- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ การถือกำเนิดผู้พิทักษ์
- บทที่23 เกรย์แบ็ก
บทที่23 เกรย์แบ็ก
บทที่23 เกรย์แบ็ก
ระหว่างทางไปตรอกน็อกเทิร์น ฉันสวมเสื้อคลุมปกปิดตัวตนและเสกคาถาแปลงโฉมใบหน้าเพื่อให้ไม่มีใครจำรูปลักษณ์ของฉันได้ แถมยังเพิ่มคาถาหายตัวไม่ให้ใครสังเกตเห็น แค่นี้ฉันก็พร้อมที่จะไปเยี่ยมเยือนด้านมืดของโลกเวทมนตร์แล้ว ฉันยังให้ซอลย่อตัวลงไปอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้วย เผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน แลกกับการให้อาหารโปรดของเธอและปรนนิบัติพัดวี
ถึงอย่างนั้น หากเจออันตราย เธอจะลงมือช่วยโดยไม่ต้องมีรางวัลเพราะเราทั้งคู่ห่วงใยและต้องการให้กันและกันปลอดภัย แต่เธอเป็นเพื่อนของฉัน ดังนั้นฉันก็อยากให้เธอมีความสุขด้วย ฉันจึงให้สิ่งที่ทำให้เธอมีความสุข
ฉันเดินผ่านร้านหม้อใหญ่รั่ว ตรอกไดแอกอน เพื่อไปยังตรอกน็อกเทิร์น ขณะที่ฉันเดินไป มีบางคนพยายามทดสอบฉันโดยส่งพวกอ่อนแอมาข่มขู่ แต่ฉันปล่อยให้พวกเขาเห็นแค่ดวงตาของฉัน ดวงตาของฉันที่มีสีเหมือนเปลวไฟ และทำให้มันเรืองแสงผ่านเงาของผ้าคลุมศีรษะ พร้อมทั้งมอบคาถาพินิจใจแก่พวกเขาเพื่อความแน่ใจ สองคนที่มาหาฉันเป็นลม ส่วนคนสุดท้ายก็ถอยหลังด้วยความกลัว ล้มลงกับพื้นจนฉี่ราด มันยากมากที่จะกลั้นความตื่นเต้นที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองดูเท่แค่ไหนขณะเดินจากไป
หลังจากเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นก็ไม่มีใครรบกวนฉันอีก และฉันก็สามารถหาผับไวท์ไวเซิร์นได้อย่างปลอดภัย มันอยู่ในมุมหนึ่งของตรอก ทั้งมืด สกปรก และน่าหดหู่ ไม่มีสีอื่นนอกจากน้ำตาล เทา และดำในสถานที่แห่งนี้
มีเพียงผู้คนที่หลงทางและตกต่ำจากความสง่างามที่พวกเขาเคยมีเท่านั้น ฉันเดินไปหาบาร์เทนเดอร์ที่มีรอยสักเต็มตัวและถามหาเกริ เขาจ้องมองฉันครู่หนึ่งแล้วยื่นกุญแจให้ฉัน และบอกให้ฉันขึ้นไปที่ห้องหมายเลข 4
‘มันจะตายกันไหมถ้าใครสักคนจะทำให้สถานที่นี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย หรืออย่างน้อยก็ทำให้มันดูดีขึ้นน่ะ’ ฉันคิดพลางส่ายหน้า
มีสถานที่มากมายในโลกที่มีสิ่งผิดกฎหมายแต่สภาพรอบข้างยังดูดี น่าเสียดายที่พ่อมดแม่มดมักจะคิดว่าการมีอาชีพที่ผิดกฎหมายหมายความว่าคุณต้องใช้ชีวิตเหมือนโจรบ้า ๆ
แม้แต่ตรอกไดแอกอนก็ยังไม่สะอาดขนาดนั้น ทั้งที่มันเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สำคัญที่สุดสำหรับชุมชนเวทมนตร์ในอังกฤษแท้ ๆ
‘เฮ้อ’
อย่างไรก็ตาม ฉันเดินไปยังห้องหมายเลข 4 และร่ายคาถาโฮเมนัม เรเวลิโอ เพื่อดูว่ามีคนอยู่ในห้องหรือซ่อนอยู่รอบ ๆ กี่คน นอกจากนี้ ฉันยังใช้สัมผัสเวทมนตร์ที่สร้างขึ้นเองเพื่อให้มองเห็นทุกอย่างในระยะได้อย่างเต็มที่ ทำให้ถ้าใครพยายามบุกเข้ามาในห้อง ฉันจะหายตัวไปก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรเพื่อหยุดฉัน
สุดท้ายฉันก็ผลักประตูเข้าไปในห้อง ด้านหน้าพบร่างสามร่างสวมเสื้อคลุม สองร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ด้านหลังร่างเล็กกว่าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รอฉันอยู่ และอีกหกร่างซ่อนอยู่ข้างนอก
“ดูเหมือนว่าคุณคือเกริ ใช่ไหม?” ฉันถามขณะปิดประตูข้างหลัง
“งั้นคุณคงเป็นคุณโฟล์สเตอร์” เสียงผู้หญิงตอบ ในน้ำเสียงดูไม่ใช่ความเคารพสักเท่าไหร่
ฉันดึงผ้าคลุมศีรษะลง เผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่แก่กว่าอายุจริงของฉัน
“ตัวจริงเสียงจริง” ฉันยิ้มให้พวกเขา
“แล้วฉันจะช่วยมนุษย์หมาป่าสามคนเช่นพวกคุณได้อย่างไร? แม้ว่าฉันจะตีพิมพ์หนังสือเล่มนั้นแล้ว แต่ฉันไม่เคยติดต่อกับพวกคุณมาก่อน มันเป็นเพียงความเชื่อและการค้นคว้ามากมาย เอาจริง ๆ ฉันไม่เคยได้โอกาสเจอพวกมนุษย์หมาป่ามากนัก” ฉันพูดเข้าตรงประเด็น
“พวกเราต้องการความช่วยเหลือ คุณบอกว่ามนุษย์หมาป่าสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ ได้ และพวกเราต้องการให้คุณช่วยเรื่องนั้น พิสูจน์สิว่าคุณต้องการช่วยพวกเราจริง ๆ” ผู้หญิงสวมเสื้อคลุมตอบด้วยน้ำเสียงซึ่งฟังดูภาคภูมิใจ
‘อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง’ ฉันคิดกับตัวเองหลังจากใช้คาถาพินิจใจอ่านความจริงของเธออย่างลับ ๆ ‘เธอไม่ได้ขอความช่วยเหลือ เธอเรียกร้องให้ฉันพิสูจน์ว่าฉันคู่ควรที่จะร่วมมือกับพวกเขา ฮึ! เหมือนฉันต้องพิสูจน์ตัวเองกับยัยมนุษย์หมาป่าแปลกหน้าคนนี้ก่อนสินะ เธอปรากฏตัวก่อนที่ฉันจะเลือกเธอเสียอีก แผนของฉันที่จะแก้ไขการปฏิบัติต่อผู้ที่มีภาวะมนุษย์หมาป่าจะต้องดำเนินไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะมีผู้หญิงคนนี้เป็นตัวแปรหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้ แม้ว่าเรื่องราวต้นฉบับจะไม่ได้แสดงให้เห็นทุกอย่าง แต่มนุษย์หมาป่าก็เข้าร่วมกับโวลเดอมอร์อย่างแน่นอน และคนตรงหน้าก็ไม่ใช่ตัวละครหญิงคนสำคัญในสงครามกับโวลเดอมอร์เลย มนุษย์หมาป่าคนสำคัญเพียงคนเดียวที่ต่อสู้กับพวกเขาคือลูปิน’
“มีคนมากมายที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วทำไมฉันต้องช่วยคุณล่ะ? ทำไมฉันต้องช่วยคนที่ฉันไม่รู้จักหน้าตาหรือตัวตน แรงจูงใจที่ยังเป็นปริศนาก็ยังไม่ได้รับการอธิบาย เป้าหมายก็ยังไม่ชัดเจน... ฉันไม่พูดถึงเรื่องสถานที่ที่คุณเลือกแล้วกัน เพราะฉันเข้าใจว่าคุณมีตัวเลือกจำกัด แต่ฉันพูดถึงคนอื่น ๆ ที่คุณซ่อนไว้รอบๆ สถานที่นี้ และข้อเท็จจริงที่ว่าสองคนที่อยู่ข้างหลังคุณดูเหมือนพร้อมที่จะกระโจนใส่ทุกวินาที ในขณะที่ฉันมาคนเดียวเพื่อแสดงความไว้วางใจ” ฉันตอบพลางลดรอยยิ้มและตอบเธอด้วยท่าทีทางธุรกิจล้วน ๆ
“แกกล้าพูดกับนายหญิงของเราแบบนั้น ไอ้-” และนั่นคือทั้งหมดที่ไอ้ร่างใหญ่ทางขวาพูดได้ ก่อนที่ฉันจะพุ่งเข้าไปยกมือขึ้นบีบคอและกระแทกมันเข้ากับผนัง
“เงียบปากซะตอนที่ฉันกำลังคุยกับสิ่งที่พวกแกเรียกว่านายหญิง เธอขอพบเพื่อขอความช่วยเหลือจากฉัน แต่กลับไม่แสดงอะไรที่กระตุ้นให้ฉันอยากช่วยเลย พวกแกกำลังสร้างความประทับใจที่แย่ที่สุดเท่าที่จะพูดถึงได้” ฉันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพิษร้าย พร้อมจะพ่นใส่ทั้งสามคนตรงหน้าตลอดเวลา
เวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของฉันเริ่มรั่วไหลออกมา ทำให้ทั้งห้องรู้สึกหนักอึ้ง ทำให้พวกเขาสามคนหายใจลำบาก ขณะที่ดวงตาของฉันได้กลายเป็นเปลวเพลิงจริง ๆ อีกครั้ง
“ฉันไม่ใช่คนที่ต้องสร้างความประทับใจ พวกแกต่างหากที่ควรจะสร้างความประทับใจให้ฉัน” ฉันกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ฉันปล่อยชายคนนั้นแล้วหันหลังกลับ โดยเก็บแรงกดดันของฉันกลับสู่ปกติ หูที่ฟังเสียงได้ดีราวกับสัตว์ของฉันได้ยินเสียงสูดลมหายใจด้านหลัง ฉันเดินไปถึงประตู คว้าลูกบิด และพูดสามคำด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์โดยไม่หันหลังกลับ “พวกแกมันพวกชีวิตล้มเหลว”
เมื่อฉันประกาศจบ ฉันก็ดึงผ้าคลุมศีรษะขึ้นและเดินออกจากผับไป
ฉันรู้สึกได้ว่ามีบางคนที่ฉันระบุว่าเป็นมนุษย์หมาป่าตามฉันมา ส่วนที่เหลือก็รีบเข้าไปในผับ ฉันคิดว่าพวกเขาต้องการตรวจสอบว่าสามคนนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ฉันถอนหายใจอีกครั้ง ฉันตัดสินใจนำทางสี่คนที่ตามฉันมาไปยังพื้นที่เปิดโล่งมากขึ้นและรอให้พวกเขาตามมาทัน
ขณะที่ร่างสี่ร่างสวมผ้าคลุมเดินเข้ามาใกล้ ฉันก็เงียบ ทว่าร่างกายค่อย ๆ เริ่มสะสมพละกำลัง ความเร็ว ความยืดหยุ่น และปฏิกิริยาตอบสนองที่มหาศาลอยู่แล้วของฉันทีละนิด ฉันมีพละกำลังและความเร็วของแมววอมปัส ควบคู่ไปกับพละกำลังของนกฟีนิกซ์และความทนทานของมัน น่าเสียดายนิดหน่อยที่ฉันไม่ได้สืบทอดความเป็นอมตะมา ฉันเชื่อว่าฉันสามารถทุบหินก้อนใหญ่ได้โดยไม่ยากเย็นนัก
ร่างหนึ่งก้าวขึ้นเช้ามาหาฉันเล็กน้อยและเริ่มตะโกนใส่ฉันด้วยท่าทางขู่คำราม “แกปฏิเสธนายหญิงของเรา ดูถูกเธอด้วยการทำเช่นนั้น แล้วแกคิดว่าแกจะเดินจากไปได้ง่าย ๆ งั้นเหรอ!?”
“พวกนายขอความช่วยเหลือจากฉัน แต่กลับประหลาดใจกับการถูกปฏิเสธหลังจากที่ฉันรู้สึกถูกคุกคามเนี่ยนะ นอกจากนี้ยังมีคนพยายามบังคับให้ฉันยอมรับ โดยที่ฉันไม่ได้รับเหตุผลที่เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องช่วยนายหรือกลุ่มของคุณด้วยซ้ำ” ฉันตอบอย่างใจเย็น “พวกคุณทุกคนคิดแบบผู้ใหญ่ไม่เป็นงั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้น ฉันคงต้องถอนคำพูดบางอย่างที่ฉันเคยตีพิมพ์ไปแล้ว เพราะพวกนาย ไอ้พวกป่าเถื่อนกำลังพิสูจน์ว่าฉันคิดผิด”
ร่างทั้งสี่คำรามตอบสิ่งที่ฉันพูดและเตรียมพุ่งเข้ามาใส่ ฉันหมายถึงพวกนี้ควรจะเป็นพ่อมด แต่กลับตัดสินใจเข้าปะทะกับฉันด้วยกำลังกาย พวกมันโง่หรือเปล่า?
แม้ว่าจะยังสงสัยสี่คนตรงหน้า แต่ฉันก็ตอบสนองต่อการต่อสู้อย่างรวดเร็ว ฉันใช้พละกำลังที่เหนือกว่ากระทืบเท้าลงบนถนนเปล่าอย่างแรง ถนนสั่นสะเทือนจนเกิดรอยร้าวไปทั่ว ทำให้ทั้งสี่คนที่พยายามวิ่งเข้าใส่ฉันสะดุดล้ม
จากนั้นฉันก็ยกหินที่หลุดออกมาจากการกระทืบเท้าของฉัน แปลงมันให้กลายเป็นฉมวกมีเงี่ยงขนาดพอเหมาะ และปามันไปที่ขาของทั้งสี่คน สามคนถูกแทงจนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ในขณะที่คนที่สี่สามารถกระโดดข้ามฉมวกที่พุ่งมาใส่เขาได้อย่างรวดเร็ว
คนนี้คือคนที่ตะโกนใส่ฉันนั่นเอง แต่ฉันก็ยังไม่ใส่ใจ มือซ้ายถือไม้กายสิทธิ์เตรียมร่ายคาถา
“เพ็ตตริฟิคัส โททาลัส!”
“อินคาเซอรัส!”
“สตูเปฟาย”
ฉันร่ายคาถาทำให้แข็งทื่อ คาถากักขังและคาถาสะกดนิ่งไปให้ศัตรูอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้เขาเคลื่อนไหวไม่ได้โดยสมบูรณ์ขณะที่เขากระโดดอยู่ในอากาศ ร่างนั้นร่วงลงพื้นเสียงดังจนพื้นแตก พอเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย ฉันก็หันไปหาคนที่คุกเข่าอยู่เพราะไม่สามารถดึงฉมวกของฉันออกได้ ฉันแปลงพื้นดินให้กลายเป็นโซ่ก่อนที่จะทำให้พวกเขาสลบไป
โดยรวมแล้ว ฉันคิดว่าฉันทำได้ค่อนข้างดีสำหรับการต่อสู้ครั้งแรกของฉัน มันไม่ได้เป็นการต่อสู้กับพ่อมดจริง ๆ และมันก็ไม่ใช่คืนพระจันทร์เต็มดวง ดังนั้นพลังของพวกเขาก็ไม่ได้เต็มที่ แต่สำหรับเด็กที่กำลังจะอายุ 13 ปี ฉันคิดว่าฉันทำได้เท่สุด ๆไปเลย
“เอาล่ะ จะทำยังไงกับพวกแกดี?” ฉันพึมพำกับตัวเองพลางเคาะคาง “ปล่อยหรือฆ่าดีนะ? พวกมันโจมตีฉันด้วยเหตุผลโง่ ๆ หลังจากขอความช่วยเหลือจากฉัน พอไม่สบอารมณ์ก็จะฆ่าอีก”
“ไม่! เดี๋ยวก่อน! ได้โปรด ฉันขอร้อง!” ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงคนเดิมจากในร้านนั้นตะโกนมาที่ฉันอีกครั้ง
ฉันหันไปก็เห็นสามคนที่ฉันทิ้งไว้พร้อมกับคนแปลกหน้าอีกสองคน
“ไม่คิดว่าพวกแกอยู่ในฐานะที่จะมาขออะไรจากฉันได้หรอกนะ” ฉันพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ได้โปรดเมตตาพวกเขาด้วย!” เธอวิงวอน
“พวกแกยังไม่เข้าใจใช่ไหม?” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา มองตรงเข้าไปในดวงตาสีเทาของเธอ “ฉันไม่ได้สนใจเลยว่าพวกแกอยากทำอะไรหรืออยากบรรลุอะไรในตอนนี้ พวกแกดูถูก เหยียดหยาม เรียกร้อง และตอนนี้ก็ขู่ฉัน แล้วพวกแกยังมีหน้ามาขอความเมตตาจากฉันตอนนี้อีกเหรอ? นั่นคือสิ่งที่แกควรจะเริ่มพูดตั้งแต่แรก ตอนที่ลูกน้องของแกขัดจังหวะพวกเรา”
เธอพูดไม่ออกเพราะมันเป็นอย่างที่ฉันพูดจริง ๆ พวกเธอขอความช่วยเหลือจากเขา จากนั้นพวกเธอก็ทำเหมือนว่าพวกเธอดีกว่าชายตรงหน้า และสุดท้ายก็พยายามโจมตีและเอาชีวิตเขาจริง ๆ
“ฉันจะ... สละชีวิตของฉันให้ ถ้าคุณไว้ชีวิตพวกเขา” ในที่สุดเธอก็กล่าวด้วยความสิ้นหวัง
“ทำไมฉันต้องสนใจชีวิตของแกด้วย?” ฉันตอบโดยไม่มีอารมณ์ “แกไม่มีความหมายอะไรสำหรับฉันและไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าคิดได้แค่นั้นก็ไปซะ หรือจะพยายามช่วยพวกมันแล้วตายไปพร้อมกับพวกโง่พวกนี้”
ฉันพูดจบแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ฉันต้องจัดการกับเรื่องนี้ต่อ ฉันออกจากบ้านมานานเกินไปแล้ว น่ากลัวป้าของเธอจะซักถามเอาทีหลังถ้ากลับไปช้า
“ถ้าฉันบอกว่าชื่อเต็มของฉันคือ เกริ เกรย์แบ็ก ล่ะ?” ผู้หญิงคนนั้นตะโกนด้วยความสิ้นหวัง (ผมหาข้อมูลไม่เจอ น่าจะเป็น oc ที่ทางผู้แต่งเพิ่มเติมเข้ามา)
ฉันชะงัก คำพูดนั้นไม่เข้าหัวฉันชั่วขณะ แต่เมื่อมันเข้ามา ความเกลียดชังชื่อนั้นก็ปะทุขึ้นมา และแล้วพลังเวทมนตร์ของฉันก็ระเบิดออกจากร่าง และนี่เป็นครั้งแรกที่ความกระหายเลือดของฉันพุ่งพล่านออกมาราวกับเขื่อนแตก ความเกลียดชังทุกหยาดหยดที่ฉันสะสมไว้สำหรับพวกที่เลวทรามอย่างเกรย์แบ็กและพวกผู้เสพความตายกำลังแผ่ไปรอบตัว ทำให้มนุษย์หมาป่าที่เหลือถอยหลังด้วยความกลัว
“เธอเป็นญาติกับไอ้สัตว์ร้ายนั่น” ในที่สุดฉันก็เค้นคำพูดราวกับยมทูตกำลังพิพากษาคนบาป
“ช... ชายคนนั้นจะนำ... นำคนของเราไปสู่ความตาย ถ้าเขายังทำต่อไป ฉัน... ฉันต้องการเส้นทางที่แตกต่าง...” ผู้หญิงคนนั้นกล่าวขณะตัวสั่นเทาภายใต้สายตาของฉัน
ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อมองเข้าไปในเปลวเพลิงอันไร้อารมณ์ที่ดวงตาของฉัน เธอรู้สึกเหมือนช่วงชีวิตทั้งหมดของเธอถูกดึงออกจากสมอง ความทรงจำของเธอถูกดึงออกมาทีละชิ้น จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือให้เห็น
เธอเหมือนร่างเปลือยเปล่าเมื่อยืนต่อหน้าฉันและทำอะไรเพื่อหยุดมันไม่ได้เลย เมื่อมันหยุดลง ขาของเธอก็ทรุดลงนั่งลงไปกองกับพื้น
ฉันเก็บออร่าที่ปล่อยออกมา ทุกอย่างก็ค่อย ๆกลับมาสงบอีกครั้ง เหล่ามนุษย์หมาป่ามองมาที่ฉันด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด
“ชีวิตของเธอจะเป็นของฉันตั้งแต่นี้ไป” จากนั้นฉันก็ประกาศ “เธอจะต้องทำตามคำสั่งของฉันเพื่อบรรลุให้บรรลุเป้าหมาย และเมื่อเธอพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว ฉันจะปล่อยโซ่ของเธอออก ถึงตอนนั้นเธอจะมีสิทธิ์เลือกว่าจะช่วยฉันต่อไป หรือจะจากไปแล้วไปใช้ชีวิตตามปรารถนาในเวลานั้น นี่จะเป็นคำสัญญาเลือด หากมันถูกทำลาย ใครสักคนที่ผิดสัญญาจะต้องตาย เธอต้องทำสัญญาเลือดกับฉัน และทุกคนที่อยู่ที่นี่จะได้รับการไว้ชีวิต ส่วนเธอจะต้องเข้าร่วมในแผนการของฉันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมที่โง่เขลาและเน่าเฟะนี้”
ฉันยื่นมือออกไปเพื่อให้เธอจับและทำสัตย์สาบาน
“ข้าสาบานว่าตราบใดที่ท่านช่วยเหลือกองทัพมนุษย์หมาป่า ข้าจะมอบความจงรักภักดีและชีวิตของข้าให้แก่ท่านอย่างสุดหัวใจ” เธอกล่าวขณะคุกเข่าอยู่ต่อหน้าฉันและจับมือของฉัน
“ถ้าเช่นนั้นสัญญาก็เสร็จสมบูรณ์ เกริ เกรย์แบ็ก เธอจะต้องมาพบฉันตามวันและเวลาที่ระบุไว้ในกระดาษแผ่นนี้ในวันพรุ่งนี้ จะไม่มีใครมากับเธอ ผู้ช่วยของฉันจะไปกับพวกเรา เราจะพาเธอไปอาบน้ำล้างตัวและทำให้เธอดูดีก่อนที่แผนต่อไปของฉันจะเริ่มต้นขึ้น เธอเข้าใจหรือเปล่า?” ฉันสั่งและรอคำยืนยันจากอีกฝ่าย
สายตาของฉันจับจ้องเธอไม่กระพริบ เพราะไม่ไว้วางใจผู้หญิงคนนี้สักเท่าไหร่ แม้จะเห็นความทรงจำแล้วก็ตาม
เธอถอดผ้าคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวผู้สงบนิ่ง ผมสีดำสนิทราวรัตติกาลดูยุ่งเหยิงไม่ได้รับการดูแล ดวงตาสีเทาเข้ม และสีหน้ามุ่งมั่นเผยออกมา
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ นายท่าน” เธอกล่าว
“ดี” ฉันตอบง่าย ๆ พร้อมถอนเวทมนตร์สัญญาเลือดออกและรักษาผู้ที่ฉันต่อสู้ด้วย จากนั้นฉันก็กลับบ้านไปโดยไม่มีใครรู้
ฉันอาบน้ำ แต่งตัวเสร็จก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงอันแสนอบอุ่นของฉัน
‘เฮ้อ! วันนี้เป็นวันที่วุ่นวายที่สุดจริง ๆ’ ฉันคิดขณะที่ศีรษะของฉันได้สัมผัสหมอน จนกระทั่งฉันใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีหลับไปในที่สุด
********************************