บทที่ 3
บทที่ 3
บทที่ 3
ซูลั่วสัมผัสได้ถึงพลังงานในร่างกายของเธอ และพบว่าพลังพิเศษของเธอดูเหมือนจะเสื่อมถอยไปอยู่ในระดับประมาณสอง
ทั้งที่ตอนมาที่โลกนี้เธอก็เคยใช้พลังพิเศษไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นก็ยังอยู่ในระดับสิบ
การตกจากระดับสิบซึ่งเป็นระดับสูงสุด ลงมาเหลือแค่ระดับสองในครั้งเดียว ความแตกต่างนี้มันช่างมหาศาลนัก
เมื่อหาสาเหตุไม่พบ ซูลั่วจึงยันตัวขึ้นและก้มหน้าลงไปหาต้นสตรอว์เบอร์รีที่เพิ่งเผลอทำตกพื้นไปเมื่อครู่
เถาวัลย์ทั้งเจ็ดต้นที่พันกันยุ่งเหยิงกลิ้งไปซุกอยู่ที่มุมตู้ข้างเตียงอย่างน่าสงสาร
แม้ว่ากิ่งก้านและใบของต้นสตรอว์เบอร์รีเหล่านี้จะหนาแน่นมาก แต่ซูลั่วกลับพบว่าไม่มีผลไม้เลยแม้แต่ผลเดียว
“...เสียแรงเปล่า” เธอยังนึกว่าจะได้กินสตรอว์เบอร์รีเสียอีก
ผลปรากฏว่าไม่ได้กินสตรอว์เบอร์รีไม่พอ พลังพิเศษของเธอยังลดระดับลงอย่างหาสาเหตุไม่ได้อีกด้วย
ซูลั่วรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ถึงจะหงุดหงิด เธอก็ไม่ได้พาลใส่ต้นสตรอว์เบอร์รีที่ดูเหมือนจะไม่มีความผิด กลับกันเธอรีบหาอ่างมาใส่น้ำ แล้วใช้พลังไม้ที่เหลืออยู่เล็กน้อยใส่ลงไปในน้ำ ก่อนจะนำเถาวัลย์สตรอว์เบอร์รีมัดนั้นลงไปแช่
หลังจากพักผ่อนได้สักพัก เวลาก็ล่วงเลยมาถึงหกโมงเย็น ก่อนเหล็กมาเคาะประตูเพื่อเตือนให้เธอไปทานอาหารเย็น
หลังจากที่ซูลั่วดื่มสารอาหารที่มันเอามาให้ เธอก็ไม่มีอะไรให้ทำ จึงได้แต่นอนอยู่บนเตียงมองต้นสตรอว์เบอร์รีข้างเตียงอย่างเหม่อลอย
เพราะพลังพิเศษถูกใช้งานมากเกินไปและเกิดผลข้างเคียงเมื่อครู่ ตอนนี้เธอจึงไม่กล้าใช้พลังพิเศษเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชอีกแล้ว
เธอตั้งใจว่าจะหาโอกาสในวันพรุ่งนี้ หาทางเอาสมองกลที่คนในโลกนี้ใช้มาใช้ แล้วค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะปลูกบนอินเทอร์เน็ต
หลังจากนั้น ซูลั่วก็อดไม่ได้ที่จะย้อนคิดถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในฐานของเธอ และเมื่อคิดไปคิดมา เธอก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว...
...
...
วันต่อมา ซูลั่วลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ความคิดของเธอยังคงหยุดชะงัก
ขณะที่สายตาของเธอกวาดไปทั่วอย่างเหม่อลอย เธอก็เหลือบไปเห็นอ่างที่วางอยู่บนตู้ข้างเตียง และในวินาทีนั้นเธอก็รู้สึกตัวทันที
เห็นเพียงต้นสตรอว์เบอร์รีที่อยู่ในได้ออกผลสีเขียวกลมๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วแล้ว
ซูลั่วตกใจจนตัวแข็งค้าง ก่อนจะลุกขึ้นอย่างอดไม่ได้เพื่อสัมผัสต้นสตรอว์เบอร์รีเบาๆ
ในตอนที่มือของเธอสัมผัสกับต้นสตรอว์เบอร์รี เธอก็เกิดภาพหลอนขึ้นอย่างหนึ่ง—ภาพหลอนที่รู้สึกว่าต้นสตรอว์เบอร์รีกำลังออดอ้อนเธออย่างสนิทสนม
พอได้สติจากภาพหลอน ซูลั่วก็มองดูสตรอว์เบอร์รีอย่างตั้งใจอีกครั้ง และก็รู้สึกว่ามันไม่ได้มีความแตกต่างจากสตรอว์เบอร์รีทั่วไปแต่อย่างใด
ซูลั่วถอนหายใจออกมาและอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดขมับ เธอคิดว่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพหลอนที่เกิดจากการประสบเรื่องราวมากมายในช่วงหลายวันที่ผ่านมา...
เมื่อเป็นเพียงภาพหลอน ซูลั่วจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เธอตื่นขึ้นมาเตรียมตัวล้างหน้าแปรงฟัน แต่สิ่งที่เธอไม่ได้เห็นคือ หลังจากที่เธอเข้าไปในห้องน้ำ ต้นสตรอว์เบอร์รีหลายต้นก็ดูเหมือนจะขยับเล็กน้อย
เถาวัลย์หลายเส้นพันกันแน่น ผลสตรอว์เบอร์รีสีเขียวที่เพิ่งงอกออกมาใหม่ก็เกาะกันแน่น
หากเข้าไปใกล้ๆ ดูเหมือนจะได้ยินเสียงแว่วๆ เบาๆ
'เป็นความผิดแก! ฮือ...'
'จะโทษฉันได้ยังไง! พวกแกต่างหากที่ตะกละเกินไป!'
'ฮือๆๆ... ต่อไปนี้เสี่ยวชีจะไม่ได้กินของอร่อยอีกแล้ว...'
'ไอ้ขี้แย อย่าร้องไห้ได้ไหม! เสียงดังน่ารำคาญ! ถ้าร้องแบบนี้ เธอก็จะไม่ชอบแกนะ!'
สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักพวกนี้ถึงแม้จะทะเลาะกัน แต่ก็ทำเสียงน่าสงสารไม่แพ้กันเลย
แต่พอซูลั่วออกมาจากห้องน้ำ พวกมันก็กลับคืนสู่ความสงบ
ก่อนออกจากห้องนอน ซูลั่วตั้งใจมองดูต้นสตรอว์เบอร์รีเป็นพิเศษ เธอเปลี่ยนน้ำให้พวกมันพร้อมกับใส่พลังงานไม้ลงไปในน้ำอีกเล็กน้อย
ถ้าให้เดา ต้นสตรอว์เบอร์รีมัดนี้คงออกผลเพราะพลังงานไม้ที่เธอใส่ลงไปในน้ำเมื่อวาน... ตอนนี้เธอไม่สามารถใช้พลังงานกับพวกมันได้โดยตรง จึงทำได้แค่ใช้วิธีอ้อมๆ แบบนี้เท่านั้น
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ซูลั่วก็ออกจากห้องไป
ดังนั้น ที่ที่เธอไม่เห็น ผลสีเขียวขนาดเท่าปลายนิ้วก็เติบโตอย่างรวดเร็วราวกับกินฮอร์โมนเข้าไป และในที่สุดก็กลายเป็นผลสีแดงฉ่ำน้ำที่น่ารับประทาน
ใบไม้สีเขียว ผลไม้สีแดง ช่างน่าดึงดูดใจยิ่งนัก
...
...
หลังออกจากห้องนอน ซูลั่วตั้งใจว่าจะหาอะไรกินเป็นอาหารเช้า แล้วค่อยออกไปดูสภาพของที่ดิน และไปเดินสำรวจบริเวณโดยรอบเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์
แต่ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังจากด้านนอก
ซูลั่วรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เธออยู่ที่นี่อย่างไม่คุ้นเคย คนเดียวที่พอจะเรียกได้ว่ารู้จักก็มีแค่หลินซวี่... แต่หลินซวี่ดูเหมือนจะเป็นคนยุ่งมาก และเธอก็ไม่ได้สนิทกับเขาเป็นพิเศษ เพิ่งเจอกันเมื่อวาน เป็นไปไม่ได้ที่วันนี้จะมาหาอีก
แล้วจะเป็นใครกัน?
เธอที่ใช้ชีวิตในยุควันสิ้นโลกมาเป็นสิบปีย่อมมีความระมัดระวังคนแปลกหน้าหรือสิ่งแปลกปลอมเป็นอย่างมาก
ในขณะที่เธอกำลังลังเล คนที่เคาะประตูก็พูดขึ้นว่า “มีใครอยู่ไหมคะ? ฉันคือคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แปลงนาหมายเลข 3 โซน C ค่ะ”
ฟังจากเสียงน่าจะเป็นผู้หญิง
และถ้าซูลั่วจำไม่ผิด เมื่อวานตอนที่เธอมา เธอก็เห็นว่าแปลงนาฝั่งตรงข้ามมีการเพาะปลูกอยู่จริงๆ
นั่นหมายความว่าฝั่งตรงข้ามมีคนอาศัยอยู่ และคนที่อยู่หน้าประตูน่าจะไม่ได้โกหก
เมื่อคิดว่าในอนาคตเธอคงต้องอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และเธอก็ต้องการใครสักคนที่จะมาตอบคำถามบางอย่างของเธอด้วย...
ดังนั้น ซูลั่วจึงเปิดประตูบ้านออกไป
“...ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอน้องสาวตัวน้อยที่อายุน้อยขนาดนี้?” คนที่อยู่หน้าประตูเป็นผู้หญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบ แต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย มือถือเครื่องมือทำนา ดูเหมือนเพิ่งกลับมาจากทำงานในไร่นา
ในขณะที่ซูลั่วกำลังสำรวจอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็กำลังมองดูเธออยู่เช่นกัน
เมื่อเห็นว่าเป็นหญิงสาวที่ดูน่ารักและสวยงามขนาดนี้ ผู้หญิงคนนั้นก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ต้องรู้ไว้ว่าคนที่ถูกส่งมาปลูกพืชในดาวเคราะห์ชายขอบล้วนเป็นคนพิเศษ ยกเว้นซูลั่วที่เป็นผู้ไร้สัญชาติแล้ว ยังมีนักโทษที่ถูกส่งมาทำงาน หรือคนอื่นๆ ที่เพราะไม่มีเงินหรือเป็นหนี้จนไม่สามารถชดใช้ได้ จึงต้องขายตัวเองมาที่นี่เพื่อทำงานชดใช้หนี้
อาจเป็นเพราะรูปลักษณ์ภายนอกของซูลั่วที่ดูบริสุทธิ์และไร้เดียงสามาก ผู้หญิงคนนั้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่าซูลั่วอยู่ในสถานการณ์แบบไหน
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?” ซูลั่วเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่มองเธอ ถึงแม้ในสายตาจะไม่มีความประสงค์ร้าย แต่เธอก็ยังรู้สึกไม่ชิน
“โอ๊ย...ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ พอดีว่าหนูหน้าตาน่ารักมาก ฉันเลยมองเพลินไปหน่อย”
ผู้หญิงคนนั้นหาข้อแก้ตัวให้กับการกระทำของเธอเมื่อครู่ แล้วจึงอธิบายเหตุผลที่มาหา “ฉันแซ่จาง ชื่อจางฮวา หนูจะเรียกฉันว่าอะไรก็ได้... บ้านฉันอยู่ฝั่งตรงข้าม ที่มาหาก็เพื่อทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านใหม่ จะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ถ้ามีเรื่องอะไรในอนาคต”
นิสัยของจางฮวาดูเหมือนจะเป็นคนตรงไปตรงมาและกระตือรือร้น ซูลั่วไม่ได้รู้สึกรังเกียจคนประเภทนี้ ดังนั้นเธอจึงแสดงความเป็นมิตรออกมาเช่นกัน