- หน้าแรก
- โรงพยาบาลหมายเลข 444
- บทที่ 9 เวรดึก
บทที่ 9 เวรดึก
บทที่ 9 เวรดึก
ระหว่างตึกผู้ป่วยนอกกับตึกผู้ป่วยใน มีสะพานเชื่อมถึงกันได้พอดี คืนนี้ไต้หลินต้องมาเข้าเวรที่ตึกผู้ป่วยในอยู่แล้ว ก็เลยเดินตามมาพร้อมกันเลย
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ตึกผู้ป่วยใน รอบด้านกลับมีแต่ความเงียบงัน
ที่นี่ก็เหมือนตึกผู้ป่วยนอก ไม่ว่าจะเดินไปตรงไหนก็เจอแต่ สีขาวล้วน สว่างตาไปหมด
เกาเหอเหยียนบอกเขาว่าโรงพยาบาลแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อ เทียบเท่ากับห้องผ่าตัด แบคทีเรียหรือไวรัสใดๆ ในร่างกายมนุษย์จะสลายตัวและหายไปโดยอัตโนมัติในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาล เหลืออยู่เพียงภายในร่างกายเท่านั้น ดังนั้นการฆ่าเชื้อจึงไม่จำเป็น
แต่แล้ว จู่ ๆ ดวงตาซ้ายของไต้หลินก็สะท้อนแรงกระแทกจาก “เจตจำนง” บางอย่างพุ่งเข้ามา รุนแรงจนเหมือนจะบังคับเขาให้อยู่เวรในตึกผู้ป่วยในคืนนี้ให้ได้!
โดยเฉพาะ… ให้อยู่ที่ชั้นเดียวกับที่หลินเหยียนพัก!
ความรู้สึกนั้นชัดเจนจนเหมือนสัตว์ที่กระหายอยากล่าหาอาหาร มันกระแทกจนเจตจำนงของเขาแทบสั่นไหว
เขาเองก็ไม่รู้ว่า…ว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่
ไม่นานนัก เกาเหอเหยียนก็จัดการให้หลินเหยียนเข้าพักในห้องสามเตียงที่ชั้นห้า
เธอเตือนคนไข้เสียงจริงจังว่า
“ถ้ามี ‘ผี’ ปรากฏใกล้ตัว กดกริ่งข้างเตียงทันที พยาบาลจะรีบมา”
“พวกเธอสู้กับผีได้ใช่ไหม?”
“อย่างน้อยก็พอรับประกันความปลอดภัยของชีวิตคุณได้”
“แล้วถ้าฉันเผลอหลับล่ะ?”
“ไม่ต้องห่วง ระบบของโรงพยาบาลจะมีชั้นกั้นก่อนที่ผีจะเข้ามาถึงห้องผู้ป่วย ต่อให้มันฝ่าเข้ามาได้ เสียงโครมครามก็ต้องดังพอปลุกคุณให้ตื่น”
“งั้น…งั้นก็ดีแล้ว” หลินเหยียนถอนหายใจโล่ง ก่อนจะบ่นเบา ๆ ว่า “ยังดีที่ฉันอาศัยอยู่คนเดียว ไม่ต้องไปหาญาติพี่น้องมาแจ้งเรื่องอะไรพวกนั้น…”
ในเมื่อมือถือทุกเครื่องจะดับอัตโนมัติทันทีที่เข้ามาในเขตโรงพยาบาล
เธอหันไปมองหน้าต่างตึกผู้ป่วยใน…
ด้านนอกเป็นเพียงความมืดมิดลึกสุดหยั่ง ไม่เหลือเค้าลางของโลกภายนอกแม้แต่น้อย
ที่นี่…หรือว่ามันไม่ได้อยู่ในมิติเดียวกับมนุษย์ตั้งแต่แรก?
เกาเหอเหยียนเดินออกจากห้องมาพร้อมไต้หลิน
“ต่อไปก็ไปประจำเวรเถอะ พวกจากที่เราฝัง ‘วัตถุต้องสาป’ แล้ว ถ้าไม่อยากนอนก็จะไม่รู้สึกง่วงเลย” เธอมองเขาที่เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ จึงถามขึ้น “ทั้งวันมานี้ รู้สึกยังไงบ้าง?”
แต่ไต้หลินกลับตอบไม่ตรงคำถาม
“เรื่องอาการของคุณหลิน คุณไม่ได้ปิดบังอะไรไว้ใช่ไหม?”
เกาเหอเหยียนหันมามอง ก่อนตอบตรง ๆ
“ฉันเป็นหมอ ไม่ใช่พระเจ้า ได้แต่บอกว่าสถานการณ์ของเธอหนักมาก ฟังเสียงปอดอย่างเดียว ยังสรุปอะไรไม่ได้เลย”
“ระหว่างวิญญาณอาฆาตกับวิญญาณร้าย… วินิฉัยโรคต่างกันมากใช่ไหม?”
“ถ้าเป็นคำสาปจากวิญญาณร้ายล่ะก็ แทบหมดหวัง พอ ๆ กับมะเร็งที่ต้องคำนวณ ‘อัตรารอดห้าปี’ เลย แต่กรณีนั้นจะเหลือแค่ ‘อัตรารอดหนึ่งปี’ ไม่มีหมอคนไหนฆ่าผีได้หรอก สำคัญคือต้องรอผลตรวจพรุ่งนี้”
ไต้หลินคิดครู่หนึ่ง ก่อนพูดออกมา
“งั้น…ผมขออยู่เวรชั้นนี้ได้ไหม? ไปขอใครสักคนสลับเวรก็ได้ ผมไม่ค่อยสบายใจเรื่องคุณหลิน”
เกาเหอเหยียนแสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ก่อนพูดเตือน
“ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้…แต่ในฐานะหมอ อย่าไปมีอารมณ์พิเศษกับคนไข้ มันจะทำให้การตัดสินใจของคุณเอนเอียงได้ง่าย”
“คุณหลินเป็นคนที่ผมพามาเอง ผมก็อยากรับผิดชอบให้ถึงที่สุด”
“ก็แล้วแต่คุณก็แล้วกัน”
ทั้งสองเดินมาถึงเคาน์เตอร์พยาบาลชั้นห้าพอดี
“ได้ ฉันช่วยดูให้ว่าคืนนี้มีหมอเวรคนไหน… ฉันเชื่อว่าต้องมีคนยอมสลับเวรกับคุณแน่”
เหตุผลที่ไต้หลินอยากเวรที่ตึกผู้ป่วยใน ก็เพราะดวงตาคู่นี้ของเขา ส่งสัญญาณเร่งเร้าอย่างแรงกล้า คืนนี้ ต้องอยู่ที่นี่!
และถ้าทำได้…ดวงตาคู่นี้ก็จะ วิวัฒนาการ!
แน่นอน มันต้องมีอันตรายพ่วงมาด้วย
แต่สำหรับคนที่เป็นหมออย่างเขา… ไต้หลินไม่หวั่นไหวต่ออันตราย
เพื่อคนไข้…และเพื่อเขาเอง!
ครั้งหนึ่งที่เขายังทำงานอยู่ ภาคตะวันตกเฉียงใต้เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โรงพยาบาลต้องระดมศัลยแพทย์ลงพื้นที่ มีผู้บาดเจ็บมหาศาล บางคนยังถูกฝังอยู่ใต้ซากตึก ขณะที่พื้นที่นั้นก็เสี่ยงเกิดอาฟเตอร์ช็อกทุกชั่วโมง แถมศพจำนวนมากทำให้โรคระบาดปะทุขึ้น การเข้าไปช่วยคือการเดินเข้าหาอันตรายเต็ม ๆ แต่ไต้หลิน…สมัครไปทันที ไม่คิดแม้แต่วินาทีเดียว
ตอนนี้ เขาก็ไม่มีเหตุผลให้ลังเลเหมือนกัน!
ดวงตาผีที่ฝังอยู่ในร่างเขา มีพื้นที่ลึกลับและมืดมิดอยู่ภายใน แต่ตอนนี้เขายังควบคุมมันไม่ได้มากนัก
มนุษย์ฆ่าผีไม่ได้…สิ่งที่ทำได้คือใช้ “วัตถุต้องสาป” กดมันเอาไว้และปิดผนึกมัน
วัตถุต้องคำสาปสามารถสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์และผีได้ ทำให้สามารถรักษาผู้ที่ถูกคำสาปได้
ดวงตาผีข้างขวาของเขา สามารถผนึกวิญญาณบางส่วนไว้ในดวงตาได้ ดูดซับและกลืนกิน ผสานรวมกับมัน อีกทั้งยังมีโอกาสช่วงชิงความสามารถ หรือแม้แต่ความทรงจำสมัยมีชีวิตของผีได้
เช่น เขาแทบจะได้รับความทรงจำของ “ตาแก่จาง” มาเต็ม ๆ ถึงขั้นรู้ว่า ที่ลูกชายไม่ยอมมาเยี่ยม เพราะกำลังภาวนาให้พ่อรีบตาย จะได้สืบทอดบ้านไปครองเสียที
พูดง่าย ๆ ดวงตานี้คือ วัตถุสาปแบบเติบโตได้ เพียงแต่ตอนนี้ ไต้หลินยังใช้ตาขวาได้แบบกะท่อนกะแท่น การจะผนึกผีจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องหมู ๆ
ส่วนตาซ้าย…เขายังจับทิศทางไม่ถูก ตอนนี้ทำได้แค่รับข้อมูลที่มันยัดเข้ามาใส่เขาแบบดื้อ ๆ เท่านั้น เพราะแบบนั้นแหละ ตอนที่เจอหลินเหยียนครั้งแรก เขาถึงรู้ได้ทันทีว่าเธอถูกคำสาปอย่างหนัก เลยยัดนามบัตรของเกาเหอเหยียนให้เธอไป
“ลู่หยวน คืนนี้สลับเวรกับไต้หลินนะ”
ห้องเวรตึกผู้ป่วยใน ตามข้อตกลงของเกาเหอเหยียน ไต้หลินได้สลับเวรกับแพทย์ประจำเวรหนุ่มผู้สวมแว่นตาชื่อลู่หยวน
“นายคือหมอฝึกหัดคนเดียวที่รับเข้ามาไตรมาสนี้สินะ?” ลู่หยวนมองเขาขึ้น ๆ ลง ๆ “อย่าบอกนะว่านายคิดว่าชั้นนี้มันสบายกว่าที่อื่น…จะบอกให้นะ พวกห้องธรรมดามันก็พอ ๆ กันหมดนั่นแหละ แต่ห้อง ฉุกเฉินชั่นบนนี่สิ ถึงจะเรียกว่า ‘นรกของจริง’ …แต่เอาเถอะ ฉันไม่เกี่ยง”
ว่าจบ ไต้หลินก็นั่งแทนที่ตรงโต๊ะที่ลู่หยวนลุกออกมา
ที่นี่คือสำนักงานเวร… เส้นทางสำคัญที่เชื่อมไปยังห้องผู้ป่วย และก็เป็นด่านป้องกันสุดท้าย เพื่อรักษาชีวิตคนไข้
ในห้องเวรตึกผู้ป่วยใน มีหมออยู่ราวสิบกว่าคน สองคนเป็นหมอประจำ ที่เหลือก็หมอประจำบ้าน
ส่วนพวกหัวกะทิ อย่างหัวหน้าแพทย์ รองหัวหน้าแพทย์ คนพวกนั้นจะไปนั่งเฝ้าอยู่ข้างบนที่ห้องผู้ป่วยหนัก
“อย่าเกร็งไปเลย”
ทันทีที่เกาเหอเหยียนเดินออกไป มีผู้ชายผมยุ่ง ๆ นั่งลงตรงข้ามไต้หลิน พลางเอ่ยขึ้น
“ทุกคืนตึกผู้ป่วยในก็มีพวก ‘วิญญาณลี้ลับ’ ลอยวนมาเป็นปกติ แต่ส่วนใหญ่ก็ถูกหยุดไว้ตรงเคาน์เตอร์พยาบาลแล้ว ไม่ค่อยหลุดมาถึงเรา”
…แต่ข้อมูลจากตาซ้ายบอกชัดเจนกับไต้หลิน คืนนี้ ไม่สงบแน่
จากท่าทีเป็นกันเอง ไต้หลินเลยกวาดตาไปอ่านป้ายชื่อของอีกฝ่าย
จ้าวเซ่อ หมอประจำแผนกศัลยกรรมวิญญาณพิฆาต