้มค่า
“ฉันขอโทษด้วยนะ” เธอกล่าวพร้อมท่าทางสะอื้นเล็กน้อย มือขาวเนียนยกขึ้นเช็ดน้ำตา
“ไม่เป็นไร วิคตอเรีย หวังว่ามันจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยนะ” ฉันกล่าวด้วยรอยยิ้มให้กำลังใจ
“ขอบคุณ” หญิงสาวกล่าวเสียงเบา หากสังเกตดี ๆใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความอาย
“เอาล่ะ... แล้วช่วงพักฟื้นนี้เธอจะทำอะไร จะอยู่ที่นี่หรือกลับไป?” ฉันถามหลังจากเงียบไปสองสามนาที
“ทำไมนายถึงถามแบบนั้น?” เธอถามกลับด้วยความกลัวเล็กน้อยในใจ
“เพราะฉันกับมาดามพอมฟรีย์รู้จักสภาพร่างกายเธอวิคตอเรีย สเนปด้วย และฉันจะไม่ปล่อยให้เธออยู่คนเดียวหลังจากนี้อีก เพราะฉันอยากช่วย” ฉันตอบพร้อมจ้องตาเธออย่างแน่วแน่
“ฉัน... ฉันไม่รู้สิ ถ้าฉันไม่ไป พ่อฉันคงจะแย่ลงในช่วงซัมเมอร์” เธอตอบด้วยความกลัวและความเศร้า
“แล้วแม่ของเธอล่ะ?” ฉันถามอย่างระมัดระวังเต็มที่ ไม่ให้ไปสะกิดแผลใจเธอมากนัก
“แม่อยู่ที่เซนต์มังโก คำสาปผิดพลาดน่ะ แล้วพ่อก็เริ่มเล่นการพนันและดื่มเหล้าหลังจากเกิดเรื่อง” เธอบ่นพึมพำอย่างเศร้าสร้อย
“ฉันเสียใจที่ได้ยินอย่างนั้นนะ วิคตอเรีย” ฉันกล่าวด้วยความเสียใจ
“ไม่ใช่ความผิดของนายสักหน่อย” เธอตอบกลับ
“อืม... แล้วถ้าฉันเชิญทายาทหญิงแห่งตระกูลทราเวอร์ส มาสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรให้แน่นแฟ้นสักหน่อยในช่วงวันหยุดฤดูหนาวที่บ้านของตระกูลโบนส์ผู้สูงศักดิ์ล่ะ คิดยังไงบ้าง?” ฉันถามเด็กผู้หญิงคนนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เชิงชู้สาว ฉันแค่กำลังเชิญด้วยความเป็นผู้ดีแบบอังกฤษ
“เดี๋ยวนะ นายกำลังชวนฉันไปพักที่บ้านของนายเหรอ?” เธอถามด้วยความประหลาดใจ
“ก็ถ้าพ่อของเธอเป็นเหมือนที่ฉันคิด เขาคงจะรีบคว้าโอกาสที่จะได้สร้างความสัมพันธ์กับป้าของฉัน และมันจะทำให้เธอไม่ต้องอยู่ใกล้เขาบ่อย ๆ หรือฝืนกลับไปแล้วพยายามทำให้เธอดู ‘มีประโยชน์’ สำหรับเขา ฉันคิดว่ามันเป็นแผนที่สมบูรณ์แบบนะ” ฉันกล่าวอธิบายเหตุผลของฉัน
วิคตอเรียเป็นเด็กฉลาด เธอเข้าใจทันทีว่าข้อเสนอแนะนั้นของฉันจริงจัง หนักแน่นแค่ไหน แต่แล้วใบหน้าของเธอก็หันมาทางฉันด้วยความสงสัย
“แต่คุณอยู่กับป้าไม่ใช่เหรอ? เธอจะอนุญาตจริง ๆ เหรอ?” เธอถามด้วยความกลัวระคนคาดหวัง
“ฉันจะถามเธอตอนนี้เลย ฉันคงต้องอธิบายสถานการณ์ของเธอบ้างล่ะนะ แต่ป้าของฉันเป็นคนดีมาก และฉันไม่สงสัยเลยว่าเธอจะเห็นด้วย” ฉันตอบด้วยคำตอบที่พยายามปลอบใจวิคตอเรีย
“แต่ทำยังไงล่ะ? เราจะออกเดินทางพรุ่งนี้แล้ว ฉันจะโผล่ไปเฉย ๆ ไม่ได้!” เธอเริ่มกังวลอีกครั้ง
“ขอแนะนำสิ่งประดิษฐ์เล็ก ๆ ของฉัน ตู้อันตรธานเวอร์ชั่นย่อส่วน ช่วยให้ฉันส่งจดหมายไปที่กล่องที่ป้าของฉันครอบครองอยู่ได้ทันที ทำขึ้นในช่วงวันหยุดฤกูร้อนที่ผ่านมา” ฉันยกกล่องอันตรธานออกมาโชว์ด้วยน้ำเสียงภูมิใจในตัวเองแบบสุด ๆ
ฉันเขียนจดหมายสั้น ๆ ถึงป้าของฉัน และไม่กี่นาทีต่อมาเธอก็ตกลง
“วิคตอเรีย ทราเวอร์ส ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการให้มาเยี่ยมบ้านโบนส์ในช่วงวันหยุดแล้ว” ฉันส่งจดหมายให้เธอพร้อมรอยยิ้ม เธอรับจดหมายและอ่านซ้ำไปซ้ำมา ราวกับว่าเธอกลัวว่ามันจะหายไปหรือเป็นของปลอม แต่เมื่อเธอมั่นใจแล้วว่านี่คือเรื่องจริง น้ำตาระลอกใหม่ก็ค่อย ๆ ไหลหยดลงบนจดหมาย
“ทำไม... ทำไมนายถึงช่วยฉัน? เราแทบไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ” เธอถามอย่างสับสน บนโลกนี้ที่คนคบกันด้วยผลประโยชน์ ในฐานะลูกสาวสายเลือดบริสุทธิ์ เธอไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนโง่พอจะทิ้งผลประโยชน์ตัวเองเพื่อช่วยเหลือคนอื่นได้
“เพราะฉันจะไม่หันหลังให้กับความทุกข์ทรมานของเธออีกต่อไป” ฉันตอบด้วยความมุ่งมั่น “ตั้งแต่นี้ต่อไป เธอคือเพื่อนของฉัน”
จบคำของฉัน เธอเริ่มร้องไห้หนักกว่าเดิม แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป น้ำตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความโล่งใจและความสุข
“ขอบคุณ... จริง ๆ”
*******************************