- หน้าแรก
- พฤกษาสมบัติก่อตระกูลเซียน
- ตอนที่ 25 อดอาหารประท้วง
ตอนที่ 25 อดอาหารประท้วง
ตอนที่ 25 อดอาหารประท้วง
ตอนที่ 25 อดอาหารประท้วง
ยามเที่ยงวัน อากาศร้อนอบอ้าว เดิมทีเฉินปาจินตั้งใจจะนอนกลางวันสักงีบ แต่พอนึกถึงลูกสาวที่ไม่เชื่อฟังของตนเอง ในใจก็รู้สึกกลัดกลุ้ม พลิกตัวไปมา นอนไม่หลับ จึงออกจากบ้านไปหาเพื่อนเก่าแก่ เล่นหมากรุกแก้เบื่อ
เดินมาถึงปากซอยเห็นผู้เฒ่าสองสามคนกำลังนั่งพักผ่อนในที่ร่ม พูดคุยเรื่อยเปื่อยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขากำลังว่างพอดีจึงเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย แล้วก็ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับบ้านสวีเมื่อคืนนี้
“เจ้าสามบ้านสวีเก่งขนาดนั้นเชียวหรือ?”
เฉินปาจินเพียงเคยได้ยินว่าสวีเซี่ยวโก่วฝึกยุทธ์ ไม่รู้ว่าฝีมือของเจ้าตัวนั้นโดดเด่น
“เก่งกาจมาก ลูกชายข้าบอกว่าในบรรดาคนหนุ่มสาว เจ้าสามโก่วเก่งที่สุด แถมยังเข้ากับคนง่าย เพื่อนฝูงก็เยอะ รออีกสักสิบกว่าปี ต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่บ้านแน่นอน”
“สวีฝูกุ้ยมีพ่อที่ติดการพนันขนาดนั้น ยังสามารถพลิกฟื้นชะตาได้เพราะลูก ช่างโชคดีจริงๆ”
“เขาได้ภรรยาที่ดี ให้กำเนิดลูกห้าคน เป็นลูกชายเสียสี่คน เดี๋ยวต้องไปถามดูว่าปกติพวกเขากินอะไรกัน มีเคล็ดลับอะไรในการมีลูกชายบ้างไหม”
“...”
เฉินปาจินออกมาเพื่อคลายเบื่อ พอได้ยินคนอื่นพูดถึงหัวข้อนี้ก็รู้สึกหงุดหงิดใจ หันหลังเดินกลับบ้านไป
ความเสียใจที่สุดในชีวิตของเขาคือไม่มีลูกชาย ความเสียใจรองลงมาคือหน้าตาอัปลักษณ์
“ถ้าข้ามีลูกชายอย่างเจ้าสามโก่วบ้านสวีก็ดีสินะ”
นี่คือจินตนาการอันสวยหรูของเขา
ผลักประตูรั้วกลับเข้าบ้านก็เห็นภรรยาถือชามข้าวเดินออกมาจากห้องนอนของเฉินซิ่วเหลียน “ว่าอย่างไร นางยังไม่ยอมกินอีกหรือ?”
มารดาของซิ่วเหลียนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ไม่แตะเลยสักคำ เฮ้อ เด็กคนนี้ทำไมถึงได้ดื้อรั้นขนาดนี้นะ”
ช่วงก่อนหน้านี้เฉินปาจินขังลูกสาวไว้ในบ้าน ดูแลอย่างเข้มงวด ไม่ยอมให้ออกไปหาสวีเซี่ยวหนิว เมื่อวานนี้เฉินซิ่วเหลียนก็โพล่งประกาศว่าจะอดอาหารประท้วง ไม่กินข้าวสักคำ น้ำไม่ดื่มสักหยด เฉินปาจินคิดว่าลูกสาวแค่เอาแต่ใจ ไม่คิดว่าจะทำจริง
“ไม่กินก็ไม่ต้องกิน อดตายไปเลย ข้าจะถือเสียว่าไม่มีลูกสาวคนนี้!” เขาโมโหจนตะโกนเสียงดังใส่ห้องนอนของเฉินซิ่วเหลียน
“ตาเฒ่า ท่านเบาเสียงหน่อยเถอะ”
“...”
ทันใดนั้นเฉินปาจินพลันคิดบางอย่างขึ้นได้ เอ่ยเสียงดัง “ข้าเพิ่งได้ยินข้างนอกมาว่าบ้านสวีเกิดเรื่องแล้ว”
“บ้านสวีเกิดเรื่องหรือ?” แม่ของซิ่วเหลียนประหลาดใจ
“ใช่ บ้านสวีเกือบจะประสบภัยใหญ่แล้ว ข้าจะบอกให้...”
เฉินปาจินกระซิบข้างหูภรรยาจนจบแล้วสั่ง “ข้าออกไปข้างนอกสักครู่ เจ้ากล่อมให้ซิ่วเหลียนกินอะไรสักหน่อยนะ”
พอเขาเพิ่งเดินออกไป เฉินซิ่วเหลียนที่หิวจนหน้าซีดก็เดินออกมาจากห้องนอน “ท่านแม่ บ้านสวีเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
“เจ้าดื่มน้ำก่อน กินอะไรสักหน่อย แล้วแม่จะค่อยๆ เล่าให้ฟัง รอพ่อเจ้ากลับมาแม่จะบอกว่าเจ้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”
“ก็ได้... ก็ได้”
เฉินซิ่วเหลียนดื่มน้ำ กินข้าวไปครึ่งชาม แล้วก็ฟังแม่ของนางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับบ้านสวี เมื่อรู้ว่าบ้านสวีไม่เป็นอะไร หินในใจนางก็ถูกยกออก
ณ คฤหาสน์ตระกูลหลิว
หลิวหงถู บุตรชายคนที่สามของหลิวเย่าจงกลับมาถึงบ้าน สองสามวันก่อนเขาไปเที่ยวเล่นสนุกสนานในอำเภอ เล่นจนเบื่อแล้วจึงค่อยกลับบ้าน อายุสิบเจ็ดปี บ้านช่องไม่ขัดสนเงิน ทั้งยังไม่ได้แต่งงาน จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวเตร่เสเพลไม่ทำงาน
ปกตินอกจากฝึกยุทธ์แล้ว เขาก็มักจะกินดื่มเที่ยวเล่นกับเพื่อนฝูง พากันจูงหมาไล่กระต่าย ครั้งนี้เพิ่งกลับถึงบ้านก็พบกับหญิงงามคนหนึ่งที่ทำให้เขาตาเป็นประกาย
ซูจิ่นซูสวมชุดฤดูร้อนสีฟ้าอ่อน ผ้าโปร่งบางเบา นางเกล้าผม แต่งหน้าอ่อนๆ
“แม่นาง ท่านคือ?”
หลิวหงถูสงสัย ไม่ได้อยู่บ้านไม่กี่วัน ทำไมถึงมีหญิงสาวแปลกหน้าปรากฏตัวขึ้นในบ้านได้? หรือว่าจะเป็นคู่หมั้นที่บิดาหามาให้?
“ข้าน้อยนามซูจิ่นซู มาจากอำเภอหมอกฟุ้ง ตำบลเมฆาเขตแดน... แล้วท่านเล่าเจ้าคะ?”
ซูจิ่นซูแนะนำตัวสั้นๆ แล้วถามกลับ อันที่จริงนางเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายมีเค้าหน้าที่คล้ายคลึงกับหลิวเย่าจงอยู่บ้าง จึงคาดเดาฐานะของอีกฝ่ายได้
“ข้าคือหลิวหงถู”
เมื่อทราบที่มาของอีกฝ่าย ในใจหลิวหงถูก็ยิ่งมั่นใจว่านี่คือคู่หมั้นที่พ่อของเขาเลือกไว้ให้ มิฉะนั้นพ่อของเขาจะให้คนแปลกหน้าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ มาพักค้างแรมที่บ้านได้อย่างไร?
“ที่แท้ก็คือคุณชายสามตระกูลหลิว ซูจิ่นซูขอคารวะเจ้าค่ะ” ซูจิ่นซูพูดพลางค้อมศีรษะย่อตัวคารวะอย่างนุ่มนวล
หลิวหงถูยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือกิริยาท่าทาง เขาก็ชอบหญิงสาวตรงหน้ามาก ชาติตระกูลของนางก็เหมาะสมกับเขา
“แล้วพ่อข้าเล่า?”
หลิวเย่าจงเดินเข้ามาจากลานด้านนอกในจังหวะที่เขาถามพอดี “หงถูกลับมาแล้วหรือ? เจ้าคงได้ทำความรู้จักกับคุณหนูซูแล้วสินะ คุณหนูซูผู้นี้กับข้าช่างมีวาสนาต่อกันยิ่งนัก ข้าจึงให้นางพักอยู่ที่นี่”
พูดจบหลิวเย่าจงก็มองไปทางซูจิ่นซู “ข้าเพิ่งส่งคนไปซื้อฉินหอยมุกที่อำเภอ อีกสองวันเจ้าก็จะได้ดีดฉินแล้ว”
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าหลิวเจ้าค่ะ”
หืม?
หลิวหงถูเห็นท่าทีระหว่างพ่อของเขากับซูจิ่นซูแล้วรู้สึกไม่ชอบมาพากล แววตาแบบนี้ ไม่เหมือนกับกำลังแนะนำคู่หมั้นให้เขา แต่กลับเหมือนพ่อของเขากำลังหาแม่เลี้ยงให้เขาเสียมากกว่า
นี่มัน...
ชั่วขณะนั้นอารมณ์ของเขาก็สับสน ความรู้สึกหลากหลายปนเปกัน แต่เขาก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของบิดา หากพ่อของเขาเต็มใจ เขาก็ทำได้เพียงอวยพร
แปลงสมุนไพรของบ้านสวีกำลังคึกคักไปด้วยบรรยากาศการทำงาน
นอกจากกาใบไม้แห้งแปดหมู่แล้ว สวีฝูกุ้ยตัดสินใจจะขายหญ้ารากเหล็กอีกหกหมู่ไปด้วยเลย ส่วนที่เป็นยาของหญ้ารากเหล็กคือรากที่อยู่ใต้ดิน คนทั่วไปมองไม่ออก อันที่จริงหญ้ารากเหล็กของบ้านเขาก็ปลูกมาแปดปีแล้ว มีมูลค่าพอสมควร
คนที่พ่อค้ารับซื้อสมุนไพรพามากำลังทำงานในไร่ เก็บเกี่ยวกาใบไม้แห้งและหญ้ารากเหล็กทีละต้นๆ
สวีฝูกุ้ยพาต้าหนิว ซานโก่ว และซื่ออวิ๋น คอยคุมงานอยู่ข้างๆ
เพราะราคาสมุนไพรแพง พวกเขาจึงต้องคอยจับตาดู ป้องกันไม่ให้คนงานเหล่านั้นแอบซ่อนหรือพ่อค้าจงใจนับจำนวนผิด นี่เป็นสิ่งจำเป็นมาก ไม่มีพ่อค้าคนไหนไม่เจ้าเล่ห์ พ่อค้าที่จัดซื้อมักทำเช่นนี้เพื่อหวังผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ
ง่วนกับงานมาทั้งวัน ในที่สุดสมุนไพรทั้งหมดสิบสี่หมู่ถูกเก็บเกี่ยวจนหมดเกลี้ยง บรรทุกเต็มรถม้าหลายคัน พ่อค้าที่จัดซื้อเริ่มตรวจนับและคิดบัญชี
เนื่องจากสงครามในตำบลเมฆาเขตแดน ราคาสมุนไพรส่วนใหญ่จึงปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงกาใบไม้แห้งและหญ้ารากเหล็กด้วย
“กาใบไม้แห้งสภาพดี ต้นละ 550 อีแปะ ทั้งหมด 35 มัด มัดละ 80 ต้น เป็น...”
นักบัญชีดีดลูกคิดอยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า “2600 ต้น เป็นเงิน 1430 ตำลึง”
“ไม่ถูก!”
เสียงใสของเด็กหนุ่มดังขึ้น เป็นสวีเซี่ยวอวิ๋น “35 มัด มัดละ 80 ต้น เป็น 2800 ต้น รวมเป็นเงิน 1540 ตำลึง”
นักบัญชีรีบคำนวณใหม่อีกครั้ง “ใช่ๆๆ เมื่อครู่ข้าคำนวณผิดไป”
คำนวณผิดหรือจงใจทำผิดนั้น พวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจ
คนตระกูลสวีที่เพิ่งรู้ตัวทำหน้าไม่พอใจ โดยเฉพาะสวีเซี่ยวโก่ว “เจ้าคำนวณดูให้ดีๆ อีกที ถ้าคำนวณผิดอีกระวังกะโหลกเจ้าจะเปิด”
“รับทราบแล้วๆ...”
เหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากของนักบัญชี
สวีฝูกุ้ยคิดในใจ พ่อค้าชอบข่มเหงชาวนาซื่อๆ ที่คิดเลขไม่เป็น จากนั้นก็มองสวีเซี่ยวอวิ๋นด้วยความประหลาดใจ เมื่อครู่เขายังไม่ทันรู้ตัวเลย ลูกชายสวีเซี่ยวอวิ๋นกลับคำนวณออกมาได้แล้ว
“กาใบไม้แห้งสภาพรองลงมาหน่อย ต้นละ 400 อีแปะ ทั้งหมด 8 มัด มัดละ 80 ต้น เป็น...”
หลังเกิดเรื่องเมื่อครู่ นักบัญชีก็ไม่กล้าคำนวณผิดอีก บอกจำนวนที่ถูกต้องออกมา “640 ต้น เป็นเงิน 256 ตำลึง ยังมีหญ้ารากเหล็กอีก ต้นละ 180 อีแปะ รวม 42 มัด มัดละ 30 ต้น ทั้งหมด 1260 ต้น เป็นเงิน 226 ตำลึงกับอีก 800 อีแปะ ปัดเป็น 227 ตำลึง”
หญ้ารากเหล็กหกหมู่ ราคาเทียบไม่ได้เลยกับกาใบไม้แห้งอายุ 15 ปีเหล่านั้น
“รวมทั้งสิ้น 2023 ตำลึง”
สวีเซี่ยวอวิ๋นพูดโพล่งออกมา ขณะเดียวกันนักบัญชีก็คำนวณผลลัพธ์ออกมาได้ พยักหน้าแล้วบอก “ถูกต้อง”
หลังจากยืนยันว่าถูกต้องแล้ว พ่อค้าก็มอบตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งพันตำลึงให้สวีฝูกุ้ยหนึ่งใบ ตั๋วเงินมูลค่าห้าร้อยตำลึงอีกสองใบ และเงินอีก 23 ตำลึง
การซื้อขายสำเร็จ ทุกคนยินดีปรีดา
หลังจากขบวนรถม้าของพ่อค้าจากไปแล้ว ทุกคนในตระกูลสวีกลับมาถึงบ้าน ต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใส
“ท่านพ่อ บ้านเรามีเงินแล้ว ตั้งสองพันตำลึงแน่ะ!”
“ท่านพ่อ ขอดูตั๋วเงินหน่อยได้ไหม ข้ายังไม่เคยเห็นเลย”
“...”
ครั้นเห็นความตื่นเต้นของลูกๆ สวีฝูกุ้ยก็พลอยตื่นเต้นตามเช่นกัน แต่เขาก็ควบคุมอารมณ์ของตนเองเอาไว้ “ใจเย็นๆ กันหน่อย นี่มันเงินเท่าไหร่กันเชียว ต้องขยันและประหยัดถึงจะรักษาเงินไว้ได้ ไม่อย่างนั้นมีเงินมากเท่าไหร่ก็ต้องผลาญจนหมด พวกเจ้ารู้จักปู่ของพวกเจ้าไหม? เมื่อก่อนบ้านสวีเราเป็นเจ้าที่ดิน ก็ปู่ของพวกเจ้านั่นแหละที่ผลาญจนหมด”
“รู้ ข้ารู้ ท่านพ่อเล่านับครั้งไม่ถ้วนแล้ว”
“รู้ก็ดีแล้ว”
สวีฝูกุ้ยให้ลูกๆ ‘ชื่นชม’ ตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งพันตำลึงครู่หนึ่ง จากนั้นก็นำกลับไปซ่อนไว้ในห้องนอนอย่างดี
เงินก้อนนี้แม้จะมาก แต่ก็ได้มาจากการขายสมุนไพรสิบสี่หมู่ โดยเฉพาะกาใบไม้แห้งแปดหมู่นั้น ปลูกมาสิบหกปีแล้ว มากกว่าอายุของสวีเซี่ยวโก่วเสียอีก
ต่อไปตระกูลสวียังมีเรื่องที่ต้องใช้เงินอีกมาก เช่น สวีเซี่ยวหนิวและสวีเซี่ยวโก่วก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว การพูดคุยเรื่องการแต่งงานนับเป็นค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลย
อีกทั้งบ้านเก่าหลังนี้ของตระกูลสวีก็มีอายุหลายปีแล้ว สวีฝูกุ้ยตั้งใจจะปรับปรุงซ่อมแซม และซื้อหาเครื่องเรือนเพิ่มเติมบ้าง