เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 20 โจรย่องเบายามวิกาล

ตอนที่ 20 โจรย่องเบายามวิกาล

ตอนที่ 20 โจรย่องเบายามวิกาล


ตอนที่ 20 โจรย่องเบายามวิกาล

ยามดึกสงัด เงาร่างหนึ่งลอบเข้าใกล้สวนผลไม้ของตระกูลสวีอย่างเงียบเชียบ ยื่นมือไปเด็ดผลซิ่งสีแดงก่ำผลหนึ่ง

เขาชื่อหวังโปเป็นผู้ลี้ภัยที่หนีความอดอยากมาถึงที่นี่ เขายัดผลซิ่งเข้าปาก กัดลงไปคำหนึ่ง รสเปรี้ยวฝาดก็พลันแผ่ซ่านเต็มช่องปาก เปรี้ยวจนน้ำลายไหลไม่หยุด ซิ่งแดงโดยธรรมชาติมีรสเปรี้ยวนำอยู่แล้ว ยังเหลือเวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะสุกเต็มที่ จึงมีรสฝาดปนอยู่ด้วย

“ถุย ทั้งเปรี้ยวทั้งฝาด ไม่อร่อยเลย”

เขาถ่มซิ่งในปากทิ้ง แล้วคลำทางไปยังสวนสาลี่ที่อยู่ข้างๆ เลือกเด็ดสาลี่หอมผลใหญ่กลมผลหนึ่งลงมา กัดกินเข้าไป ทั้งหอมทั้งหวาน น้ำฉ่ำเต็มคำ

“สาลี่หอมไม่เลวเลย อร่อยกว่าที่ข้าปลูกเสียอีก เพียงแต่สวนสาลี่ของบ้านนี้ขนาดเล็กไปหน่อย บ้านข้ามีตั้งห้าสิบหมู่แน่ะ”

เขาเตรียมจะเด็ดเพิ่มอีกสักสองสามผล

“วู้ว โฮ่ง! โฮ่ง!”

เสียงสุนัขเห่าที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้หวังโปสะดุ้งตกใจ สาลี่หอมในมือที่ยังกินไม่หมดก็ร่วงหล่นลงพื้น

“หมาป่ามาจากไหนกัน ตกใจตายห่าเลย”

สวนสาลี่ที่เขาอยู่ห่างจากเรือนพักของตระกูลสวีมาก คั่นด้วยที่ดินหลายสิบหมู่ เขาคิดว่าสุนัขใหญ่ตรงหน้าเป็นหมาป่า

“รีบไสหัวไป อย่าได้พาเจ้าของสวนสาลี่นี้มาเชียวนะ”

เขาแสร้งทำท่าก้มตัวลงเก็บก้อนหินจากพื้น สุนัขทั่วไปเมื่อเห็นท่าทางนี้ก็จะหลบหนีไปไกล แต่ต้าเฮยไม่กลัวการขู่ของเขา มันย่อตัวต่ำลงแล้วพุ่งเข้าใส่ทันที กัดเข้าที่น่องของเขา

“โอ๊ย!”

หวังโปรู้สึกเจ็บแปลบที่น่อง การกัดครั้งนี้ทำให้ผิวหนังฉีกขาดจนเลือดออก โชคดีที่ไม่โดนกระดูก เขาถอยหลังติดๆ กัน เตะขาพยายามจะถีบต้าเฮยออกไป จนกระทั่งถอยออกจากสวนผลไม้แล้วต้าเฮยจึงยอมปล่อยปาก

“หมาตัวนี้ดุร้ายจริงๆ”

เขาก้มลงมองเห็นขากางเกงของตนเองถูกฉีกจนขาด เผยให้เห็นบาดแผลที่มีเลือดไหลซึมอยู่ข้างใน

“ขโมยสาลี่หอมลูกเดียวโดนกัดไปทีหนึ่ง ช่างโชคร้ายนัก”

เขาล้มเลิกความคิดที่จะหาท่อนไม้มาสู้กับหมาป่า หวังโปเป็นผู้ลี้ภัย ไม่จำเป็นต้องสู้กับหมาเพื่อขโมยสาลี่ หากได้รับบาดเจ็บนั้นไม่คุ้มค่าแต่อย่างใด

เพิ่งเดินไปได้ไม่ไกลก็มีเสียงดังมาจากข้างหลัง “โดนหมากัดสินะ”

หวังโปหันกลับไป เห็นชายชราสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น “ผู้เฒ่าซุน ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? นึกว่าท่านไปไกลแล้วเสียอีก”

ชายชราผู้นั้นชื่อ ‘ซุนเหย่’ คนเดียวกับที่เล่านิทานอยู่ใต้ต้นไม้เมื่อตอนกลางวันนั่นเอง เขาเป็นคนอำเภอไตรโชค ตำบลเมฆาเขตแดน สมัยหนุ่มๆ เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง เป็นนักคุ้มภัยที่มีชื่อเสียงพอสมควรในอำเภอ แต่เพราะติดการพนันจึงไม่เหลือเงินเก็บ

เมื่ออายุมากขึ้นปราณและโลหิตเสื่อมถอย ฝีมือลดลง ถูกสำนักคุ้มภัยไล่ออกก็หันมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแผงขายดาบ ทวน กระบอง คัมภีร์วิทยายุทธ์ ยาเม็ดต่างๆ อันที่จริงแล้วเป็นการเอาของไม่ดีมาย้อมแมวขายเป็นของดีเพื่อต้มตุ๋นพวกมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มฝึกยุทธ์

หลังจากหนีภัยมาจากตำบลเมฆาเขตแดน ซุนเหย่ก็ได้พบกับกลุ่มชาวบ้านจากบ้านเกิดเดียวกันที่รวมกลุ่มกันหนีภัยอยู่บนท้องถนนโดยบังเอิญ ในจำนวนนั้นก็มีหวังโปที่อยู่ตรงหน้ารวมอยู่ด้วย ทว่าหลังจากซุนเหย่เดินทางร่วมกับพวกเขาได้ระยะหนึ่งก็ขอแยกตัวออกมาเอง คนเหล่านั้นไม่มีความสามารถอะไร เดินทางไปด้วยก็เสียเปล่า

“ข้าเพิ่งมาถึงหมู่บ้านนานาธารนี้เมื่อสองวันก่อน เงินที่มีติดตัวก็ใช้หมดแล้ว กำลังคิดจะหาเงินสักหน่อยมาเติมท้อง”

“ผู้เฒ่าซุน ท่านก็หมายตาสาลี่หอมในสวนของบ้านนั้นไว้เหมือนกันหรือ?”

“สาลี่?”

ซุนเหย่เหลือกตา “ดูความคิดของเจ้าสิ สาลี่มันจะสักกี่อีแปะกัน? ที่มีค่าคือสมุนไพร รู้ไหมว่านั่นคืออะไร?”

เขาชี้ไปยังแปลงสมุนไพรของตระกูลสวี

“ไม่รู้”

หวังโปส่ายหน้า เขาไม่เคยปลูกสมุนไพร

“นั่นคือกาใบไม้แห้ง กาใบไม้แห้งห้าใบ! สมุนไพรชนิดนี้สามปีถึงจะแตกใบหนึ่งใบ ห้าใบแสดงว่าอย่างน้อยก็เติบโตมาสิบห้าปีแล้ว ต้นหนึ่งมีค่าอย่างน้อยห้าร้อยอีแปะ ห้าร้อยอีแปะ! สมุนไพรชนิดนี้ร้านยาทุกแห่งรับซื้อ ขายออกง่ายมาก”

ซุนเหย่กางมือออก ชูห้านิ้วเป็นสัญลักษณ์

“ห้าร้อยอีแปะ? ครึ่งตำลึงเงิน? หนึ่ง สอง สาม...”

“ไม่ต้องนับแล้ว ที่ดินหนึ่งหมู่มีกาใบไม้แห้งประมาณสี่ร้อยต้น สองร้อยตำลึง ที่นี่มีทั้งหมดแปดหมู่ หนึ่งพันหกร้อยตำลึง!”

ซุนเหย่สืบจนรู้เรื่องสภาพของแปลงสมุนไพรตระกูลสวีมานานแล้ว

“แล้วจะรออะไรอยู่ล่ะ พวกเรารีบไปกันเถอะ”

หวังโปใจร้อนรุ่ม อยากจะเด็ดกาใบไม้แห้งสักสองสามต้นติดตัวไปเสียเดี๋ยวนี้

“เจ้าจะรีบร้อนอะไรนัก เราสองคนคืนเดียวจะเก็บได้สักกี่ต้น? พรุ่งนี้เจ้าของบ้านเห็นเข้าต้องเก็บไปขายหมดแน่ พวกเราก็จะไม่มีโอกาสอีกเลย อีกอย่างบ้านนั้นเขาก็เลี้ยงหมาไว้นะ เจ้าเพิ่งโดนกัดไปก็ลืมแล้วหรือ?”

“ผู้เฒ่าซุน เราสองคนเก็บสักสองสามต้นยังไม่พออีกหรือ? สองต้นก็ได้หนึ่งตำลึงเงินแล้ว สี่ต้นก็สองตำลึง เราแอบขโมยสักสิบกว่าต้นก็ขายได้เงินไม่น้อยแล้วนะ”

ไม่ได้คืบเอาศอกคือรูปแบบการทำงานของหวังโป

“ดูความคิดของเจ้าสิ กาใบไม้แห้งตั้งหนึ่งพันหกร้อยตำลึง จะขโมยแค่ไม่กี่สิบตำลึงหรือ? สู้ปล้นครั้งใหญ่ไปเลยดีกว่า พลาดโอกาสนี้ไปแล้วจะไม่มีอีกแล้ว”

ซุนเหย่ทอดสายตามองไปยังแปลงสมุนไพร ดวงตาเป็นประกายในความมืดมิดยามค่ำคืน

ปล้นครั้งใหญ่หรือ?

หวังโปฟังแล้วใจสั่น ทั้งชีวิตนี้เขายังไม่เคยเห็นเงินหนึ่งพันหกร้อยตำลึงด้วยซ้ำ

“ผู้เฒ่าซุน ท่านคิดจะทำอย่างไรหรือ?”

“พวกชาวบ้านจากอำเภอไตรโชคของเราอยู่ที่ไหน เจ้ารู้ใช่ไหม”

“รู้สิ รู้ อยู่แถวๆ หมู่บ้านใกล้ๆ นี่แหละ นี่ไม่ใช่เพราะหิวจนตาลายก็เลยแยกย้ายกันไปหาอะไรกินหรอกหรือ”

“เจ้าฟังข้า...”

ซุนเหย่เล่าแผนการของตนเอง

สองวันต่อมา ในช่วงบ่าย สวีฝูกุ้ย สวีเซี่ยวหนิว และสวีเซี่ยวอวิ๋น สามคนกำลังทำงานในไร่นา ส่วนสวีเซี่ยวโก่วไปฝึกยุทธ์ที่ลานฝึกในป่า ที่บ้านมีเพียงเจียเจิน สวีเซี่ยวเซี่ย และสวีเซี่ยวอัน

ในห้องโถง เจียเจินกำลังเย็บผ้าไปพลางดูแลสวีเซี่ยวอันคัดลอก ‘ตำราร้อยอักษร’ สวีเซี่ยวเซี่ยกำลังซักผ้าอยู่ในลานบ้าน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตู

“ใครน่ะ?”

นางเปิดประตูรั้ว เห็นซุนเหย่ที่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ผมขาวโพลน

ซุนเหย่หรี่ตาทั้งสองข้าง ในมือถือชามใบหนึ่ง เสียงแหบพร่า “แม่หนู ข้า... ข้าหนีภัยมา เดินไม่ไหวแล้วจริงๆ พอจะ... พอจะขอน้ำดื่มสักคำได้หรือไม่”

“ท่านปู่”

สวีเซี่ยวเซี่ยมีจิตใจดีงาม ประคองซุนเหย่ที่กำลังสั่นเทา รับชามในมือของเขามา

“ท่านปู่รอสักครู่ เดี๋ยวข้าไปรินน้ำมาให้”

พูดแล้วนางก็หันหลังเดินเข้าไปในลานบ้าน

ซุนเหย่เดินตามหลังนางเข้าไปในลานบ้านโดยพลการ แสร้งทำเป็นหมดแรงนั่งลงบนขั้นบันไดอย่างสั่นเทา หางตาสังเกตการณ์ภายในลานบ้าน

ไม่นานสวีเซี่ยวเซี่ยก็ยกน้ำชามหนึ่งมา เห็นซุนเหย่นั่งพักอยู่บนขั้นบันไดในลานบ้านก็ไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ

ซุนเหย่ยกชามขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว น้ำเปียกหนวดเครา หยดน้ำสองสามหยดเกาะอยู่บนหนวดเคราสีดอกเลา

“เฮ้อ~ ขอบ ขอบคุณแม่หนู ชื่นใจจริงๆ”

เขาพูดจบก็ทำท่าจะลุกขึ้น แต่กลับโซซัดโซเซล้มลงนั่งกับพื้น

“ท่านปู่ระวังหน่อย”

สวีเซี่ยวเซี่ยรีบเข้าไปประคอง

“ข้า ข้าหิวจนไม่มีแรงจริงๆ แม่หนู บ้านเจ้าพอจะมีข้าวเหลือ หมั่นโถวธัญพืชหยาบหรือรำข้าวสาลีที่ใช้เลี้ยงหมูก็ได้ ข้าขอบคุณเจ้า คนดีต้องได้ดี พุทธองค์คุ้มครอง”

“เดี๋ยวข้าจะไปเอาหมั่นโถวมาให้ท่าน”

สวีเซี่ยวเซี่ยเห็นท่าทางน่าสงสารของซุนเหย่ก็เกิดความเมตตาสงสารขึ้นมา เดิมทีนางตั้งใจจะถามมารดาก่อน แต่คิดว่าแม่ของนางก็ใจดีเช่นกัน คงจะไม่ปฏิเสธ ดังนั้นจึงเดินตรงไปยังห้องครัว

ซุนเหย่ลอบตามเข้าไปในห้องครัว เหลียวซ้ายแลขวา ไม่พบโอกาสที่ดีกว่านี้จึงแอบเทยาสลบลงในโอ่งน้ำ โอ่งน้ำนั้นใหญ่เกินไป เขากลัวว่าจะไม่ได้ผลจึงเทยาสลบลงไปเกลี้ยงห่อ

“ยาสลบนี่ก็แพงไม่ใช่เล่นเลย”

เขาพูดอย่างเสียดาย คิดว่าครอบครัวนี้ตอนเย็นทำอาหารต้องใช้น้ำแน่นอน ถึงเวลานั้นทุกคนก็จะสลบหมด เหมาะแก่การลงมือของพวกเขายามวิกาลพอดี

“เอ๊ะ ท่านปู่ ท่าน...”

สวีเซี่ยวเซี่ยหยิบหมั่นโถวมาสองลูก หันกลับมาก็พบว่าซุนเหย่ตามเข้ามาในห้องครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

จบบทที่ ตอนที่ 20 โจรย่องเบายามวิกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว