- หน้าแรก
- พฤกษาสมบัติก่อตระกูลเซียน
- ตอนที่ 24 คุณหนูตระกูลใหญ่
ตอนที่ 24 คุณหนูตระกูลใหญ่
ตอนที่ 24 คุณหนูตระกูลใหญ่
ตอนที่ 24 คุณหนูตระกูลใหญ่
หลิวเย่าจงถูกสาวใช้ปลุกพร้อมอาการอย่างงัวเงีย ได้รับการปรนนิบัติให้สวมเสื้อผ้าและล้างหน้าล้างตาอย่างเชื่องช้า หลังจากนั้นก็เดินออกไปยังด้านนอกของคฤหาสน์ เขาได้ยินสาวใช้บอกว่ามีคนจับกลุ่มผู้ลี้ภัยมาได้ เมื่อมาถึงหน้าประตูก็เห็นชาวบ้านกำลังมุงดูคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่ง
“ท่านผู้เฒ่าหลิวมาแล้ว!”
“อรุณสวัสดิ์ครับท่านผู้เฒ่าหลิว” ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์เมื่อเห็นหลิวเย่าจงพากันทักทาย
ในที่สุดสวีฝูกุ้ยที่รอเขาอยู่แล้วก็เดินเข้าไป “ท่านผู้เฒ่าหลิว ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้เมื่อคืนลอบขโมยสมุนไพรบ้านข้า พวกเราจับตัวมาได้...”
หลิวเย่าจงรู้เรื่องผู้ลี้ภัยในหมู่บ้านนานาธารอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่คิดว่าผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้จะเหิมเกริมเพียงนี้ ถึงขั้นนำยาสลบมาใช้
“ในเมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขา คนเหล่านี้ก็ไม่มีอะไรจะปฏิเสธได้ ขังไว้ที่บ้านข้าก่อน เดี๋ยวข้าจะเขียนจดหมายถึงเย่าจู่ ให้เขามาจับคนพวกนี้ไปให้หมด”
น้องชายแท้ๆ ของหลิวเย่าจงชื่อ ‘หลิวเย่าจู่’ เป็นจอมยุทธ์พรสวรรค์และเป็นผู้ช่วยนายอำเภอของอำเภอปอโบราณ รับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยและกิจการทหารของอำเภอปอโบราณโดยเฉพาะ หลิวเย่าจงส่งผู้ลี้ภัยเหล่านี้ให้น้องชายของเขา นับเป็นผลงานชิ้นหนึ่ง
เขาพูดจบ ก็สั่งให้คนรับใช้ชายของตระกูลหลิวนำคนยี่สิบกว่าคนทั้งหมดไปขังไว้ในห้องที่ลานด้านนอก จัดการเรื่องนี้เสร็จก็กำชับกับชาวบ้าน “ช่วงนี้ในหมู่บ้านมีผู้ลี้ภัยมาก ทุกคนโปรดระมัดระวังตัวให้มากขึ้น กลางคืนก็ปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา ป้องกันการลักขโมย เดี๋ยวข้าจะจัดคนตีเกราะเคาะไม้ ตรวจลาดตระเวนตอนกลางคืนเพิ่มอีกสองคน”
สำหรับเรื่อง ‘ผู้ลี้ภัย’ ในหมู่บ้านไม่มีวิธีจัดการที่ดีนัก หากต้องการแก้ไขเรื่องนี้คงมีแต่ต้องพึ่งพาทางการ
กลุ่มคนที่มุงอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหลิวก็แยกย้ายกันไป
สวีฝูกุ้ยจะไปหาร้านยาในอำเภอที่รับซื้อสมุนไพร ส่วนสวีเซี่ยวหนิวและสวีเซี่ยวโก่วพากันกลับบ้าน
หลิวเย่าจงเดินกลับเข้าไปในลานด้านใน ครั้นเห็นหญิงสาวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม “คุณหนูซูตื่นเช้าเชียว?”
หญิงสาวตรงหน้าเขาคือซูจิ่นซู นางพยักหน้าคารวะ “อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านผู้เฒ่าหลิว ข้าตื่นมาสักพักแล้ว กำลังจะไปล้างหน้าล้างตาเจ้าค่ะ”
“ดี ดีเลย เจ้าไปล้างหน้าล้างตาก่อน เดี๋ยวข้าจะให้สาวใช้เตรียมอาหารเช้า”
หลิวเย่าจงยิ้มจนตาหยี ในใจก็ทอดถอนว่าเหตุใดในโลกนี้จึงมีสตรีที่งดงามสมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้ แม้ยามเช้าจะไม่ได้แต่งหน้าทาแป้งก็ยังสดสวยนัก
ครู่ต่อมาซูจิ่นซูที่ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วก็มาถึงห้องโถง
“คุณหนูซูเชิญนั่ง”
หลิวเย่าจงมีมารยาทสุภาพอ่อนโยน ทำท่าผายมือเชิญนั่ง
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าหลิวเจ้าค่ะ”
ซูจิ่นซูยิ้มบางพลางพยักหน้า ในแววตามีเพียงแววสุภาพ ความเคารพ และความเย็นชาเล็กน้อย ปราศจากความเย้ายวนใดๆ ความเย็นชาเช่นนี้ กลับยิ่งกระตุ้นความปรารถนาที่จะครอบครองของหลิวเย่าจง
“เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่? อยู่ที่นี่พอจะคุ้นเคยแล้วหรือยัง?” เขาถามไถ่ทุกข์สุข แสดงความห่วงใยต่ออีกฝ่าย
เมื่อวันก่อนเขาพบซูจิ่นซูที่ด้านนอกคฤหาสน์ตระกูลหลิว เพียงแรกเห็นก็ตกตะลึงในความงามราวเทพธิดา ด้วยเหตุนี้จึงเชิญนางเข้ามาในบ้าน หลังจากพูดคุยกันครู่หนึ่งก็ได้ทราบประวัติความเป็นมาของอีกฝ่าย
บุตรสาวของพ่อค้าชารายใหญ่ในอำเภอหมอกฟุ้ง ตำบลเมฆาเขตแดน มีพี่ชายคนหนึ่ง หมั้นหมายไว้แล้วกับคู่หมั้นซึ่งเป็นลูกหลานขุนนาง ทว่าประสบภัยสงคราม ตระกูลของนางเสียชีวิตไปไม่น้อย ระหว่างลี้ภัยก็ยังพลัดพรากกัน เหลือเพียงนางคนเดียว ซูจิ่นซูไม่มีที่ไป หลิวเย่าจงจึงให้นางพักอยู่ที่บ้านหลิว เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี ทั้งยังมอบเสื้อผ้าใหม่แก่นางอีกด้วย
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าหลิวที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ เมื่อคืนข้าฝันถึงท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชายอีกแล้ว สะดุ้งตื่นหลายครั้ง ท่านพ่อท่านแม่ของข้าเสียแล้ว ไม่รู้ว่าพี่ชายยังอยู่หรือไม่~~”
ซูจิ่นซูพูดพลางก้มหน้าลง น้ำตาสองหยดไหลริน หลิวเย่าจงเห็นแล้วก็ใจอ่อน รีบเอ่ย “เป็นข้าเองที่ดูแลคุณหนูซูไม่ดี บ้านของข้าอัตคัดขัดสน เทียบกับบ้านของเจ้าไม่ได้เลย”
เขาคิดในใจว่าห้ามเอ่ยถึงเรื่องน่าเศร้าในอดีตของซูจิ่นซูอีกเด็ดขาด มิฉะนั้นจะทำให้คนงามต้องหลั่งน้ำตาอยู่เรื่อย
“ท่านผู้เฒ่าหลิวอย่าพูดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ เมื่อเทียบกับการตากลมกินน้ำค้างของข้าแล้ว การได้พักที่บ้านท่านนั้นสุขสบายมาก”
คุยเล่นกันอีกสองสามประโยค หลิวเย่าจงก็พลันถามขึ้น “คุณหนูซู แล้วต่อไปเจ้ามีแผนการอะไรบ้างหรือ?”
ซูจิ่นซูเผยสีหน้ากังวล “เฮ้อ คงต้องดูกันไปทีละก้าวเจ้าค่ะ เดิมทีข้ามีคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน เกรงว่าคู่หมั้นของข้าก็คงจะ... เป็นตายร้ายดีไม่อาจรู้ได้ แม้ตามหาจนพบก็คงเป็นเวลาหลายปีหลังจากนี้ ข้ากับคู่หมั้นไม่เคยพบหน้ากันไม่กี่ครั้ง ไม่มีความผูกพันฉันท์คู่รัก ข้าเป็นเพียงหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่ไร้บ้าน คงทำได้เพียงหาบ้านสามีดีๆ สักแห่งแต่งเข้าไปเป็นภรรยาแล้ว ท่านผู้เฒ่าหลิว ท่านเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงในพื้นที่ พอจะช่วยข้าหาครอบครัวที่ไว้ใจได้สักแห่งได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“คุณหนูซู เจ้ามาจากตระกูลเศรษฐี ในหมู่บ้านของพวกเราคงหาคนที่เหมาะสมกับท่านไม่ได้กระมัง”
หลิวเย่าจงเมื่อได้ยินซูจิ่นซูจะ ‘แต่งเข้าไปเป็นภรรยา’ ในใจก็ลอบยินดี
“ที่ไหนกันเจ้าคะ ตอนนี้ข้าเป็นเพียงคนน่าสงสารที่ไร้บ้าน ไม่กล้าใฝ่สูง เพียงหวังว่าคนอื่นจะไม่รังเกียจที่ข้าไม่มีบ้านเดิมแล้วก็พอ”
“เจ้าทั้งมีความรู้และมีมารยาท แถมยังงดงามและเพียบพร้อม บ้านใดเล่าจะรังเกียจได้”
หลิวเย่าจงยิ่งมองซูจิ่นซูก็ยิ่งหลงใหล เผลอใจลอยไปชั่วขณะ ครั้นได้สติก็ตระหนักว่าตนเองเสียมารยาทก็รีบกล่าว “แค่กๆ ข้าจะช่วยเข้าสืบข่าวดู พอดีข้าจะต้องเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ไม่ทราบว่าจะรบกวนเจ้าช่วยเขียนแทนได้หรือไม่?”
“แน่นอนเจ้าค่ะ”
ทั้งสองคนมาถึงห้องหนังสือ ซูจิ่นซูยื่นมือเรียวขาวนุ่มนวลหยิบพู่กันขึ้นมา ช่วยหลิวเย่าจงเขียนจดหมาย หลิวเย่าจงบอกให้นางเป็นคนเขียน เนื้อหาก็คือเรื่องผู้ลี้ภัยเมื่อครู่นี้เอง
ลายมือพู่กันชดช้อยของซูจิ่นซูทำให้หลิวเย่าจงยิ่งรู้สึกว่านางสมบูรณ์แบบ หัวใจที่ถูกฝุ่นเกาะมาหลายปีก็เริ่มสั่นไหวขึ้นมา
ทั้งหมดล้วนเป็นการแสดงของซูจิ่นซู นางเก่งกาจในการควบคุมความคิดของผู้ชาย การรับมือกับเจ้าที่ดินอย่างหลิวเย่าจงย่อมแตกต่างจากการรับมือกับเด็กหนุ่มชาวบ้านที่ขาดประสบการณ์อย่างสวีเซี่ยวหนิว
การยั่วยวนด้วยเสน่ห์ใช้ไม่ได้ผลกับผู้ชายประเภทนี้ กลับจะให้ผลตรงกันข้ามเสียอีก เพราะนางไม่ได้ต้องการจะยั่วยวนหลิวเย่าจง แต่ต้องการจะขึ้นสู่อำนาจเป็นภรรยาเอก!
ยิ่งนางแสดงท่าทีเย็นชา แสดงท่าทีสูงศักดิ์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้หลิวเย่าจงคันยุบยิบในใจจนทนไม่ไหว รู้สึกว่าต้องเป็นนางเท่านั้น
นางสืบข่าวมาล่วงหน้าแล้ว หลิวเย่าจงไม่ใช่ทายาทเจ้าที่ดินรุ่นที่สอง เดิมทีตระกูลหลิวเป็นเพียงครอบครัวเศรษฐีในหมู่บ้าน อาศัยการดิ้นรนต่อสู้ของสองพี่น้องหลิวเย่าจงและหลิวเย่าจู่ จึงกลายเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ในปัจจุบัน ดังนั้นหลิวเย่าจงย่อมไม่ได้ไปเที่ยวหอคณิกาหรือสถานเริงรมย์บ่อยนัก
ภรรยาของหลิวเย่าจงเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน เขาไม่ได้มีอนุภรรยา นี่จึงเป็นโอกาสของซูจิ่นซู นางไม่ต้องการเป็นอนุภรรยาของใคร สถานะของอนุภรรยานั้นต่ำต้อยมาก เทียบเท่ากับของเล่น
ซูจิ่นซูคว้าโอกาสทองที่ได้มาโดยยากนี้ไว้ สังเกตการณ์อยู่ใกล้บ้านหลิวสองวัน ในที่สุดก็หาโอกาสให้หลิวเย่าจงได้ ‘พบโดยบังเอิญ’
แผนการอันแยบยลของนางไม่ได้มีเพียงเท่านี้
ตัวตน ‘ซูจิ่นซู’ นี้เป็นเรื่องจริง นางเป็นบุตรสาวของพ่อค้าชารายใหญ่ในอำเภอหมอกฟุ้งจริงๆ และก็มีคู่หมั้นจริงๆ ทุกสิ่งที่นางพูดออกมาล้วนสามารถตรวจสอบได้ ทว่านางไม่ใช่ซูจิ่นซู
คู่หมั้นของซูจิ่นซูเป็นแขกประจำของนางสมัยที่ยังอยู่ในหอคณิกา คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นางจึงใช้วิธีต้นหลี่ตายแทนต้นท้อ* ยืมใช้ประวัติของซูจิ่นซู ห่างไกลกันหลายพันลี้ อำเภอหมอกฟุ้งก็ไม่มีแล้ว ย่อมไม่มีใครล่วงรู้
*ต้นหลี่ตายแทนต้นท้อ = สวมรอย/สับเปลี่ยนตัวตน
ดูจากความคืบหน้าในปัจจุบันแล้ว แผนการของซูจิ่นซูประสบความสำเร็จอย่างมาก เพียงรอให้นางได้ใช้เวลาร่วมกับหลิวเย่าจงอีกสักระยะ เขาย่อมต้องเอ่ยปากขอแต่งนางเป็นภรรยาเอกอย่างแน่นอน
ด้วยสถานะเช่นนาง สมัยที่หลิวเย่าจงยังหนุ่ม เขาไม่มีทางที่จะได้แต่งงานกับคุณหนูตระกูลใหญ่เช่นนี้ได้ อย่าว่าแต่สมัยหนุ่มๆ เลย แม้แต่ตอนนี้ที่หลิวเย่าจงมีสถานะเป็นเจ้าที่ดิน การจะแต่งงานกับบุตรสาวของพ่อค้าชารายใหญ่ก็ยังยาก ตามคำบอกเล่าของซูจิ่นซู ทรัพย์สินของบ้านนางมีมากกว่าตระกูลหลิวเป็นสิบเท่า การที่หลิวเย่าจงได้แต่งงานกับนางถือเป็น ‘ฝันที่เป็นจริง’