- หน้าแรก
- พฤกษาสมบัติก่อตระกูลเซียน
- ตอนที่ 19 ผู้ลี้ภัย
ตอนที่ 19 ผู้ลี้ภัย
ตอนที่ 19 ผู้ลี้ภัย
ตอนที่ 19 ผู้ลี้ภัย
สวีเซี่ยวหนิวสังเกตเห็นซูจิ่นซูที่ลอบมองอย่างลับๆ ล่อๆ มานานแล้ว เขาใช้หางตาเหลือบมองอยู่ตลอดเวลา เพื่อระวังไม่ให้อีกฝ่ายฉวยโอกาสที่เขาไม่ทันสังเกตขโมยสาลี่กรอบในสวนของเขา เมื่อได้ยินซูจิ่นซูเรียกเขาว่า ‘พี่ชาย’ ก็เดินเข้าไปด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “มีธุระอะไร?”
“พี่ชาย ข้าหนีภัยมาจากตำบลเมฆาเขตแดน ระหว่างทางโชคร้ายพลัดพรากจากครอบครัว ขอถามหน่อยว่าที่นี่คือที่ใดหรือ?”
ซูจิ่นซูพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน สายตาเหลือบมองร่างกายกำยำของสวีเซี่ยวหนิวอย่างกึ่งกล้ากึ่งกลัวเล็กน้อย ก่อนเบนสายตาหลบด้วยท่าทีเขินอาย
“นี่คือหมู่บ้านนานาธาร”
สวีเซี่ยวหนิวพูดจบก็เสริมอีกประโยคหนึ่ง “หมู่บ้านนานาธาร อำเภอปอโบราณ”
ซูจิ่นซูกลืนน้ำลายแห้งๆ มองไปยังต้นสาลี่สองสามต้นตรงหน้า “พี่ชาย ข้าเดินทางตากลมกินน้ำค้างมาตลอดทาง ค่าเดินทางที่ติดตัวมาก็ใช้หมดแล้ว พอจะ...ให้สาลี่ข้าสักผลได้หรือไม่”
สวีเซี่ยวหนิวไม่ตอบคำใด หันไปเลือกเด็ดสาลี่กรอบผลใหญ่ที่สุดจากต้นสาลี่ส่งให้นาง เขาไม่ใช่คนใจแข็งดุจเหล็กศิลา ริมฝีปากของหญิงสาวตรงหน้าแตกแห้งจนลอกเป็นขุยแล้ว
“ขอบคุณ”
ซูจิ่นซูรับด้วยสองมือ กล่าวขอบคุณด้วยความดีใจ หยิบสาลี่ขึ้นมากัดคำโต
“สาลี่บ้านท่านอร่อยจริงๆ”
ซูจิ่นซูยิ้มจนตาหยี ใบหน้าเปี่ยมด้วยความขอบคุณ กินอย่างเอร็ดอร่อย พูดคุยกับสวีเซี่ยวหนิวไปพลางกินไปพลาง
“พี่ชาย ข้าชื่อซูจิ่นซู แล้วท่านล่ะ?”
“สวีเซี่ยวหนิว”
“แต่งงานแล้วหรือยัง?”
“ยัง”
“รูปร่างท่านดีจริงๆ เคยฝึกวิถียุทธ์หรือไม่?”
“ไม่เคย”
สวีเซี่ยวหนิวถูกสายตาเปี่ยมเสน่หาของซูจิ่นซูมองจนรู้สึกอึดอัด จึงหยิบเสื้อกั๊กแขนกุดที่แขวนไว้บนกิ่งไม้มาสวม
ซูจิ่นซูคิดในใจ ชายหนุ่มตรงหน้าต้องเป็นครอบครัวชาวนาที่มีฐานะมั่งคั่ง เป็นคนซื่อสัตย์จริงจัง พูดจาไม่เก่ง ด้วยประสบการณ์และความสามารถของนาง การจะ ‘ควบคุม’ ชายหนุ่มคนนี้ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ชื่อเดิมของนางไม่ใช่ ‘ซูจิ่นซู’ แต่เป็น ‘หวงชุ่ยชุ่ย’ นางใช้ชื่อหวงชุ่ยชุ่ยก่อนที่จะถูกขายเข้าหอคณิกา หลังจากนั้นก็เปลี่ยนชื่อในวงการมาหลายครั้ง
ในอำเภอหมอกฟุ้ง ตำบลเมฆาเขตแดน นางเป็นนางคณิกาชื่อดังของหอคณิกา ‘ตรอกดอกท้อ’ อันเลื่องชื่อในพื้นที่ ขายบริการทั้งด้านการแสดงและร่างกาย
นางถูกครอบครัวขายให้หอตรอกดอกท้อตั้งแต่อายุสิบสอง เรียนรู้ฉิน หมาก คัดพู่กัน และวาดภาพ อ่านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน หลายปีต่อมาอาศัยรูปโฉมงดงาม ความสามารถในการสังเกตคำพูดสีหน้า และการซื้อใจคน จนกลายเป็นนางคณิกาอันดับหนึ่งที่มีชื่อเสียง
ในสถานที่ที่ดีเลวปะปนกันอย่างหอคณิกา หากไม่มีเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายบ้างจะไต่เต้าขึ้นไปอยู่เหนือคนอื่นได้อย่างไร เดิมทีนางคิดว่าชีวิตนี้ตนเองจะถูกหอคณิกาขูดรีดไปจนแก่ชราความงามร่วงโรย เมื่อไม่สามารถรับแขกได้ก็จะถูกไล่ออกไป หาที่สักแห่งใช้ชีวิตบั้นปลาย ไม่คิดว่าสงครามที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจะลุกลามมาถึงอำเภอหมอกฟุ้ง
เหล่าเทพเซียนเหาะเหินขึ้นสูงลงต่ำ ประลองเคล็ดวิชากันบนท้องฟ้า คลื่นพลังที่หลงเหลือจากเคล็ดวิชาเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำลายเมืองถล่มเรือนได้ เพื่อเอาชีวิตรอด ชาวบ้านในอำเภอหมอกฟุ้งต่างอำลาบ้านเกิดเมืองนอน ลี้ภัยสงครามไปคนละทิศคนละทาง
นางฉวยโอกาสหลบหนีในช่วงชุลมุน ปลอมตัวเป็น ‘ซูจิ่นซู’ เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ให้กับตนเอง นางยังเยาว์วัยนัก นี่คือโอกาสในการเกิดใหม่ของนาง เพื่อที่จะมีชีวิตที่มั่นคงและไม่ให้ใครจำได้ นางเดินทางเป็นเวลาครึ่งปี จากตำบลเมฆาเขตแดนไปยังตำบลธาราบริสุทธิ์ แล้วต่อไปยังตำบลกำแพงนิล ข้ามผ่านระยะทางหลายพันลี้ มาถึงอำเภอปอโบราณที่ไม่โดดเด่นแห่งนี้
“พี่ชาย นี่เป็นที่ดินของบ้านท่านหรือ?”
ซูจิ่นซูลองหยั่งเชิงถาม นางไม่ได้ขาดเงิน ในห่อผ้ามีเครื่องประดับทองเงินที่แขกให้รางวัลซ่อนไว้ ในกระเป๋าเสื้อที่แนบตัวยังมีตั๋วเงินหลายร้อยตำลึง ที่ปลอมตัวเป็นคนยากจนข้นแค้นเช่นนี้เพื่อไม่ให้ถูกปล้น มิฉะนั้นด้วยรูปร่างหน้าตาของนางคงไม่สามารถเดินทางมาถึงที่นี่ได้ แต่นางก็ไม่ต้องการหาครอบครัวที่ยากจนแล้วต้องไปลำบากลำบน จะดีที่สุดหากครอบครัวนั้นพอจะมีอิทธิพลอยู่บ้าง
“ไม่ใช่ นี่เป็นที่ดินที่ข้าเช่ามา”
สวีเซี่ยวหนิวตอบตามความจริง
ที่เช่ามา? เป็นผู้เช่านาหรือ?
ความประทับใจอันดีที่ซูจิ่นซูมีต่อสวีเซี่ยวหนิวลดลงอย่างมาก นางจึงถามต่อ “แล้วบ้านเจ้ามีกี่คนกันล่ะ? ทุกคนก็เช่าที่ดินทำนาเหมือนเจ้าหรือ?”
สวีเซี่ยวหนิวเป็นเพียงคนซื่อ แต่ไม่ใช่คนโง่ ถามคำถามส่วนตัวบางอย่างเขายังตอบได้ ทว่าพอถามถึงครอบครัว เขาก็ยิ่งเพิ่มความระมัดระวัง
“สายแล้ว ข้ายังต้องทำงานต่อ ถ้าเจ้ายังไม่อิ่ม ข้าจะให้อีกผลหนึ่ง”
สวีเซี่ยวหนิวเด็ดสาลี่กรอบอีกผลหนึ่งยัดใส่มือซูจิ่นซู แล้วหันไปทำงานในไร่ต่อ
“พี่ชาย ข้ายังอยากจะถามอะไรอีกหน่อย...”
ซูจิ่นซูเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจตนก็เดินจากไปอย่างจนใจ กังขาว่ามีผู้ชายคนใดบ้างที่ไม่ต้องการจะคุยกับนางสักคำ เมื่อครู่นางส่งสายตาเย้ายวนจนแทบตาเหลือก แถมยังแกล้งทำเป็นร้อนแล้วปลดสาบเสื้อ เผยให้เห็นผิวขาวผ่องบริเวณกว้าง
“ช่างเป็นท่อนไม้จริงๆ คงจะเป็นไก่อ่อนที่ยังไม่เคยลิ้มรสเนื้อ ไม่เข้าใจความงดงามอ่อนช้อยของข้า...”
นางคิดเช่นนี้ แล้วก็ไปตามหาเป้าหมายต่อไป
“ทำไมซิ่วเหลียนไม่มานานแล้วนะ?”
หลังจากซูจิ่นซูจากไป สวีเซี่ยวหนิวก็นึกถึงเฉินซิ่วเหลียน ก่อนหน้านี้นางมาเกือบทุกวัน เอาน้ำผึ้งหรือไม่ก็ผลไม้ของว่างมาให้เขา หลังจากนั้นมักอยู่คุยเล่นกันครู่หนึ่ง นับตั้งแต่สิบกว่าวันก่อนที่นางทำถุงน้ำตกไว้ เจ้าตัวก็ไม่ได้มาอีกเลย
สวีเซี่ยวหนิวคิดจะไปหาเฉินซิ่วเหลียน แต่พอนึกถึงใบหน้าของเฉินปาจินพ่อของนาง เขาก็ใจฝ่อ ไม่กล้าไป
ฉายา ‘เฉินแปดอัปลักษณ์’ นั้นโด่งดังมากในหมู่บ้านนานาธาร เป็นบุคคลที่สามารถ ‘ทำให้เด็กหยุดร้องไห้กลางคืน’ ได้ อีกทั้งเฉินปาจินยังไม่เห็นด้วยเรื่องลูกสาวของเขากับสวีเซี่ยวหนิว เคยด่าสวีเซี่ยวหนิวมาหลายครั้งแล้ว
“เฮ้อ ถ้าพ่อของนางไม่ยอมจริงๆ ก็คงต้องพูดให้ชัดเจน จะไปถ่วงเวลานางไม่ได้”
สวีเซี่ยวหนิวจนใจ พ่อของเขาไม่ยอมให้เขาแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง เขาย่อมต้องฟังพ่อของตนเอง
ทำงานในไร่เสร็จ เขาก็แบกตะกร้าใส่สาลี่กรอบกลับบ้าน สาลี่เหล่านี้ล้วนแต่มีคุณภาพไม่ดีหรือไม่ก็มีหนอนเจาะ เหมาะที่จะนำกลับไปเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่
ระหว่างทางกลับบ้าน เขาเห็นเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งมุงดูอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ริมทาง ลองเข้าไปดูใกล้ๆ เป็นชายชราสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นนั่งพิงอยู่ใต้ต้นไม้ กำลังเล่านิทานให้เด็กๆ อายุราวสิบขวบกลุ่มหนึ่งที่มุงดูอยู่ฟัง
“เทพเซียนท่านนั้นชี้นิ้วออกไป กระบี่ก็พุ่งฉิวไปไกลสองลี้ ตัดศีรษะคนขาด เลือดพุ่งสูงครึ่งจั้ง ร่างกายยังขยับได้อยู่เลย ถ้าไม่ใช่เพราะข้าวิ่งเร็วก็คงไม่มีชีวิตรอดแล้ว”
“ท่านปู่ๆ แล้วเทพเซียนพวกนั้นเหาะกันอย่างไรหรือ? ยืนเหาะ หรือว่านอนเหาะ?”
“แน่นอนว่าต้องยืนสิ นอนมันน่าเกลียดจะตาย ในร่างของเทพเซียนมีปราณเซียนอยู่ก้อนหนึ่ง อาศัยปราณเซียนก้อนนี้แหละในการเหาะ”
“...”
สวีเซี่ยวหนิวไม่สนใจเรื่องเล่ากึ่งจริงกึ่งเท็จแบบนี้ ฟังไปสองสามประโยคก็จากไป กลับถึงบ้านก็แวะให้อาหารหมูกับไก่ ล้างหน้าล้างตาก่อนไปกินข้าว
“ช่วงนี้ในหมู่บ้านมีผู้ลี้ภัยที่หนีความอดอยากมาไม่น้อย พวกเจ้าเจอคนแปลกหน้าต้องระวังตัวให้มาก”
สวีฝูกุ้ยพูดพลางตักข้าวเข้าปากพลางเตือนลูกๆ ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นล้วนหนีความอดอยากมาจากตำบลเมฆาเขตแดน เดินทางไกลหมื่นลี้ จากบ้านเกิดเมืองนอน หนีมาตลอดทาง ค่าเดินทางคงหมดเกลี้ยงแล้ว ยังต้องหาที่ปักหลักเอาชีวิตรอดอีก
ไม่ใช่ว่าสวีฝูกุ้ยคิดร้ายต่อผู้ลี้ภัยเหล่านั้น แต่เป็นเพราะธรรมชาติของมนุษย์เป็นเช่นนี้ ‘คนจนปัญญาสั้น’ คนที่ยากจนถึงขีดสุดก็มักจะละทิ้งขีดจำกัดได้ง่ายๆ เมื่อผู้ลี้ภัยมีจำนวนมากขึ้น ย่อมต้องเกิดเรื่องอย่างแน่นอน
“ทราบแล้วท่านพ่อ”
ทุกคนตอบรับ
สวีเซี่ยวหนิวนึกถึงซูจิ่นซู หญิงสาวคนนั้นสอบถามเรื่องครอบครัวของเขา คงต้องมีเจตนาอื่นแอบแฝงแน่ โชคดีที่เขาส่งนางไปให้พ้นๆ ไม่ได้พูดคุยอะไรด้วยมากนัก เขาไปให้อาหารต้าเฮยหลังกินข้าวเสร็จ แล้วกลับมาฝึกฝนเคล็ดวิชาปักหลักกับพ่อที่สวนหลังบ้าน
เมื่อสองสามวันก่อนเขาฝึกเคล็ดวิชาปักหลักขั้นที่สองสำเร็จ เริ่มเรียน ‘เคล็ดวิชาปักหลักเบญจธาตุ’ ขั้นที่สามกับสวีฝูกุ้ย
‘เคล็ดวิชาปักหลักเบญจธาตุ’ ขั้นที่สามนี้มีท่ายืนสงบสิบห้าท่า วิธีการหายใจซับซ้อนกว่าเคล็ดวิชาปักหลักขั้นที่สอง สามารถเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง การฝึกเคล็ดวิชาปักหลักขั้นที่สามให้สำเร็จ จำเป็นต้องทะลวงสิบสองเส้นลมปราณย่อยในเส้นลมปราณหลัก และเปิดจุดลมปราณรอง 576 จุด
ร่างกายมนุษย์มีจุดลมปราณทั้งหมด 720 จุด ในจำนวนนี้เป็นจุดเป็นตาย 36 จุด เป็นจุดลมปราณสำคัญ 108 จุด ที่เหลือล้วนเป็นจุดลมปราณรอง
แม้ว่าจุดลมปราณรองจะมีจำนวนมาก แต่เมื่อเส้นลมปราณหลักทั้งเจ็ดเส้นถูกทะลวง จุดเป็นตายและจุดลมปราณสำคัญถูกเปิดแล้ว การเปิดจุดลมปราณรองต่อไปจะค่อนข้างง่าย